ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 11
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง หนีตายไปมีชีวิตใหม่ที่วัดอัมพวัน
โดย กุศล อัครชลานนท

เกือบสามสิบปีมาแล้ว หมอดูได้ทำนายผมไว้ว่า พออายุกลางคนผมจะต้องตาย ถ้าไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก ตอนนั้นผมยังอยู่ในวัยรุ่น ไม่ได้คิดอะไรมาก ยังไม่รู้จักความหมายของคำว่า “เวรกรรม”

๕-๖ ปีมานี้ มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ผมต้องหันมาสใจเรื่องของธรรมะ ผมเริ่มหัดสวดมนต์ และนั่งสมาธิ โดยการอ่านจากหนังสือธรรมะที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป ผมเริ่มเชื่อเรื่องเวรกรรม เริ่มปฏิบัติอย่างจริงจัง เรื่องการพูดคุยก็หันมาพูดคุยแต่เรื่องธรรมะ จนสังคมรอบข้างตัวผมมองผมเหมือนเป็นตัวตลก บ้างก็ว่าผมเพี้ยน

๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ ผมมักจะคิด (บางทีก็มีอะไรดลใจให้คิด) อยู่เสมอว่า ผมกำลังจะถึงคราวตาย จิตใจมักเศร้าหมอง หดหู่ มีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา และก็มีเหตุการณ์ทีทำให้ผมใกล้ตาย เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งดังนี้

๑. คนขับรถกระบะพุ่งเข้าชนรั้วบ้านผมจนพัง และพุ่งเลยเข้ามายังห้องรับแขก ตรงที่ผมและภรรยานั่งดูโทรศัพท์กันอยู่ เสียงดังสนั่น หน้ารถชนติดผนังบ้านด้านนอก ส่วนผมและภรรยานั่งติดด้านผนังด้านใน ห่างกันแค่ ๑๐ เซนติเมตรเท่านั้น ผมและภรรยารอดตายเพราะคานบ้านอยู่สูง ผมมักพูดกับภรรยาเสมอว่า “เขาคงมาตาทวงแล้ว”

๒. เช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา จิตใจหดหู่ มีความรู้สึกเหมือนว่า วันนี้คงต้องเป็นวันตายของเรา ผมจึงเล่าให้ภรรยาผมฟัง เขาก็แนะนำผมว่า วันนี้ให้เข้าวัดทำบุญเสีย ผมและภรรยาจึงไปที่วัดแห่งหนึ่ง เข้าไปไหว้พระทำบุญ ขากลับก็พบเหตุการณ์ประหลาด พอขับรถพ้นจากประตูวัด ปรากฏว่ามีนกนอนตายขวางอยู่กลางถนน ลักษณะผิดธรรมชาติ คือขาชี้ฟ้าเป็นแนวดิ่ง ซึ่งปกติแล้วหลังนกมีลักษณะโค้งมน การตายจึงต้องเป็นไปในลักษณะนอนตะแคงหรือเฉียง ในตอนนั้นผมเลยสวดมนต์ และตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าพบเหตุผิดธรรมชาติครบ ๓ อย่างเมื่อใด แสดงว่าจะต้องมีอันตรายเกิดขึ้น จากนั้นผมขับรถต่อไปได้อีกประมาณ ๕๐๐ เมตร ก็พบตัวเงินตัวทอง (ตัวเหี้ย) โผล่ออกมาจากข้างทางเดินเพื่อข้ามถนน แล้วหยุดขวางกลางถนน ห่างจากรถผมประมาณ ๑๐ เมตร ผมหยุดรถ แล้วบีบแตรไล่ก็ไม่ไป ซึ่งมันผิดธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ที่ตกใจง่าย ผมต้องหยุดสวดมนต์แผ่เมตตาให้เขา เขาจึงยอมคลานออกไป จากนั้นขับรถต่อไปอีกประมาณ ๑ กม. ก็มีงูตัวยาวเฟื้อยเลื้อยออกมาจากข้างทาง เลื้อยมาขวางถนน แล้วก็หยุดนิ่งอีก ผมบีบแตรไล่ก็ไม่ไปอีก เป็นเรื่องผิดธรรมชาติอีก ผมจึงต้องสวดมนต์แผ่เมตตาให้เขาอีก เขาจึงยอมเลื้อยออกไป ภรรยาจึงเตือนผมให้ผมรีบเข้าวัดเถอะ เพราะว่ามีเหตุการณ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้นครบ ๓ ครั้งแล้ว เกรงว่าเดินทางต่อไปต้องเกิดอุบัติเหตุแน่นอน ผมในตอนนั้นก็คิดจะไม่กลับบ้าน จะเดินทางต่อ จะไปหาหลวงพ่ออีกวัดหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน เพื่อไหว้พระและทำบุญ และรอเวลาให้จิตใจปลอดโปร่ง แล้วค่อยเดินทางกลับบ้าน จึงบอกภรรยาว่า “คงไม่เป็นอะไร เราจะเดินทางไปทำบุญ เขาคงไม่เอาชีวิตเราหรอก” และผมก็เดินทางไปถึงวัด ไปพักผ่อนจิตใจที่วัด จนกระทั่งเย็น รู้สึกว่าจิตใจปลอดโปร่งแล้ว จึงเข้าไปลาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกว่า “ไม่เป็นอะไรแล้ว เดินทางปลอดภัย อาราธนาหลวงปู่แหวนให้ไปส่งด้วยนะ และอาตมาจะไปส่งด้วย” ผมขับรถกลับบ้านพร้อมภรรยา เราทั้งสองคนแปลกใจมาก เพราะว่าไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย ส่วนภรรยาผมก็สวมสร้อยคอพร้อมล็อกเกตหลวงปู่แหวนจริง แต่อยู่ในเสื้อ ไม่มีใครเห็น เราจึงมั่นใจว่าเรารอดตายแน่ จึงขับรถกลับบ้านอย่างสบายใจ

