ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 11
:: ภาคธรรมปฏิบัติ :: เรื่อง ปกิณธรรม
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล

วันนี้เป็นวันพระแรม ๑๔ ค่ำ เป็นวันสิ้นเดือนอ้าย เป็นเดือนขาด เราก็คิดว่าเป็นวันพระใหญ่ ข้อเท็จจริงก็เหมือนกันทุกวันพระ จะเดือนขาดหรือเดือนเต็มก็ตาม แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราแสวงหาพระไว้ในใจ ทำใจให้สบาย ทำใจให้เป็นปกติด้วยการเจริญกรรมฐาน เจริญกุศล ตั้งสติโดยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ดีที่สุด ไม่มีอะไรจะดีกว่าการเจริญสติปัฏฐาน ๔ อีกแล้ว ก็คือ บำเพ็ญ ศีลภาวนา ต้องการให้มีสติสัมปชัญญะ

คำสอนของพระพุทธเจ้าตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ย่อให้เราแล้ว พระองค์แสวงหาตั้ง ๖ ปี ที่เสด็จออกบรรพชา กว่าจะสำเร็จสัมโพธิญาณ พระองค์ได้รวมตำรับตำรามาให้เราแล้ว แต่ทำไมเราเอาไปทิ้ง เราไม่ต้องไปหาที่ไหนอีกแล้ว และไม่ต้องไปเหนื่อยยากแสวงหาโมกขธรรม แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงเหนื่อยยากพระวรกายและจิตใจเพื่อแสวงหาความดีในวิชานี้เอามาแก้ทุกข์ เอามาเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิต พระองค์ทรงรวบรวมตำรับตำราให้เราไว้ครบถ้วนขบวนการ ต้องการให้เราทั้งหลายได้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากทุกข์ แล้วทำไมเราเอาไปทิ้งล่ะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านก็ให้เราครบถ้วนทุกอย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าใครมีแล้วก็มีพระประจำใจ มีพระประจำกาย มีพระประจำครอบครัว มีแต่ความสุขในเรื่องประกอบกิจหน้าที่การงาน ไม่มีทุกข์ ไม่มียาก ไม่มีความลำบากแต่ประการใด จะประกอบอาชีพค้าขายหรือทำอะไรก็ดีหมด พระพุทธเจ้าท่านสอนทุกแง่คิด สอนให้เรามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถในการปฏิบัติชอบทุกประการ

เมื่อวันพระก่อน เทศน์เรื่อง ฆ่าความโกรธ วันพระต่อมาเทศน์เรื่อง ขันติ ความอดทน วันนี้จะบอกสรุปอานิสงส์คือขันติ เมื่อวันพระที่ผ่านมาที่เทศนาไปแล้ว ท่านได้รับฟังแล้วว่าวิธีฆ่าความโกรธทำอย่างไร ก็คือการเจริญกรรมฐาน ฆ่าอะไรก็ไม่เท่าฆ่าความโกรธในตัวเอง ถ้าเราฆ่าความโกรธในตัวเองออกได้ คนนั้นก็จะมีความสุขไม่มีทุกข์ มีแต่ปัญญา ในด้านอกุศลกรรมก็จะไม่มีแก่บุคคลนั้น วันพระต่อมาเทศน์เรื่องขันติ ความอดทน จะอดทนได้อย่างไร ก็ด้วยการเจริญกรรมฐาน กำหนดจิตทำให้มีความอดทน แต่ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ได้ทำอย่างนั้น ไม่ได้อดทนเลย มีเวทนาก็เลิกแล้ว เลิกปฏิบัติ จิตฟุ้งซ่านก็เลิก ไม่มีการกระตือรือร้นในการปฏิบัติธรรมแต่ประการใด แล้วมันจะได้อะไรหรือ จะไม่ได้อะไรแน่นอน

การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นั้นก็คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ทางสายเอกนี่เอง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน กายจะเดิน จะนั่ง จะนอน เหลียวซ้าย แลขวา คู้แขน เหยียดขา ตั้งสติไว้ ในเมื่อมีสติดีอยู่ในกายอย่างนี้ ก็เรียกว่าเรามีพระประจำกายแล้ว ไม่ใช่เอาเครื่องรางของขลังมาแขวนคอ แล้วก็เรียกว่ามีพระประจำกาย ไม่ใช่ แต่แล้วเรามีสติดีในการยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา คู้แขน เหยียดขาในตัวของตนเอง จิตก็เป็นกุศล ภายในก็มีพระประจำใจ จิตใจของท่านก็จะประเสริฐ จิตใจท่านก็ล้ำเลิศ แสดงขันติความอดทนได้แน่นอนออกมาอย่างนี้ซิ แสดงไปแล้วเมื่อวันพระก่อนนี้

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน นั้นเราก็จะได้รู้ว่ามีสติกำหนดเวทนาได้ มันจะเกิดขึ้นในตัวเรา จะดีใจหรือเสียใจก็กำหนด ตั้งสติไว้ได้ หรือระยะหนึ่งไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีความดีใจเสียใจ จิตใจก็ว้าเหว่ จิตใจก็ออกไปนอกประเด็น เพราะมันไม่ได้คิดอะไร จิตใจก็ลอยออกไป เรียกว่า ไว้ อุเบกขา เวทนาก็ต้องมีสติกำหนดอยู่ตลอดรายการอย่างนั้น ปวดเมื่อยก็กำหนด เสียใจก็กำหนด โกรธก็กำหนดไว้ ตัวกำหนดนี่เป็นตัวกำชะตากรรมในชีวิตของเราไว้ดีมาก ตัวกำหนดก็ตัวตั้งสติ ตัวมีบำเพ็ญศีล ตัวบำเพ็ญสมาธิของตนเองไปโดยอัตโนมัติภายในตัวของมันเอง ตัวแก้ปัญหาก็ตัวสติ ตัวสัมปชัญญะก็คือตัวรู้ รู้จริงในร่างกายและสังขาร รู้รูป นาม ขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ รู้เหตุผลที่ควรจะแก้ควรจะไม่แก้ ควรจะตัดควรจะเติม ควรจะต่อ ขาดเติม เกินตัดนั่นสัมปชัญญะ คือตัวรู้นี้แปละมันเข้าไปในหลักนี้คือเวทนา เราจะได้รู้ว่ามันปวดเมื่อยอย่างไร ไม่สบายใจอย่างไร ดีใจตรงไหน ถูกต้องตรงไหนประการใด ต้องกำหนดที่ไหนเสียใจกำหนดที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ กำหนดให้ลึก ๆ หายใจลึก ๆ เดี๋ยวท่านจะหายเสียใจ หายฟุ้งซ่าน คิดไม่ออกก็กำหนดตรงนั้น เดี๋ยวกำหนดไปกำหนดมา มันก็จะคิดออกมาอย่างนี้เป็นต้น และเมื่อคิดออกได้แล้วเราก็ดำเนินงานต่อไป แต่ผู้ปฏิบัติไม่ได้ติดตามผลงานอย่างนี้ ไม่ได้ปฏิบัติ ปล่อยตามเรื่อง ปวดศีรษะก็ไม่กำหนด เสียใจก็ไม่กำหนด จิตใจออกไปฟุ้งซ่านก็ไม่กำหนด ปล่อยตามเรื่องตามราว น่าเสียดายปล่อยไปตามยถากรรม จะไม่ได้ผลจะไม่ได้อานิสงส์แต่ประการใด นี่คือความหมายของ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตต้องเป็นธรรมชาติ คิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เป็นเวลานานเหมือนเทปบันทึกเสียง มันก็เหลวแหลกแตกความคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเอาสติตามคิด เอาสติตามไปดูว่ามันคิดเรื่องอะไร กำหนด คิดหนอ คิดหนอ กำหนดตรงไหน กำหนดที่ลิ้นปี่ก็ทำความเข้าใจลิ้นปี่ด้วยนะ เอาเชือกวัดจากจมูกไปถึงสะดือแล้วก็พับครึ่งนั้นแหละลิ้นปี่แล้ว

