ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 11
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ชีวิตลำบาก...เมื่อพบหลวงพ่อจรัญแล้วสบาย
โดย ประเสริฐ ศรีทับทิม์

ชีวิตของผมหากจะพูดไปแล้ว อาจจะเหมือนกับนิยายเรื่องหนึ่งก็ไม่ปาน จากชีวิตต้องสู้ของเด็กบ้านนอกคอกนาจน ๆ คนหนึ่งย่านรังสิต-ปทุมธานี ต่อสู้กับชีวิตด้วยความยากลำบากนานับประการ อดมื้อกินมื้อ ทำงานทุกอย่างที่สุจริตชนจะพึงกระทำได้ ล้มลุกคลุกคลานบ้าง ประสบความสำเร็จบ้างปะปนกันไป และแล้ววันหนึ่ง เหมือนบุญกุศลของผมยังมีอยู่ ได้พาให้ผมมาพบแสงธรรมแห่งชีวิตที่ช่วยสองแสงเป็นแนวทางให้ผมได้ยึดถือปฏิบัติจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ทำให้ชีวิตของผมเป็นผู้เป็นคนได้ก็เพราะ "คำสอนของพระเดชพระคุณท่านพระราชสุทธิญาณมงคล" ครับ ผมขอเริ่มเรื่องชีวิตความลำบากของผมตั้งแต่เด็กจำความได้ มีดังนี้ครับ ผมเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ ท้องทุ่งรังสิต ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๔ หมู่ ๖ ซอยอยู่ดี ถ.รังสิต-นครนายก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี โทร (๐๑) ๙๘๙-๑๑๒๙

ชีวิตในเยาว์วัยนั้นพ่อแม่ต้องแยกทางกันอยู่ พ่อเป็นคนมีกรรมถูกเขารังแกจนทนไม่ไหวฆ่าเขาตาย จึงต้องขายนา ๔๐ ไร่มาสู้ความ ผลสุดท้ายต้องติดคุกชดใช้หนี้กรรม ส่วนแม่แต่งงานใหม่ ตัวผมเองอยู่กับคุณตาบ้าง แม่บ้าง ตอนนั้นอายุประมาณ ๕ ขวบ ลำบากมาก พออายุประมาณ ๗ ขวบ ไปอาศัยวัดแสงสรรค์อยู่ ก็ไปมาระหว่างบ้านกับวัด เมื่อแม่แต่งงานใหม่จึงอาศัยร่มใบบุญของหลวงพ่อปลั่ง อุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดแสงสรรค์เป็นที่พึ่ง วันหนึ่งในขณะที่บวชเณรอยู่ อายุประมาณ ๑๖ ปี ลงสรงน้ำที่คลองหน้าวัด เห็นโยมแม่เกี่ยวข้าวก็รู้สึกสงสารโยมแม่มาก เพราะตัวเราเองไม่ได้ช่วยท่าน เช้าวันหนึ่งขณะที่บิณฑบาตมาถึงบ้านโยมคนหนึ่ง โยมคนนั้นกำลังใส่บาตรพระอยู่ เมื่อผมเดินไปถึงเพื่อจะรับบาตร โยมคนนั้นเห็นผมเป็นลูกคนจน จึงไม่ยอมใส่บาตรและเก็บขันข้าวกลับเข้าบ้านไป ตัวของผมเองมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก และนึกในใจอยู่เสมอว่า ชีวิตเราจะต้องทำให้ดีให้ได้ ผมบวชเณรอยู่ ๒ ปี ทนเห็นโยมแม่ลำบากเกี่ยวข้าวหน้าน้ำไม่ไหว จึงตัดสินใจเข้าไปกราบลาหลวงปู่ปลั่ง หลวงปู่ท่านสอนว่า "ให้ทำแต่ความดี" และก่อนจะสึกท่านถาม ๒ ครั้งว่า "เจ้าออด (ชื่อเล่นของผม) มะนาวกลมใครกลึงวะ ? ผมตอบ "เกิดจากธรรมชาติครับ" หลวงปู่ "หนามแปลมใครเสี้ยม" ผมตอบ "เกิดจากธรรมชาติครับ" หลวงปู่ "เออ เอ็งไปเถอะ เอ็งมีปัญญาอยู่กับตัวไม่ตายหรอก"

