ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 12
:: ภาคธรรมปฏิบัติ :: เรื่อง กระแสจิต กระแสใจ กระแสไฟแห่งปัญญา
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล
บรรยายที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กทม.
๒๒ เมษายน ๒๕๔๑

ต่อไปนี้ อาตมาจะขอชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องกระแสไฟฟ้าแห่งจิต กระแสจิต กระแสใจ กระแสไฟฟ้าอันเดียวกัน จิตคืออะไร จิตคือธรรมชาติต้องคิดอ่านอารมณ์รับรู้อารมณ์ไว้ได้เหมือนเทปบันทึกเสียง ถ้าจิตใครมีกระแสไฟมันก็สว่าง ถ้าไม่มีไฟมันก็มืด จิตของท่านขาดปัญญาท่านจะไร้เหตุผล จิตนี่เป็นกระแสไฟฟ้าแน่นอนที่สุด หลับตาส่งกระแสจิตตรงนี้ (อุณาโลม บริเวณกลางหน้าผาก ระหว่างคิ้ว) เปิดสวิตช์ปั๊บเดี๋ยวมันก็จะถึงเยอรมันเลย จะไปเยอรมันหรือไปไหน แต่ปัญหาอยู่ว่ารวมกระแสตรงไหน ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลนะ อาตมาทดสอบมาหมดแล้ว แล้วกำลังแรงดัน กำลังแรงส่ง มันอยู่ตรงไหน


อันนี้ก็เปรียบเทียบเหมือนไดนาโมมันปั่นไฟ ไฟฟ้ามันก็อยู่ตรงนี้ แต่มันไม่ออกไปหรอก มันยังไม่ได้ส่ง มันก็เตรียมพร้อมที่จะส่ง เหมือนจิตนี่มันเตรียมที่จะส่ง สมาธิเตรียมพร้อมที่จะส่งกระแส แต่ไม่ทำกันเอง คนเรานี่มีสมาธิอยู่ในตัวเองด้วยกันทุกคน แต่มักจะใช้สมาธิไม่ถูกทาง ปัญญาของท่านมีติดมากับตัวด้วยกันทุกคน ความรู้อยู่ในตำรา สนใจไหม สนใจก็ศึกษาเอาเอง ตรงนี้น่าจะตีความให้เข้ามาในตัวเอง ปัญญาของท่านทั้งหลายมีอยู่พร้อมมูลบริบูรณ์ดีแล้ว ปัญญาของท่านติดมากับตัวท่านทุกคน ไม่มีเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่าท่านผู้ใดใครทั้งนั้น แต่ใครหนอจะใช้ตำรานี้ สนใจตำราก็ต้องไปหาตำรามาอ่าน มาดู มาเขียน เรียนวิชา อย่างนั้นซิ ปัญญามันมีอยู่สองทางคือ โลกียปัญญา และโลกุตตรปัญญา


โลกียปัญญาจำเป็นไหม จำเป็นมาก คือปัญญาทางโลก ก็ต้องเรีหยนวิชาหาความรู้ ถ้าไม่เรียนหรือจะรู้ ไม่ดูหรือจะเห็น ไม่ฟังหรือจะได้ยิน ไม่ทำหรือจะเป็น จะลำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตาย น่าเสียดายน่าสงสาร คนทำชั่วนี่ไม่น่าเกลียดเท่าไร มันน่าจะเกลียดคนทำชั่ว โปรดตีความด้วย บ้านอาตมานี่แต่ก่อนลูกหลานทำชั่ว เกลียดโกรธไม่มองหน้าเลย


แต่เราปฏิบัติไปกระแสไฟมันสูงขึ้นถึงสามสายแล้วนั้น จะหันมุมกลับได้เลยนะ ถ้ากระแสไฟอ่อนคอมพิวเตอร์มันจะไม่ทำงาน พัดลมก็ไม่หมุน วิทยุก็ไม่ดัง คนกระแสไฟอ่อนก็เปรียบกับคนสมาธิไม่มี จะคิดผดไม่คิดถูก ถ้ากระแสไฟมันครบวงจรของมัน จะทำงานถูกต้อง สติจะครบ สติตัวต้น สติตัวกลาง สติตัวปลาย มันจะครบวงจรพร้อมที่จะส่งกระแสไม่ผิดไม่พลาด ถ้ากระแสไฟท่านอ่อน สมาธิท่านไม่ค่อยมีจะทำงานใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ในการทำงาน และจะหาโอกาสและวาระอันดีงามก็หาไม่ได้ คนเรามีหู มีตา มีปาก มีฟันเหมือนกันหมดทุกคน แต่กฎแห่งกรรมแยกประเภทสรรพสัตว์ ไปสูงไปต่ำ ไปดีไปชั่ว


