|
เราจะกำลังเข้าสู่กลางเดือน ๑๒ ฤดูฝนจะสิ้นสุดลงในวันพระหน้าแล้ว หมดเวลาการใช้ผ้าอาบน้ำฝน วัสสิกะสาฏิกัง ที่โยมได้ถวายมาให้ใช้รวม ๔ เดือนเต็ม นับแต่เริ่มวันเข้าพรรษามา
ในวันธรรมสวนะก็จะมีอุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมและพุทธบริษัททั้งหลาย มาใคร่ธรรมนำปฏิบัติกรรมฐาน เจริญกุศลภาวนา เพื่อเป็นการสร้างชีวิตให้แจ่มใส ทำใจให้สะอาด ทำใจให้หมดจด สามัคคีกาย สามัคคีจิต กายกับจิตสามัคคีกัน โดยกำหนด กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เกิดสามัคคีธรรม กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน กายต้องสามัคคีกับจิต จิตต้องสามัคคีกัน เรียกว่า กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา ก็ต้องสามัคคีกัน ต้องแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตออกไปฟุ้งซ่านนานาประการ ก็ต้องปรับปรุงสามัคคีจิต เอาสติมาสามัคคีกับจิตให้มีสติ จิตมีสติปัญญาก็สามัคคีกันได้ ในจิตตานุปัสสนา จะได้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องเวทนา และจิตเรามีความเข้าใจดีแล้วก็มาสติปัฏฐาน สามัคคีธรรม มาทำบุญกุศล เรียกว่า มาปฏิบัติธรรม
|
การปฏิบัติธรรม เป็นการรับผิดชอบตัวเอง การใช้ชีวิตของตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและครอบครัวและส่วนรวมทั่วไป ก็เรียกว่า สามัคคี ต้องการจะสร้างความดีแก่ชีวิตของเรานั่นเอง ชีวิตเราก็จะแจ่มใส ทำใจสะอาดหมดจด นั่นก็คือการเจริญกรรมฐาน
การเจริญกรรมฐาน ต้องการให้จิตสามัคคีกับกาย กายสามัคคีกับจิต ต้องการให้สติสามัคคีกับจิต เป็นเรื่องสำคัญด้วยสติ ปัญญาก็จะแสดงออกบอกให้ทราบว่า เรารู้ทันเหตุการณ์ของอารมณ์เราได้ เช่น อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี เป็นต้น การเจริญกรรมฐานจึงมีประโยชน์มาก การเจริญกรรมฐาน ท่านต้องรับผิดชอบตัวเอง ด้วยความสามัคคีอันนี้ คือกายต้องสามัคคีกับจิต จิตสั่งงานอย่างไรกายก็ต้องทำตาม แต่จิตก็ต้องทำตามสติ บอกสติระลึกได้ก็คือ กรรมฐานทำให้จิตใจเบิกบาน ทำให้จิตใจหรรษา ทำให้จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตัวเอง นั่นแหละคือตัวปัญญาความสะอาด ความบริสุทธิ์นั้นผุดขึ้นมาจากดวงจิต ทำจิตสะอาดหมดจดแล้ว ปัญญาก็เกิดขึ้น แก้ไขปัญหาชีวิตได้ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี่เอง
การเจริญวิปัสสนา ทำให้แจ้งแก่ปัญญา ต้องการให้มีสติ ในเมื่อเรามีสติ รักษาจิตได้ จิตท่านจะไม่เลเพลาดพาดออกไปนอกประเด็นนี้ จิตท่านจะเข้าสู่ภาวะที่ดีได้ โดยไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่ลงโทษผูกพยาบาทคาดพยาเวร ไม่มีอิจฉาริษยาต่อท่านผู้ใด เพราะมีเมตตา ถ้าเรามีเมตตาแล้ว จิตมันก็ไม่อาฆาตเคียดแค้นกับใคร จิตก็ดี ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เบียดเบียนทรัพย์ ไม่ล่วงประเวณี จิตใจไม่หลอกลวงโลกหวังเอาลาภเขา
|
ถ้าเราไม่ปฏิบัติ จิตจะยับยั้งชั่งคิดหาสติปัญญาไม่ได้ ปัญญาก็จะไม่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัตินั้น ถ้าเราปฏิบัติได้ถูกต้องตามวิธีการของพระพุทธเจ้า การเจริญสติปัฏฐาน ๔ กายานุปัสสนา การยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา มีสติกำหนดให้ได้ ในเมื่อสติกำหนด ตัวกำหนดเป็นตัวสามัคคี ต้องการให้จิตกับกายสามัคคี เวทนาสามัคคี จะได้รู้ดีว่าอะไรเวทนา คือ เครื่องป้องกันแก้ไข บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปแล้ว เดี๋ยวก็สูญเป็นอนัตตา สามัคคีธรรม เกิดขึ้นกับบุคคลใด บุคคลนั้นจะรู้ว่าเวทนาเป็นอย่างไร กำหนดให้มันได้ ปวดหนอ... ปวดหนอ... เป็นต้น คำว่าปวดก็ต้องไม่เป็นตัวสรรพนาม ตัวนามของเขามันปวดคืออะไร ปวด