เมื่อสึกออกมาช่วยน้าสาวน้าเขยเดินเรือข้าวอยู่ครึ่งปี ก็มานอนคิดว่าถ้าทำอย่างนี้ เห็นทีตัวเราคงไม่มีอนาคตแน่ จึงบอกกับน้าว่าจะไปกรุงเทพฯ น้าทั้งสองก็โกรธมากไม่อยากให้ไป และผมได้เดินไปหาแม่ที่บ้าพ่อใหม่ บอกแม่ว่า "แม่ครับผมจะไปกรุงเทพฯ ผมยังไม่ได้กินข้าวเลย แม่จะให้กินข้าว แต่ผมเกรงใจพ่อใหม่ แม่ตักข้าวกับไข่ต้มมาให้ ๑ ฟอง เมื่อกินข้าวเสร็จ ผมได้กราบเท้าแม่ ๓ หนและบอกว่า "แม่ครับผมจะไปตายเอาดาบหน้า" ระหว่างเดินผ่านวัดแสงสรรค์ที่เคยบวชเณร ได้เข้าไปกราบหลวงพ่อเพ็ชรในโบสถ์ และบอกกับท่านว่า "ถ้าไม่ได้ดีแล้วจะไม่กลับรังสิต" ซึ่งรังสิตในสมัยนั้นไม่มีความเจริญเลย เมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่แล้วมีแต่ท้องนาและต้นไม้ ระหว่างเดินจะมาปากคลอง ๒ มีก้อนดิน ๑ ก้อน เดินออกมาจากบ้านแม่ด้วยความคับแค้นใจ จึงใช้เท้าเตะก้อนดินอย่างแรงเพื่อให้เจ็บ และจำได้ว่ารสชาติของความจนเป็นอย่างไร

เมื่อเดินมาถึงบ้านยายชุ่ม เอมอ่อง คุณยายได้แนะนำให้ไปหาลูกชายของคุณยายชื่อ น้าสำราญ เอมอ่อง อยู่แถวดินแดง ตอนนั้นประมาณปี ๒๔๙๕ มาหางานทำในกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ได้งานทำ จึงรับจ้างแบกปูนก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ (ในสมัยนั้นเพิ่งจะมีการเริ่มสร้าง รพ.สงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก) ได้รับค่าแรงวันละ ๑๒ บาท ตกกลางคืนได้อาศัยข้างศาลาวัดสะพาน ดินแดง เป็นที่พักแรม อยู่มาวันหนึ่งชีวิตของผมเริ่มผันแปร น้าสำราญได้แนะนำให้รู้จักกับ นายทุ้ย เฉลิมฉัตร์ หัวหน้างานเทศบาลแผนกกำจัดอุจจาระ ได้ช่วยให้ผมเข้าทำงานที่เทศบาลเป็นพนักงานตัดหญ้ารายวัน ๆ ละ ๑๙ บาท ในช่วงนี้ผมได้อาศัยเวลาว่าง ไปเรียนกวดวิชาที่วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า โดยมีอาจารย์เพทาย อมาตยกุล เป็นเจ้าของและอาจารย์ใหญ่ ผมได้เข้าไปกราบท่านและบอกกับท่านว่า "จะขอเรียนกวดวิชาความรู้" ท่านถามผมว่า "บ้านอยู่ที่ไหน" ผมตอบท่านว่า "ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดครับ บ้านอยู่รังสิต ปทุมธานี ผมเป็นลูกคนจน พ่อติดคุก แม่มีพ่อใหม่ ตัวผมอาศัยวัดอยู่ อยากมีวิชาความรู้ครับ แต่ไม่มีเงินค่าเล่าเรียนครับ" อาจารย์เพทายฯ ท่านเมตตาให้ผมเรียนฟรี ไม่เก็บค่าเล่าเรียน จนกระทั่งจบ ม.๓ บางครั้งท่านยังให้เงินใช้ด้วย ผมได้ตอบแทนบุญคุณท่านด้วยการปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดโรงเรียน กวาดพื้น ล้างส้วม ระหว่างนั้นท่านอาจารย์ได้ซื้อรถมาใหม่ ยี่ห้อซิมคาร์ มาจากเชียงใหม่ เป็นรถพวงมาลัยซ้าย ท่านสอนให้ขับ นับว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ที่ท่านอาจารย์เพทายฯ ได้สอนผมให้รู้อะไรใหม่ ๆ

