|
พวกเราคงจะคุ้นเคยกับข่าวใหญ่ข่าวหนึ่ง ซึ่งเป็นความพยายามของปวงชนชาวไทย
ในการที่จะนำมรดกแห่งชาติล้ำค่ามาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสปีกาญจนาภิเษกสมโภช เป็นเรื่องสุดท้ายในปี ๒๕๓๙ นี้
|
มีใครสักกี่คนที่จะทราบข้อเท็จจริงในการที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ
หรือ พระราชสุทธิญาณมงคล มีส่วนร่วมในการอัญเชิญหลวงพ่อศิลา กลับคืนสู่บ้านเราท่ามกลางความมืดมน
ดิฉันจะขออนุญาตเล่าสู่กันฟัง
|
ก่อนอื่น ดิฉันใคร่ขอที่จะให้รายละเอียดพื้นฐานเกี่ยวกับพระพุทธรูปศิลา
เพื่อความเข้าใจของผู้อ่านก่อนว่า พระพุทธรูปศิลา เป็น พระพุทธรูปนาคปรก
ปางสมาธิ ทรงกรองศอ พาหุรัด กุณฑล สวมมงกุฎทรงเทริด พระพักตร์ทรงสี่เหลี่ยม
ประทับนั่งสมาธิราบอยู่บนฐานขนดนาคสามชั้น มีนาคเจ็ดเศียรปรกเหนือศีรษะ
ด้านหลังหางนาคพาดขึ้นมาถึงลำตัว มีลวดลายศิลปแบบลพบุรี ขนาดหน้าตักกว้าง
๔๓ เซนติเมตร ความสูง ๘๖ เซนติเมตร พระพุทธรูปศิลาองค์นี้ชาวบ้านขนานนามท่านว่า
หลวงพ่อศิลา เดิมประดิษฐานในถ้ำเจ้าราม อำเภอทุ่งเสลี่ยม เป็นเวลานาน
๔๘ ปี และเมื่อคืนวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ คนร้ายได้โจรกรรมหลวงพ่อไปจากวัด
เจ้าอาวาสได้แจ้งความในวันรุ่งขึ้น และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสอบสวนมาโดยตลอด
เท่าที่ดิฉันได้ทราบข่าว ปรากฎว่า กลุ่มบุคคลซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในราชการ
มีอำนาจพอสมควรในจังหวัดสุโขทัยขณะนั้น เป็นผู้โจรกรรมไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
และขณะนี้ก็ได้ชดใช้กรรมตามกฎแห่งกรรมไปเรียบร้อยแล้ว หลายคนเป็นโรคร้ายต้องทนทุกข์ทรมานก่อนจะสิ้นชีวิต
และบางคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ชดใช้กรรมอยู่ในคุกตะราง หมดยศ หมดศักดิ์
หมดสิ้นศักดิ์ศรีทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบัน ซึ่งถ้าดิฉันกล่าวนามของบุคคลเหล่านั้น
พวกเราก็คงจะคุ้นเคยและได้ยินชื่อมาเป็นอย่างดี นี่แหละภาคหนึ่งของกฎแห่งกรรม
ซึ่งเป็นข้อเตือนสติมิให้เราทำผิดศีลธรรมจรรยา
|
 |
ในปี ๒๕๓๘ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๖ ประจำเดือนเมษายน
๒๕๓๘ ได้ลงพิมพ์จดหมายของผู้ใช้นามว่า กลุ่มอนุรักษ์เล็ก ๆ ต่างแดน
ลอนดอน พร้อมทั้งส่งภาพถ่ายพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งถ่ายจากหนังสือแคตาล็อกโบราณวัตถุที่จะเปิดประมูลของร้านโซธบี
และให้ความเห็นว่า พระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ น่าจะเป็นองค์เดียวกันกับพระพุทธรูปศิลา
ที่ถูกโจรกรรมจากวัดทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย โดยมีพ่อค้าของเก่ารายหนึ่งเป็นผู้ซื้อ
และในที่สุดไปปรากฏที่ร้านโซธบีในลอนดอน
ราษฎรอำเภอทุ่งเสลี่ยมได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย
และกรมศิลปากร พร้อมจัดส่งหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับพระพุทธรูปศิลาดังกล่าว
เพื่อตรวจสอบยืนยันว่า ภาพพระพุทธรูปที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ แคตาล็อกโบราณวัตถุของร้านโซธบี
เป็นรูปถ่ายของพระพุทธรูปองค์เดียวกันที่หายไปจากวัดทุ่งเสลี่ยมหรือไม่