กฎแห่งกรรมมันแยกประเภทไป ไม้ไผ่ยังต่างปล้อง พี่น้องยังต่างใจ ท้องเดียวยังไม่เหมือนกัน สามีภรรยาก็เหมือนกันไม่ได้ เราคนเดียวก็เหมือนกันไม่ได้ ตามอารมณ์เดี๋ยวเช้าดี พอสายบ่ายเย็นไม่เข้าท่า กลางคืนไม่ดี แค่ตัวเราคนเดียวยังรักษาอารมณ์เอาไว้ไม่ได้ จะรักษาอารมณ์ทั้งครอบครัวได้หรือ ถ้าท่านไม่มีกระแสไฟ


อย่างเช่นท่านรองผู้ว่าการ หรือท่านผู้ว่าการ ขอประทานโทษ ท่านต้องมีกระแสไฟสูงมาก สูงกว่าพวกเราอีก ไม่งั้นท่านจะเป็นใหญ่เป็นโตได้อย่างไร กระแสไฟสูงมันคุมกระแสไฟต่ำ กระแสไฟยังต้องมีผลิต นี่ผลิตออกมาจากส่วนภูมิภาคยังไม่พอ ต้องมีไฟฟ้านครหลวงอีกนะ มันก็แยกประเภทไป เราทำสมาธิก็รวบรวมไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วก็ส่งกระแสไปไว้ที่ดาวเทียมก่อน คือตัวสติ ถ้ามีสติมากจะส่งได้มาก มีสติน้อยจะส่งได้น้อย มันจะริบหรี่ ๆ จะใช้มากกว่านี้ไม่ได้ เหมือนกับสมาธินี่ถ้าเก็บไว้ได้ ท่านจะไม่ต้องนอนก็ได้ พักในสมาธิเหมือนไฟฟ้ามาพักอยู่ที่หม้อแปลงไฟ เหมือนมาที่สถานีไฟฟ้า เราจะจ่ายไฟได้มากมาย แต่ถ้าท่านขาดสติขาดสมาธิ


พูดอย่างภาษาเด็ก ๆ เรียกว่าไม่มีกำลังใจ กำลังใจตกแล้ว ท่านจะทำงานไม่ได้เลย เครื่องจะขัดข้องทางเทคนิค ตรงนี้สำคัญมาก แต่ท่านไม่เคยคิดเลยนะ กระแสไฟมันมีตัวตนหรือ อยากรู้มันมีไฟหรือไม่ ลองเอาสายบวกสายลบมา แล้วลองเอามือไปจับซิถึงจะรู้ว่ามี จิตก็เหมือนกัน ใครจะรู้ได้ แต่ความแรงของจิตเป็นอย่างไร มันจะรู้ที่การทำงานของท่าน งานของท่านจะถูกต้อง ต้องมี ๔ ประการคือ ๑. ความรู้ ๒. ความคิด (จากรู้ต้องมาคิดถึงจะมีสติปัญญา) ๓. ความตั้งใจ ๔. ประสบการณ์จากปัญหาเหล่านั้น สี่ประการนี่ถึงจะเป็นความถูกต้อง ถ้าไม่มีความรู้เลย ความรู้พื้นฐานก็ไม่มี ก็ใช้ไม่ได้ สอบตกเลย ความคิดก็ไม่มีพื้นฐาน ความตั้งใจก็จะลดน้อยถอยลงไป กระแสไฟมันก็ตก ประสบการณ์พฤตินัยหามีไม่ เพราะฉะนั้นคนเราต้องมีกิจกรรม กิจกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้คือ