๓. เช้าวันหนึ่งขณะขับรถไปทำงาน ก็เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน ๓ คัน รถผมอยู่กลางถูกอัดก๊อบปี้ รถคันหลังขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนท้ายรถผมโดยไม่เบรก ความแรงทำให้ท้ายรถผมยุบเข้าไปถึงถังน้ำมัน ตัวผมคาดเข็มขัดนิรภัย จึงไม่กระแทกกับพวงมาลัย คอผมเกิดแรงเหวี่ยงแต่ก็ไม่หัก ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่เกือบเดือน ก่อนเกิดเหตุมีความทุกข์ใจตลอดเวลา อับโชคและทำอะไรไม่ขึ้นเลย

๔. คืนวันหนึ่ง ขณะที่ผมนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสือธรรมะอยู่บนเตียง ส่วนภรรยาผมก็นอนอ่านหนังสืออยู่ถัดจากผมไป ขณะนั้นภรรยาผมมองไปทางหน้าต่างแล้วตกตะลึง สักพักหนึ่งก็บอกผมว่า เห็นคนตัวดำ รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาน่ากลัว นุ่งโจงกระเบนสีแดง ลอยก้าวข้ามหน้าต่างเข้ามา แล้วก็หยุดนิ่งหันหน้ากลับไปทางเดิม เหมือนกับว่ามีอีกคนหนึ่งมาด้วยกันแต่อยู่ข้างนอก แล้วพูดคุยกันสักพัก เขาก็ลอยถอยกลับไป ผมบอกภรรยาไปว่า “เรากำลังอ่านหนังสือธรรมะ เขารู้ว่าเรากำลังสร้างบุญ คงให้โอกาสเราอยู่ต่อไปอีก”

๕. พระสงฆ์รูปหนึ่งมีความเวทนาสงสารผมและครอบครัว ที่อยู่ในสภาพตกอับ ยากจน ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ผมและครอบครัวเป็นคนใจบุญ ทำทานและใฝ่ธรรม ท่านแนะนำให้ผมหาหมอดู เพื่อตรวจดวงชะตา เผื่อจะมีช่องทางแก้ไขให้ดวงชะตาดีขึ้น ผมและภรรยาเดินทางไปหาหมอดูในวันนั้นเลย และหมอดูได้ตรวจดูวันเดือนปีเกิดของผมแล้ว ก็ทำการผูกดวง ผมเห็นหมอดูทำการคำนวณแล้วคำนวณอีก สักพักใหญ่ ๆ หมอดูจึงพูดกับผมอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่า “คุณมานั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” ผมก็ตอบด้วยความซื่อว่า “ผมขับรถมาจากกรุงเทพฯ พอมาถึงที่นี่ผมก็เดินเข้ามา แล้วคุณก็เชิญให้ผมนั่ง” หมอดูจึงพูดว่า “ไม่ใช่ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” แล้วหมอดูก็อธิบายให้ผมฟังว่า เจ้าของดวงชะตาตกภพมรณะต้องตายไปแล้ว ลัคนานี้กินเวลาเจอวันนี้เป็นวันสุดท้ายพอดี ให้ประคองจนข้ามพ้นคืนนี้ไป แล้วพรุ่งนี้ก็เริ่มต้นสู่วิถีใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ เปลี่ยน ให้ระมัดระวัง อย่าประมาท ผมนั้นไม่ได้คิดคำนึงถึงคำพูดของหมอดูสักเท่าใด ไม่ใช่ว่าผมไม่กลัวตาย เพียงแต่ผมคิดว่าหลายปีมานี้ ตั้งแต่ชะตาผมตกอับแล้ว ผมก็ได้แต่อาศัยวัดเป็นที่พึ่ง เข้าวัดนั้นออกวัดนี้อยู่ตลอดเวลา มีเวลาก็สวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ จึงมีความเชื่อมั่นว่า หากจะต้องตายแล้ว คงไปสู่ที่ดีบ้างไม่มากก็น้อย ที่กลัวมากกว่าความตายก็คือกลัวจะไม่มีเงิน และครอบครัวจะลำบาก

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่