การตรวจสอบนี้ได้รับความร่วมมือจากกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ซึ่งใช้เทคนิคการตรวจสอบที่เรียกว่า
การถ่ายภาพเชิงซ้อน โดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์สแกนภาพของชาวบ้าน
กับภาพจากแคตาล็อกในอังกฤษ และเปรียบเทียบกันว่า ซ้อนกันสนิทเป็นองค์เดียว
ทั้งยังมีตำหนิรูปพรรณสัณฐานของหลวงพ่อซึ่งตรงกันในหลายจุด
|
ณ จุดนี้เอง ที่ อาจารย์พิมพา ลิมปพยอม ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อจรัญของเราได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
ท่านอาจารย์พิมพาเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งได้ทำงานเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีหลาย ๆ คน ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์
และในคราวนี้ ได้มาช่วยในการนำคืนพระพุทธรูปศิลา ในฐานะเป็นที่ปรึกษาของท่านอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ร้อยตำรวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ท่านอาจารย์พิมพา เคยทำงานในกระทรวงพาณิชย์และติดต่อกับต่างประเทศหลายครั้ง
เพื่อช่วยในการส่งออกสินค้าไทย ในการณ์นั้น ท่านอาจารย์ได้รู้จัด
ท่านเซอร์จอห์น แลง ซึ่งเป็นประธานหอการค้าอังกฤษโพ้นทะเล จึงได้ติดต่อผ่านความร่วมมือของท่านเซอร์
เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับพระพุทธศิลาในประเทศอังกฤษ ในช่วงนั้น อาจารย์พิมพาเล่าว่า
มีแต่ผู้สบประมาทและเยาะเย้ยว่า ทำในสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ ติดตามพระพุทธรูปซึ่งสูญหายไปร่วม
๒๐ ปี จากกระดาษแผ่นเดียว อาจารย์พิมพาจึงได้เดินทางมายังวัดอัมพวัน
จังหวัดสิงห์บุรี มากราบเรียนขอให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ช่วยกรุณาอาราธนานิมนต์พระพุทธรูปศิลาให้กลับคืนสู่ประเทศไทยด้วย
|
 |
ณ ที่นี้เองที่พี่พิมพาได้แสงสว่างแห่งความหวัง และได้กำลังใจอย่างยิ่งยวด
หลวงพ่อบอกพี่พิมพาว่า สำเร็จ คำว่า สำเร็จ คำแรก จุดประกายแห่งความหวังและเพิ่มพูนพลังให้แก่พี่พิมพา
ในการติดตามพระพุทธรูปศิลากลับคืนสู่ปวงชนชาวไทย ทั้งนี้ พี่พิมพามีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำพระพุทธรูปองค์นี้
ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในปีกาญจนาภิเษกสมโภช
หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า พระพุทธรูปทุกองค์มีเทพสถิตอยู่เพื่อปกปักรักษา
คนเราก็เช่นกัน ถ้าบุคคลใดทำดีอยู่ในศีลธรรม สวดมนต์ภาวนา ก็ย่อมจะมีเทพอุปถัมภ์
มีเทพประจำตัวเช่นเดียวกัน หลวงพ่อจึงตั้งจิตอธิษฐานอาราธนานิมนต์สื่อไปยังเทพซึ่งรักษาพระพุทธรูปศิลา
และขออาราธนานิมนต์กลับคืนสู่ประเทศไทย ท่านจึงได้บอกกับอาจารย์พิมพาว่า
งานนี้สำเร็จ ทำไปเถิดจงอย่าได้ท้อถอย
|
เรื่องที่น่าแปลกอีกเรื่องหนึ่งก็คือ บุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำคืนพระพุทธรูปศิลานั้น
หลาย ๆ คน เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อของเรา นอกจาก อาจารย์พิมพา แล้วยังมีท่านอดีตรัฐมนตรี
ร้อยตำรวจโท เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ท่านกงสุลใหญ่ประจำนครลอสแอนเจลีส
นายสุพจน์ ธีรเกาศัลย์ และภรรยา นางสุกัญญา ธีรเกาศัลย์ บุคคลเหล่านี้
ถือว่าเป็นลูกศิษย์ผู้เคารพศรัทธาในพระราชสุทธิญาณมงคล หลวงพ่อของเราทั้งสิ้น
|