คนที่โกรธง่าย คนที่โมโหเก่งนี่ใจร้อนหายใจสั้น มันไม่ทันคิดเหนือใต้อะไรเลยนะ ลุกลี้ลุกลน จะไม่มีทางที่จะคิดที่ดีได้ จะคิดไม่เป็นเรื่องเป็นราว คิดออกมาผิดทั้งนั้นไม่มีสติปัญญา ที่จะเข้าไปสู่จุดมุ่งหมายอันนี้ เช่น ยืนหนอ ๕ ครั้ง นี่สอนให้มันถูกหน่อย ตั้งแต่ศีรษะลงปลายเท้า ตจปัญจกกรรมฐาน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา โดยวิธีปฏิบัติภาษาไทยไม่ต้องใช้บาลี ก็เลยเอาสติกำหนดตรงนี้ ยืน....หนอ ถ้าไม่เข้าใจทำรุ่นใหม่ก็ให้เว้นวรรคที่สะดือ ยืน....ถอนหายใจที่สะดือ แล้วก็ หนอ ลงไป แล้วยืนจากเท้า มโนภาพสำรวมขึ้นมาถึงสะดือ ถอนหายใจแล้วก็หนอลงไป ทำได้แล้วไม่ต้องถอนหายใจ ทำความเข้าใจด้วยบางทีไปสอนผิด บางทีไปถอนหายใจเรื่อยจนกระทั้งเข้าใจแล้ว ถ้าเข้าใจแล้วไม่ต้อง ยืน...หนอ ไปถึงเท้า หนอมันจะคล่องขึ้น สติมันจะอยู่กับจิตตลอดรายการ อย่างนี้สิ บางคนที่ทำไม่ได้แล้วก็กลับบ้าน แล้วยังไม่ได้ ๕ ครั้ง โดยมโนภาพ บางทีทำไม่ได้เลย จะมาแลกเปลี่ยนอะไรกันก็ไม่ทราบ ถ้าทำได้แล้วมันจะคล่องแคล่วว่องไว มันจะเกิดทัศนศึกษาโดยวิสุทธิ จะเกิดความบริสุทธิ์ขึ้น สติก็ดี ปัญญาก็เกิด จะรอบรู้ในกองการสังขาร จะแก้ปัญหาได้ทุกทิศทาง มันจะออกมาอย่างนี้เป็นต้น และ พองหนอ ยุบหนอ นี่ ขอเจริญพรว่าหายใจยาว ๆ บางคนทำไม่ได้จนกระทั่งกลับ พองหนอ ยุบหนอ กลับไปพองขึ้นยุบลง ๆ บางคนไป พองหนอ ยุบหนอ ที่ลิ้นปี่ คนละเรื่องกันแท้ ๆ เอาไปสอนกันมาให้มันพองที่ท้องให้ได้ ไม่ใช่ว่าพองหนอ ยุบหนอ แล้วท้องก็ไม่พอง ไม่ยุบ อันนี้ขอเน้นตรงนี้ให้มาก ขอฝากไว้ บางคนก็ไป พองหนอ ยุบหนอ ตรงลิ้นปี่ มันคนละเรื่องกัน อันนี้สำหรับโกรธ กำหนดเสียใจ หรือหายใจสั้น ผูกพยาบาท ผูกความโกรธ ผูกเคียดแค้น ต้องกำหนดที่ลิ้นปี่ให้หายใจยาว ๆ กำหนดต่างหาก ไม่ใช่พอง ยุบ มันคนละเรื่องกัน

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่