๑. ต้องแสวงหาความรู้ทุกอย่างทุกชนิดที่เราชอบ นี่พื้นฐานของคนอยู่ที่ความรู้ อยู่ที่วิชา คนไหนไม่มีความรู้ไม่มีวิชา พื้นฐานไม่ดีแล้ว ตึกก่อหลายชั้นไม่ได้ เหมือนอาคารสองนี่ ก่อไปตั้งหลายชั้นแล้ว ถ้าพื้นฐานไม่ดี มันจะก่อไปหลายชั้นอย่างนี้ได้หรือ น่าจะตีความหรือไม่ ๒. ต้องละทิฐิมานะ ละความชั่วให้หมด ละความเลวของตัวออกไป กำจัดกระแสที่มันไม่ดีออกจากจิตใจ คือ กิเลส เป็นเหตุให้ขัดข้องทางเทคนิค ทำอะไรไม่สำเร็จตามเป้าหมายและจุดประสงค์ น่าคิดตรงนี้ให้มาก คนที่รู้ความชั่วมาหมดแล้วนี่ สร้างความดีได้สบายมาก จะสร้างได้ดีกว่าคนที่รู้ความดีโดยไม่รู้ความชั่ว อาตมาแนะนำบริษัทหลายบริษัท จะรับผู้จัดการบริษัท ไม่ต้องไปสอบวิชาการ เพราะทุกคนต้องมีวิชาการครบ


ถามข้อเดียวพอเลย โกงเป็นไหม โกงไม่เป็นซื้อสัตย์ ไม่รับ ผู้จัดการโกงไม่เป็นไม่รับ ต้องรับผู้จัดการโกงเป็นพันอย่าง ถ้าโกงเป็นพันอย่างจะรับ เดี๋ยวนี้ผู้จัดการบริษัทมันโกงไม่เป็น มันถึงได้เจ๊ง ไม่รู้ว่าเขาโกงกันอย่างไร ไม่รู้นโยบาย ขาดกระแสไฟด้วยกัน


คนขับรถเหมือนกัน ถ้าจะรับต้องถามว่าเคยขับรถชนบ้างไหม ถ้าคนไหนเคยขับรถชนมามากต้องรับไว้ก่อน ให้นั่งก่อน แล้วถามทำไมชน ชนเพราะอะไร เพราะเมาหรือเพราะหลับ อย่างนี้ไม่รับ แต่หากเป็นเพราะเหตุสุดความสามารถเพราะอย่างนั้นเพราะอย่างนี้ อันนี้ค่อยรับ คนนี้เข้าท่า มีประสบการณ์ ประสบการณ์มาก บางคนเพิ่งขับรถไม่เคยชนไม่เคยเฉี่ยว อย่าไปรับ ผู้จัดการบริษัทถ้าโกงได้ทุกชนิดรับไว้เลย แต่ก็ขอเจริญพรหมายเหตุท้ายไว้สักข้อหนึ่ง อย่าโกงบริษัทเรา อย่าโกงตัวเอง เราโกงคนอื่นได้ แต่อย่าโกงตัวเอง คนโกงตัวเองนี่เลวที่สุด คนโกหกคนอื่นได้หลายร้อยคนนี่ไม่เป็นไร อย่าโกหกตัวเอง บางคนนี่ชมรมพุทธศาสตร์ ชมรมอะไรต่อมิอะไรหลายชมรม นักธรรมะ ธรรมโม ธรรมแมะ โกหกตัวเองทั้งนั้น ไปสอนให้เขาทำแต่ตัวเองไม่ทำ นี่เป็นการโกหกตัวเองตลอด พูดอย่างกับจะให้ลอยฟ้ามาดิน แต่ตัวเองไม่เอาหรอกไม่เอาเลย นี่โกหกตัวเองนะ


