ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 12
:: ภาคธรรมปฏิบัติ :: เรื่อง การพัฒนาให้เกิดปัญญาญาณ
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐

ขอเจริญพรญาติพี่น้องพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ วันนี้เป็นวันธรรมสวนะ วันพระแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เดี๋ยวก็จะสิ้นเดือนไปตามลำดับ วันเวลาไวมากรวดเร็วอย่างที่สุด วันธรรมสวนะเราก็ไม่ว่างเว้นในการสร้างความดี การสร้างความดีที่ดีที่สุดก็คือการพัฒนาให้เกิดปัญญาญาณ พัฒนาตัวเอง สะสมบุญให้แก่ตัวเองเกิดความสุขความสนุกในการทำงานให้แก่ตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้


การทำบุญที่เราสงเคราะห์คนอื่นนั้นก็ดีอยู่ แต่ก่อนที่จะไปสงเคราะห์คนอื่นเขา ช่วยเหลือคนอื่นเขา ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อน การช่วยเหลือตัวเองนั้นเป็นการเอาบุญมาใส่ไว้ที่จิตใจของตัวเอง ให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรก่อน แล้วค่อยจะสงเคราะห์คนอื่นเขา เรียกว่าการพัฒนาให้เกิดปัญญา เพราะปัญญามีอยู่ในตัวเราครบ แต่เราไม่ใช้ปัญญาในตัวเอามาเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมแต่ประการใด ปัญญาในตัวก็ได้แก่การเจริญกรรมฐาน เจริญสติปัญญา เจริญสมาธิภาวนา เป็นต้น อันนี้เป็นการพัฒนาชีวิตให้เกิดมีความสำคัญขึ้น ใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอนมา ๓ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่าไตรสิกขา ๓ ต้องการให้มีสติ ต้องการให้มีความรู้จริงในสัมปชัญญะ ให้มีความรู้ความคิด ให้เกิดมีสติปัญญา ให้เกิดทักษะในชีวิตของเขา


ให้เกิดความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตเป็นประโยชน์ต่อการงานและหน้าที่ เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติตน และเป็นการที่จะต้องฝึกปฏิบัติให้เกิดผลโดยประสบการณ์แก่ปัญหาชีวิตของท่าน เรียกว่าแกนนำทำให้ความสำเร็จได้ การงานก็จะสำเร็จได้อยู่ตรงนั้น การเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้เป็นทางสายเอกของพระพุทธเจ้า ก็คือบำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง สติปัฏฐาน ๔ สำคัญในแนวทางของชีวิต ทำให้ชีวิตรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรให้เกิดปัญญาแก้ไขปัญหาได


กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จะยืน เดิน นั่ง นอน จะเหลียวซ้าย แลขวา จะคู้เหยียด เหยียดขา เอาสติยัดเข้าไป ทั้งลมหายใจเข้าออก เจริญพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ เจริญภาวนาให้เกิดปัญญา ก็สติยัดเข้าไปที่ลมหายใจเข้าออกที่เรากำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ เป็นต้น ตรงนี้เป็นบทบาทสำคัญชีวิตของท่านมากที่จะทำให้เกิดปัญญาในชีวิตนั่นเอง ชีวิตเกิดปัญญา ดลบันดาลให้แก้ไขปัญหาชีวิตได้สมปรารถนาทุกประการอย่างนั้น จึงมีการเดินจงกรม เช่น ยืนหนอ ๕ ครั้ง ผู้ปฏิบัติธรรมจงทำให้จงได้ ยืนหนอ ๕ ครั้ง ก็คือตจปัญจกกรรมฐาน มูลกรรมฐานที่พระภิกษุจะบวชอุปัชฌาย์จะให้กรรมฐานตรงนั้น ก็คือ ยืนหนอ ๕ ครั้ง เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงไป เบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา ให้มีสติกลับไปกลับมา เป็นการทบทวนชีวิตให้จิตมันว่าง ให้จิตมันวาง ให้จิตเกิดแสงสว่างไปในตัวด้วย


