ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 12
:: ภาคธรรมปฏิบัติ :: เรื่อง ความรู้ และความคิด
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล
๔ มิถุนายน ๒๕๔๐

ขอเจริญพร ท่านพุทธศาสนิกชนและอุบาสก อุบาสิกา ทุกท่าน ผู้ใคร่บุญกุศล ในวันนี้เป็นวันธรรมสวนะ เป็นวันพระ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ สิ้นเดือนแล้ว ก็หมดไปวาระหนึ่งของวันธรรมสวนะหนึ่งสัปดาห์ และวันนี้ก็เป็นวันอุโบสถศีล และเป็นวันที่ญาติโยมทั้งหลายมาจำศีลภาวนา เรามาจำศีล จำตัวนี้แปลว่าอยู่ คำว่าอยู่ตัวนี้แปลว่าอยู่ที่ศีล ศีลก็อยู่ที่สติสัมปชัญญะที่เราจะแก้ไขปัญหา เรียกว่าจำศีลภาวนา เราก็ต้องจำจริงๆ ภาวนาให้มันเกิดปัญญา ให้เกิดความรู้ และให้เกิดความคิด ให้มีสติปัญญาให้จงได้ นั้นก็คือการจำศีลภาวนาเนกขัมมปฏิบัตินั่นเอง เราท่านทั้งหลายมาบำเพ็ญกุศลกันในวันพระวันธรรมสวนะนี้ก็ไม่ใช่หมายความว่าเรามาอยู่เฉยๆ ต้องจำศีลตั้งสติเจริญกุศลภาวนาแปลว่า ภาวนาให้เกิดสติปัญญา ภาวนาให้มันผุด ที่อาตมาพูดมานาน แต่ไม่มีใครทำได้ ให้มันผุดขึ้นมาเรียกว่าความรู้ ในเมื่อความรู้ผุดขึ้นมาเมื่อใดแจ้งใจเมื่อใดความคิดก็เกิดทันที ถ้าเราแจ้งด้วยความรู้ รู้บาปบุญคุณโทษ รู้เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์แล้ว


ความคิดมันก็แสดงออกให้เราดำเนินวิถีชีวิตได้ถูกต้องได้ ถ้าเราไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญพระกรรมฐานจะไม่รู้เรื่องนี้เลย จะไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ เข้าใจเขวกันไปหมด เข้าใจกันไปคนละอย่าง ปฏิบัติคนละทาง กำหนดจิตไม่ถูก แล้วเราก็ไม่ได้อะไรเกิดขึ้นมา การที่จะกำหนดสติอยู่ได จิตตัวนี้สำคัญ การเจริญสติปัฏฐาน ๔พระพุทธเจ้าสอนเป็นทางสายเอก


ก็เนื่องจากว่าให้เรามีสติอยู่ทุกอริยาบถนั่นเองในการยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา คู้เหยียดหรือเหยียดขาตั้งสติไว้ ตรงนี้แปลว่าจำศีล จำตัวนี้แปลว่าไม่ใช่จอง แต่จำเป็นตัวกำหนดจิต ให้มีสติอยู่ที่ภาคกายเรียกว่ารูปธรรม ให้มีสติอยู่ที่จิตเรียกว่านามธรรม ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งสองประการนี้ จะทำให้เราเกิดความรู้ รู้ตัวนี้แปลว่ารู้แจ้งรู้จริง เห็นแจ้งเห็นจริงในสัจจะธรรม เดี๋ยวก็จะเกิดความคิดขึ้นมา ความคิดนั้นแปลว่าประดิษฐ์สร้างสรรค์ในจิตของท่านให้ดำเนินงานด้วยความถูกต้อง จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้


เพราะว่าปัญญาตัวนี้ได้มาจากความคิด จากที่ความรู้จริงรู้แจ้งเห็นจริงเห็นแจ้งแล้วก็ด้วยการเจริญพระกรรมฐาน ีท่านเจริญกรรมฐานกำหนดไม่ได้ท่านจะไม่มีความคิดที่ถูกต้อง ความคิดท่านจะไม่ดความคิดท่านจะออกนอกลู่นอกทาง เพราะฉะนั้นคนเราความคิดจึงไม่ตรงกัน ถ้าใครปฏิบัติได้เข้าขั้น ความคิดจะไม่มีผิดแผกแตกกัน จะคิดตรงกัน มีความคิดสูง มีความรู้ดี ความคิดก็ต้องดีและต้องสูงไปตามความดีอันนั้น เรียกว่าเรืองปัญญา ในเมื่อปัญญาเกิดขึ้นแก่ท่านทั้งหลายแล้วชีวิตท่านจะแจ่มใส ทำอะไรก็จะแก้ไขปัญหาได้ จะไม่มีอุปสรรค จะไม่มีปัญหาชีวิตแต่ประการใด ปัญหาชีวิตก็หมดไป


ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอเจริญพรว่าเหมือนกันไม่ได้ทั้งพระสงฆ์องค์เจ้า ทั้งพระสงฆ์องค์ชี จิตใจไม่เหมือนกันเพราะความรู้ความคิดไม่เหมือนกัน มีสติไม่เท่ากัน สมองที่จะมีปัญญาแก้ไขปัญหาก็ไม่เหมือนกัน โรคภัยไข้เจ็บก็เบียดเบียนไม่เหมือนกัน โรคตับ โรคไต


บางคนก็เป็นโรคมะเร็ง บางคนก็เป็นโรคลำไส้ บางคนก็เป็นโรคกระเพาะอาหารก็ไม่เหมือนกัน คนที่จะมีความคิดเหมือนกันตรงกันเป็นไปได้ยากมาก เกิดมาจากอะไร มันมาจากความรู้ที่แจ้งและไม่แจ้ง จริงหรือไม่จริง รู้แน่นอนหรือไม่แน่นอน เช่น กำหนด ปวดหนอ รู้ไม่แน่นอนรู้ไม่จริง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ปวดโน่นปวดนี่ตลอดรายการ ท่านก็ไม่รู้จริง รู้ไม่เข้าใจ ถ้ารู้จริงรู้เข้าใจท่านจะเกิดความคิดที่จะมีสติปัญญารอบรู้ในกองการสังขารแก้ไขปัญหา อ่านออก บอกได้ ใช้เป็น มันจะออกมาทำนองนี้เป็นต้น ถ้าเหนือนอกจากนี้จะงมงาย ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในตัวเอง เลยก็มีแต่บาปกรรมทับทมไว้ในจิตใจ จึงมีปัญหากันมากสามีภรรยาคิดไม่ตรงกัน แตกแยกกันมากมาย ลูกหลานก็ไม่ตรงกันแย่งสมบัติกัน เพราะความรู้และความคิดสองประการนี้ ถ้าใครเจริญพระกรรมฐาน เจริญสติปัฏฐาน ๔ ความรู้จะเข้าใจกันได้ ความรู้และความคิดจะแสดงเหมือนกัน จะคล้ายคลึงกันมาก จะพูดกันรู้เรื่อง จะเข้าใจกันง่าย แล้วก็จะเห็นอกเห็นใจกันง่าย จะรักกันง่ายเพราะมีธรรมะคนที่รักกันไม่ได้เกลียดกันมีแต่ทะเลาะวิวาทกันนั้น


ก็เนื่องจากความรู้นั้นไม่แน่นอนมันไม่มีความรู้จริง และก็ไม่มีความคิดจริง มีแต่ความรู้ที่เรียนหนังสือความรู้ที่ไปจำเขามา ความรู้ที่เห็นแต่ทิฏฐิของตัวเอง รู้ตัวเองเข้าใจตัวเองทิฏฐิมานะแก่ตัวเอง มันจะเกิดอันตรายแก่ตัวเองอย่างนี้เป็นต้น คนเราจึงมีความคิดความเห็นไม่ตรงกัน พี่น้องก็ไม่เหมือนกัน ไม่ไผ่ต่างปล้องพี่น้องต่างใจ พี่น้องท้องเดียวกันก็เหมือนกันไม่ได้ เรามาจับกลุ่มคุยมานั่งกันอยู่สถานที่กันนุ่งขาวห่มขาวก็จิตใจไม่ตรงกันไม่เหมือนกัน พระสงฆ์องค์เจ้าต่างถิ่นต่างถานมาบวชเป็นนวกะ เป็นเถระ ก็มาจากตระกูลต่างๆ มาจากญาติพี่น้องไม่เหมือนกัน เพราะว่าตระกูลไม่เหมือนกัน ๗ ชั่วบรรพบุรุษก็ไม่เหมือนกัน แต่มาแล้วปฏิบัติธรรมให้เหมือนกัน ลงโบสถ์ ลงวัตรให้เหมือนกัน ทำกิจวัตรเหมือนกัน

และเข้าใจกันได้จะกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะไขปัญหาสังคมของสงฆ์ได้ และสงฆ์ก็จะแก้ไขสังคมของคนทั่วไปได้เรียกว่าพัฒนาสังคมอันนั้น เพราะเราอยู่ร่วมกัน รวมกันได้ แต่บางแห่งรวมกันไม่ติด รวมกันไม่ได เพราะนิสัยไม่ตรงกัน บางองค์ท่านก็ชอบสวดมนต์ไหว้พระ บางองค์ท่านก็ขี้เกียจสวดมนต์ไหว้พระ ไม่สนใจ นี่มันไม่ตรงกัน บางองค์ท่านทำกิจวัตรไม่พัก เจริญกรรมฐาน เจริญกุศลภาวนา บางองค์ท่านก็บอกว่าทำไปทำไม ไม่เกิดประโยชน์อะไร นี่บางองค์ก็เป็นอย่างนั้น

 

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่