ปี ๒๔๙๖ ได้พบพี่เสน่ห์ เป็นนักพากษ์หนังขายยาเปอร์รี่วิท เชิงสะพานเหลืองสอนให้ขับรถ เป็นคนโฆษณาขายยา กรอหนัง แบกยาส่งตามร้าน เพราะผมอยากได้วิชาความรู้ ชีวิตประสบความสำเร็จ พูดเก่ง พูดเป็น พากษ์หนังได้ สินค้าก็ขายดี

ปี ๒๔๙๘ ระหว่างทำงานโดนเกณฑ์ทหาร อยู่ที่โรงพยาบาลเสนารักษ์ พระมงกุฎเกล้าฯ และถูกส่งไปเรียนวิชาพยาบาล ที่โรงพยาบาลอนันท์ ลพบุรี อยู่ประมาณ ๖ เดือน และไปสอบใบประกอบโอกาสิลป์ได้ สามารถฉีดยารักษาคนไข้ ปลูกฝี เป็นบุรุษพยาบาลคอยช่วยเหลือแพทย์ คนที่ให้วิชาความรู้ในสมัยนั้นคือ ร.อ. ลัดดาเนตร บุญญรัตน์พันธ์, น.พ. อโณทัย แย้มยิ้ม และอีกหลายท่าน จำชื่อไม่ได้ รับใช้ท่านมาโดยตลอด ขับรถให้บ้าง เช็ดรถบ้าง ท่านก็เมตตารักใคร่ เมื่อปลดประจำการ จึงไปสมัครทำงานที่บริษัทดีทแฮมล์ จำกัด โดยสมัครเป็นพนักงานขาย แต่บริษัทฯ มีการสอบภาษาจีนจึงสอบไม่ได้ ก็เลยสมัครเป็นพนักงานขับรถ ได้เงินเดือนประมาณ ๗๐๐ บาท อยู่ได้ ๔ - ๕ เดือนไปช่วยเซลล์ขายของโชห่วย เช่น นมตราหมี โอวัลติน น้ำมันใส่ผมไบรท์ครีม สบู่หอมคาเมย์ แชมพูลีน ผ้าอนามัยโกเต็กซ์ เป็นต้น เหตุที่ขายก็เพราะว่า เซลล์กลับไปแต่งงาน ผมจึงต้องขายเอง เก็บเงินเอง จนเมื่อ มร.เซ็นต์เฮาเซอร์ ชาวสวิส พอพูดไทยได้บ้างมาทำการตรวจตลาดระหว่างที่ขายอยู่นั้น มร.เซ็นต์เฮาเซอร์ให้พบเข้าได้สอบถามถึงเซลล์ ผมก็เลยบอกว่า "องอาจ (เซลล์) ไปห้องน้ำครับ" เพราผมไม่กล้าบอกความจริง

ระหว่างนั้นผมก็ขายสินค้าและเก็บเงินไปเรื่อย ๆ จนเวลาประมาณ ๑๐ โมงเช้า มร.เซ็นต์จึงถามว่า "ประเสริฐ องอาจไปตกส้วมตายแล้วหรือ" และก็ขอตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน ปรากฏว่าเป็นลายมือของผม จึงได้สั่งให้เอารถกลับสำนักงานใหญ่ที่ถนนเจริญกรุง เพื่อพบกับผู้จัดการใหญ่ และเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ได้ปฏิบัติงานขายเรื่อยมา จนกระทั่งสามารถปลูกบ้านได้ ๑ หลัง ส่งลูกเรียนหนังสือจนจบ ๒ คน จนวันหนึ่งได้ยื่นความประสงค์ขอลาออกต่อผู้จัดการใหญ่ ท่านได้เรียกเข้าพบเพื่อเกลี้ยกล่อมตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ วันสุดท้ายจึงโกหกว่า "แม่ให้ไปบวช" จึงได้ลาออกสมใจ