โกงคนอื่นนั้นโกงเข้าไป แต่อย่าโกงตัวเองได้ไหม ในเมื่อโกงตัวเองไม่ได้ หันมุมกลับ ไม่โกงตัวเองแล้ว จะซื่อสัตย์สุจริตเป็นนิจขยัน หนึ่งประหยัด สองซื่อสัตย์ สามสามัคคี สี่มีวินัย อย่าโกหกตัวเอง พูดแล้วต้องทำ ถ้าไม่ทำจะระยำอัปรีย์ หาดีไม่ได้ พูดแล้วเอาคำพูดไปทิ้งได้หรือไม่ ในเมื่อไม่โกหกตัวเองแล้ว คนนั้นจะไม่ขี้เกียจ มีกระแสไฟสูง หันมุมกลับ เหมือนฉายไฟสู่ที่กระจก มันจะย้อนมาหาตัวเองใช่หรือไม่ ในเมื่อไม่โกหกตัวเอง มีหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้แจ่มแจ้งชัดเจนแล้วนั้น อย่างพวกครูโรงเรียน นักเรียนทั้งหลายจงฟังครูสอน ทำตามครูสอน แต่อย่าเอาอย่างที่ครูทำ เดี๋ยวครูต้องไปกินเลี้ยงหน่อยนะ แหม นี่ครูไร้วิญญาณครู ครูคนนั้นก็โกหกตัวเอง


เมื่อสองวันก่อนกรมอุตุนิยมวิทยา จังหวัดขอนแก่นพูดผิดเลย บอกจะเกิดอากาศผันผวน จะเกิดร้อนหนัก องศาเท่านั้นองศาเท่านี้ ปรากฏว่าฝนตกสามวันสามคืนเลย ตอนเช้าต้องขอขมาลาโทษ ว่าพูดผิดไปหน่อย อย่าให้มันผิดพลาดอย่างนั้นนะ แต่สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ทุกคนจะท่านผู้ใหญ่หรือผู้น้อยงานต้องไม่สมบูรณ์ทุกคน จะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ไม่มีงานใดจะร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือทองร้อยเปอร์เซ็นต์


ทำไมบกพร่อง กระแสไฟฟ้าบกพร่องตรงไหน ก็ขอเจริญพรว่าเราทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องหลายฝ่าย มีทั้งหัวหน้ากอง หัวหน้าฝ่าย ธุรกิจธุรการ งานเสมียน งานเลขา แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เขาไม่ได้ทำตาม เขาลืม บกพร่องตรงนั้น ยกตัวอย่างให้เห็นสั้น ๆ นิมนต์พระ ๙ วัด มอบหมายให้เขาไปรับ ๙ คน ๙ คัน แต่ลืมไป ๓ คน นี่บกพร่องไหม แต่เจ้าภาพนะหัวสมองหมุน


มันต้องคิดหลายอย่าง จึงต้องมีพิธีการคอยแนะนำเจ้าภาพ เจ้าภาพนะเดี๋ยวแขกผู้ใหญ่มาก็ต้องไปต้อนรับ พิธีกรก็ต้องบอกถึงเวลาแล้ว ขอเชิญเจ้าภาพมาจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยเจ้าข้า พิธีกร คือ การกำหนด ตัวกำหนดคือพิธีกร สติตัวต้น คือ พิธีกร รำลึกก่อน แนะแนวก่อน สติตัวกลางคือ วิทยากรของตัวเอง คือ ความรู้สัมปชัญญะ รู้อะไรเป็นอะไร รู้ละเอียด รู้ถี่รู้ห่าง รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ เคารพผู้ใหญ่ สติตัวปลาย เรียกว่า ปัญญาแก้ไขปัญหาได้ ถ้าใครเจริญสติปัฏฐาน ๔ มาจะรู้ข้อเท็จจริง จะออกมาอย่างนี้ชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นกระแสไฟไม่ใช่เรื่องเหลวไหล อย่างโทรศัพท์ก็ต้องมีสาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมีสายแล้ว มีศูนย์ มีดาวเทียม การเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ต้องมีดาวเทียมนะ สะสมหน่วยกิตไว้ในคอมพิวเตอร์ อิริยาบถต่าง ๆ สะสมไว้บ้าง จะยืน เดิน นั่ง นอน จะเหลียวซ้ายแลขวา คู้แขน เหยียดขา ตั้งสติกำหนดจิตของตนไว้บ้าง เราจะได้อยู่ในกรอบขอบเขตของอริยสัจ ๔ เป็นการแก้ปัญหาชีวิตที่ดีที่สุด แต่ทำไมไม่แก้ปัญหา กลับไปสร้างปัญหา

 

 


 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่