จิตปวดหรือ แต่จิตไม่รู้เรื่อง เอาจิตไปพัวพันในการปวด มันก็ปวดหนัก เรียกว่า กำหนดปวดหนอ... ปวดหนอ... การต้องรู้อย่างนี้ก็เพราะจะศึกษาให้มีความเข้าใจในเวทนาเหล่านั้น เมื่อเข้าใจเวทนาแล้ว เวทนาก็จะบ่งบอกให้เราได้ เราจะทราบเป็นอนัตตาได้ มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลงแล้วดับไป ไม่มีอะไรแน่นอนแต่ประการใด ตรงนี้เป็นจุดสำคัญต่อผู้ปฏิบัติไม่น้อย ขอให้กำหนดได้ เราจะไม่แพ้ เราจะชนะตลอดรายการ ชนะจิต จิตมีสติดีนั้นแหละคือไม่แพ้ ปัญญาก็เกิดขึ้น เราแก้ไขปรับปรุงจิตใจให้ดี
|
 |
การมีสติสัมปชัญญะด้วยการกำหนดจิต จะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ด้วยความสามัคคีของธรรมนี้ มีความหมายเกิดขึ้นกับท่านเอง ท่านปวดท่านทนไม่ไหวท่านก็แพ้ ท่านไม่สามัคคี ถ้าเราสามัคคีกัน เรื่องจิตเรื่องกายมีอะไรก็กำหนดนั่นแหละ เป็นตัวกำหนดเป็นตัวสามัคคี เป็นตัวรู้แจ้งเห็นจริง รู้เห็นชัดเจนด้วยรูปธรรมและนามธรรมด้วย รูปธรรมก็ชัด นามธรรมก็ชัด เกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว นั่นแหละ ท่านก็จะได้รับรู้อันนั้นไปด้วยความรู้จริงอย่างนั้นเป็นต้น จิตออกไปก็ไม่รู้เรื่อง ตั้งสติไว้ จิตมันก็กลับมา จะมาสามัคคี จิตมันก็ไม่ออกไปนอกประเด็น ที่บอกสามัคคีนี้ จิตจะเข้ามาสู่ความสามัคคีและเอกีภาพ จิตจะมีสมาธิ มีพลังผลักดันให้ไปในทางดี ทำให้จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์ ออกมาได้ทำนองนี้ เป็นต้น จะมีประโยชน์มากในเรื่องกรรมฐาน เพราะสติเป็นงานนำจิต จิตก็นำร่างกายสังขารให้คิดออก บอกได้ ใช้เป็น จะทำอะไรก็มีประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันของเรา ตัวกำหนดเป็นตัวบอกความสามัคคีของชีวิต ถ้าเราอยู่ในครอบครัว อยู่คนเดียว จิตกับกายมันไม่เข้ากัน มันแตกกันตลอด ไม่สามัคคีกันท่านก็จะอยู่ไม่ได้
จิตสั่งงานแต่ไม่ทำ จิตคิดว่าเราจะต้องปลูกต้นหมากรากไม้ เราจะต้องทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่แล้วก็คิดเฉย ๆ แต่ไม่ทำ ก็เกิดความสามัคคีไม่ได้ จิตก็เกียจคร้านออกไป ไม่อยากทำ คิดว่ามันเหนื่อยกาย ก็เห็นดีด้วยว่า เออจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกาย นอนจะดีกว่า ออกมาทำนองนี้เป็นต้น มันก็ไม่ได้ผลขึ้นมาเพราะไม่สามัคคีกัน จิตคิดก็ไม่ได้กำหนด เพราะไม่ได้สามัคคี เสียใจก็ไม่ได้กำหนด เพราะไม่ได้ตั้งหน้าสามัคคี ทิ้งหมดไม่อยากจะดูหน้าดูตากัน และไม่อยากจะสนใจซึ่งกันและกัน งานจะเดินไปไม่ได้ งานจะสำเร็จได้ ต้องอาศัยพวกพ้องพี่น้องมากด้วยความสามัคคีนี้ทั้งนั้น การจะทำงานทางโลกทางธรรม การเจริญกรรมฐาน ต้องมีสามัคคีอย่างนี้
 |
ถ้าเรามีแนวโน้มไปในทางสามัคคีกัน กายกับจิตสามัคคีผนึกให้แน่น
รูปกับนาม ขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ กายเห็นรูป กำหนดสามัคคี ตาสามัคคีรูป
รูปกับตาสามัคคีกัน เห็นหนอ... เห็นหนอ... เป็นต้น หูได้ยินเสียงเขาด่าเขาว่าเสียงเขาพูดจา
เราก็รู้ว่าเขาพูดว่ากระไรเท่านี้ มันก็หายไปกลับไปหาเขา กายฟังแล้วก็ตั้งสติไว้อย่างนั้น
กำหนดจิตโดยมีสติฟังด้วยปัญญานั่นเอง สามัคคีกัน เห็นด้วยปัญญา ตามีสติไหม
มีก็ดูด้วยปัญญาเรียกว่า สามัคคีธรรมนำสันติสุข ทำให้คนนั้นอยู่เย็นเป็นสุข
สามัคคีธรรมะ สามัคคีตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตเป็นสามัคคีธรรม ในเมื่อได้เห็น
ตั้งสติเห็น ตั้งสติกำหนดเห็น คิดก็ตั้งกำหนดว่า คิดหนอ... เป็นต้น
ในเมื่อเราทำได้เช่นนี้แล้ว ก็ไม่มีผลอื่นมาแทรกแซง เพราะเราสามัคคีกันและจะทำอะไรก็รอบคอบ
ชอบระวัง ตั้งใจตรง ทรงศีลธรรม นำทางก็ถูก ปลูกสติ จะได้ดำริชอบ ประกอบกุศล
ได้ผลงาน เป็นหลักฐานสำคัญ ก็เกิดขึ้นด้วยสมาธิของสามัคคี
|
|