เมื่อลาออกแล้วจึงไปสมัครทำงานกับสายการบินแพนแอมที่ดอนเมือง แผนกยกกระเป๋า ในสมัยนั้นสายการบินนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ทำงานได้ประมาณ ๓ ปี สามารถเก็บเงินซื้อรถเฟียต ๑๕๐๐ ซึ่งเป็นรถคันแรกในชีวิตที่ผมซื้อใช้เอง เพื่อทำเป็นรถแท็กซี่ป้ายดำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นโตโยต้าและดัทสัน ผมขับรถแท็กซี่อยู่นานหลายปี ชีวิตก็ยังมีความทุกข์ อยู่มาวันหนึ่งประมาณปลายปี ๒๕๐๙ ได้มีผู้โดยสารว่าจ้างผมไปส่งที่จังหวัดสิงห์บุรี ได้ค่าโดยสาร ๒๕๐ บาท เมื่อไปส่งผู้โดยสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมตั้งใจไว้ว่าจะหาพระที่ดี ๆ สักองค์ เพื่อทำให้ชีวิตของผมได้มีความสุขขึ้นมาบ้าง คงจะเป็นบุญเก่าของผมที่ดลใจให้มาพบพระผู้ประเสริฐ ที่ทำให้ชีวิตของผมมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมได้ไปสอบถามคุณป้าร้านขายข้าวแกงที่รถ บขส. ว่า "คุณป้าครับ แถวนี้มีพระดี ๆ ที่ไหนบ้าง" คุณป้าก็บอกว่า "จะมาขอหวยหรือว่าจะเอาความดีล่ะ ถ้าเอาความดีก็ให้ไปหาหลวงพ่อจรัญ" ผมจึงได้สอบถามเส้นทางที่จะไปวัด และมาทราบชื่อคุณป้าในภายหลังว่าชื่อ คุณป้าโปรยเปล่ง ศรีงาม และได้ไปกราบขอบคุณท่านที่ได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับพระดี การเริ่มต้นค้นพบทางสว่างของผมจึ้งเริ่มตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผมได้ขับรถแท็กซี่ป้ายดำคู่ชีพลัดเลาะไปตามคันคลองชลประทานบางจาก ในสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ไม่มีถนนสายเอเชีย การเดินทางจะต้องขับรถไปทางจังหวัดอ่างทองเข้าตัวเมืองสิงห์บุรี แล้วข้ามแม่น้ำสิงห์มาทางปากบาง ขับเรื่อยมาคันคลองชลประทาน ซึ่งถนนก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก ขับมาถึงหน้าวัดอัมพวัน ถ้าจำไม่ผิดเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น เมื่อเข้าไปในวัดไปพบกับ พี่ปุ่น ลุงฮุย ลุงหล่ำ ทิดกู่ แม่ชีมะลิ หลวงน้าประสิทธิ์ และอีกหลายท่านที่จำชื่อไม่ได้ นั่งสนทนาอยู่กับหลวงพ่อ เมื่อผมได้พบกับหลวงพ่อจรัญแล้ว ท่านนั่งอยู่เฉย ๆ ผมเองยังนึกว่าเข้าวัดผิดแล้ว ท่านได้แต่นั่งมองอยู่เฉย ๆ ไม่ถามอะไรทั้งนั้น นั่งอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเศษ หลวงพ่อจึงได้ถามว่า ชื่ออะไร ผมจึงตอบท่านไปว่า "ผมชื่อประเสริฐ ศรีทับทิมครับ บ้านอยู่รังสิต ปทุมธานี ขับรถแท็กซี่ป้ายดำมาส่งผู้โดยสารที่ตัวเมืองสิงห์บุรีครับ"

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่