ตรงนี้เป็นหลักสำคัญแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ยืนหนอ ๕ ครั้ง บางท่านทำไม่ได้ ก็จะแก้ไขปัญหาชีวิตอะไรได้เล่า เบื้องต่ำก็ปลายผมลงไป เบื้องบนก็ปลายเท้าขึ้น ยืน...หนอ ลงไปแล้วก็จากเท้ายืนโดยหลับตามโนภาพจากปลายเท้าถึงหนอที่ศีรษะได้จังหวะพอดี ตรงนี้เป็นบทบาทสำคัญสำหรับกรรมฐานของมูลกรรมฐาน ตจปัญจกกรรมฐาน เรียกว่ากรรมฐาน ๕ ถ้าใครทำได้จะรู้วาระจิตของตน รู้อารมณ์ของคนอื่น รู้วาระจิตที่สัมผัสเกิดจิตรู้นิสัยคนได้ เป็นบทบาทสำคัญที่จะต้องกำหนดจดจำไปปฏิบัติให้จงได้ นี้เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หลับตาแล้วก็ลืมตาดูที่ปลายเท้า ส่วนมากผู้ปฏิบัติไปมองที่ผืนดิน มองสูง มองต่ำ ต้องมองดูที่ปลายเท้าของตนเสมอไป ลืมตา ขวา...ย่าง...หนอ...ให้ได้จังหวะ ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ อย่าเดินให้ยาวอย่าเดินให้สั้นเดินเฉพาะของใครของมัน ปานกลางของคนที่เดินไปเดินมา อย่าก้าวยาว อย่าก้าวสั้น แล้วก็ตามองดูที่ ขวา...ย่าง...หนอ... ซ้าย...ย่าง...หนอ... ไปตามลำดับ ย่างไปถึงสุดทางแล้วก็หยุด ชิดเท้าหยุด กำหนดกลับหนอ ๆ ๆ กลับได้แล้วก็ยืนหนออีก ๕ ครั้ง ต้องทำติดต่อกันไป ยืนหนอ ๕ ครั้ง หลับตาดูมโนภาพ ตั้งสติไว้ให้มั่น


ในเมื่อทำได้แล้วเราก็ลืมตาดูปลายเท้า ขวา...ย่าง...หนอ... ซ้าย...ย่าง...หนอ... ไปตามลำดับอย่างนั้น มันจะเป็นสมาธิในเมื่อจิตเข้าสู่สมาธิ ทำให้คุ้นเคยทำให้คล่องแคล่วขึ้นมาในการปฏิบัติ ด้วยการเดินจงกรมก่อนเสมอ เดินได้แล้วก็ย่อตัวนั่งหนอ ๆ ๆ ลงไป ขวาทับซ้าย นั่งสมาธิขัดสมาธิเพชรก็ได้ ๒ ชั้นก็ได้ ชั้นเดียวก็ได้ หรืออาจนั่งไม่ได้ นั่งบนเก้าอีกก็ได้ ได้ทุกวิธีทางที่จะทำได้ด้วยการปฏิบัติ เป็นขึ้นหนึ่ง ขั้นสอง ขั้นสาม หนึ่งไม่ได้เอาขั้นสอง สองไม่ได้เอาขั้นสาม มัชฌิมาปฎิปทาปานกลางที่จะทำได้ก็ทำตามนั้น นั่งแล้วก็หายใจยาว ๆ จะเดินจงกรมหรือจะนั่งก็ตาม มีอะไรก็ต้องกำหนด ส่วนมากนักปฏิบัติไม่กำหนดปล่อยให้เลยไปเสียให้หมด เราก็ไม่มีสติ ขาดสติมาก ต้องกำหนดทุกอิริยาบถ กำหนดให้ละเอียดด้วย


เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขณะเดินจงกรมมีเวทนาก็หยุด อย่าเดินต่อ กำหนดเวทนาให้หาย เวทนาจะปวดตรงไหนเราก็ปักจิตไปตรงนั้น กำหนดว่า ปวดหนอ ๆ เป็นต้น กำหนดให้ละเอียด เดี๋ยวเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เดี๋ยวเวทนาก็แยกรูปแยกนามออกไป


แล้วเราก็จะได้รู้จริงตรงนั้น ทำให้เกิดปัญญารู้ชัดในเวทนานั้น จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ดีใจหรือเสียใจ มันก็แจ้งแก่เราเอง เราก็จะได้ทราบด้วยปัจจัตตัง รู้ตัวขึ้นมาชัดเจนอย่างนี้เป็นต้น นี่แหละทำให้เกิดปัญญาตรงนั้น ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ประการใด แล้วเรานั่งก็เช่นเดียวกันมีเวทนาก็ต้องกำหนด คิดอะไรไม่ออกก็กำหนดที่ลิ้นปี่หายใจยาวๆ อยากจะรู้ว่าลิ้นปี่อยู่ตรงไหนเราก็เอาเชือกวัดตั้งแต่จมูกถึงสะดือเราแล้วก็พับครึ่ง มันจะตรงลิ้นปี่ของเราพอดี หายใจลึกๆ ยาวๆ กำหนดเสียใจ กำหนดโกรธ กำหนดดีใจ ต้องที่ลิ้นปี่นั่น เวลาเห็นหนอ ก็ต้องออกจากหน้าผากส่งกระแสจิตออกไปอย่างนั้น มันจะได้ผลดีขึ้น ไม่ใช่หลับตาว่าเห็นหนอ หรือลืมตาว่าเห็นหนอเฉยๆ


ถ้าเราส่งกระแสจิตถูกแล้วมันจะได้ผล จำความได้แม่น มันจะได้ปัญญาตรงการดู ตามีทรัพย์ หูมีทรัพย์ เสียงหนอ หูได้ยินเสียงเขาด่าเขาว่าอะไรก็ตั้งสติไว้ สติปัญญาก็เกิดทางหูคือจิตมันเกิดแล้วเดี๋ยวมันก็ดับไปไม่มีอะไรที่จะเหลืออยู่เลย เราไปเก็บมาเอง ในเมื่อเราเก็บมาแล้วจะเกิดประโยชน์อันใดเล่า ปัญญาจะขาดตรงไหน กำไรขาดทุนตรงไหนมันก็จะออกมาอย่างนั้นเป็นต้น อันนี้มีความหมายอย่างนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้การกำหนดอายตนะธาตุอินทรีย์ก็อยู่ตรงนั้น กำหนด พองหนอ ยุบหนอ ก็กำหนดลมหายใจเข้าออกให้มันได้จังหวะ หายใจให้ยาวเข้าไว้อย่าหายใจสั้น หายใจสั้นมันจะกำหนดไม่ได้ พองก็เป็นยุบ ยุบก็เป็นพอง ขวาเป็นซ้าย ซ้ายเป็นขวา เลยไม่ได้จังหวะ ไม่เป็นสมาธิ ในเมื่อไม่เป็นสมาธิแล้วจิตมันก็ไม่ว่าง ฟุ้งซ่านนานาประการ จิตมันก็ออกไปคิดอะไร ไม่เป็นสมาธิ จิตใจไม่เป็นกุศล ปัญญาก็ไม่เกิดขึ้น ปัญญาไม่เกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นก็ไร้สาระ เรียกว่าฟุ้งซ่านออกไปนอกประเด็นนั้นได้


นี่ต้องกำหนดอย่างนั้น ในเมื่อเรากำหนดได้แล้วมันก็คล่องแคล่วว่องไว จะได้เป็นสมาธิได้ง่าย แต่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมไม่ได้กำหนดตรงนั้น บางทีไม่สบายใจ เสียใจ ก็ปล่อยมันเลยไปซะ ต้องกำหนดที่ลิ้นปี่ไม่สบายใจหนอ หรือเสียใจ โกรธ กำหนดเดี๋ยวมันก็จะหายไปอย่าปล่อยให้อารมณ์ค้าง ถ้าอารมณ์ค้างไว้เช้าก็ทำงานไม่สำเร็จ อารมณ์ไม่ดีจะทำอะไรก็ไม่รับผิดชอบแต่ประการใด


ก็ออกมาทำนองนี้เป็นต้น เวทนาก็มี ๓ สุข ทุกข์ เสียใจ ดีใจ ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่เสียใจ ไม่ดีใจ ก็เป็นเวทนา ต้องตั้งสติกำหนดรู้หนอๆ ๆ มันจะได้รู้ทั่วถึงเหตุการณ์ของชีวิตนั้น กำหนดที่ลิ้นปี่ให้ได้ คิดอะไรไม่ออกก็กำหนดที่ลิ้นปี่ คิดหนอๆ เดี๋ยวก็คิดออกมาได้ ตรงนี้เป็นหลักปฏิบัติ เราจะได้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นมา แต่ส่วนมากผู้ปฏิบัติธรรมทำไม่ได้ ปล่อยเลยไปเสียหมด แล้วก็ไม่ได้กำหนดตรงนั้นด้วย แล้วปัญญาก็ไม่เกิด ปัญญาไม่เกิดแล้วการพัฒนาก็ไร้ผล จิตใจไม่เป็นบุญไม่เป็นกุศล ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการพัฒนาตัวปัญญาก็คือการพัฒนาจิตด้วยการเจริญพระกรรมฐาน


จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น จิตเป็นธรรมชาติต้องคิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เป็นเวลานานเหมือนเทปบันทึกเสียง มันเกิดทางอายตนะธาตุอินทรีย์ ตาเห็นรูปเกิดจิต หูได้ยินเสียงเกิดจิต จมูกได้กลิ่นเกิดจิต ลิ้นรับรสเกิดจิต กายสัมผัสร้อนหนาวเกิดจิต ต้องกำหนด ตั้งสติไว้ทุกอิริยาบถนั้น มันจะเป็นสมาธิ มันจะเป็นปัญญาในตัวเอง เรียกว่า "ปัญญาติดมากับตัว ความรู้อยู่ในตำรา ใครสนใจศึกษาในตัวเอง" มีความหมายมาก ท่านทำแล้วท่านจะรู้กฎแห่งกรรมของท่านเอง ท่านจะรู้ว่าท่านทำเวรทำกรรมอะไรไว้ สติมันจะบอกได้ทุกเวลา

 

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่