แรงบันดาลใจที่ทำให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
ก็เนื่องจากคำสั่งสอนของหลวงพ่อ ที่มีความปรารถนาดีและห่วงใยแก่ผู้ที่เข้ามาพบเสมอ
ซึ่งมีใจความสำคัญว่า ? ธรรมนั่นแหละรักษาผู้ประพฤติธรรม ? อย่างคิดวิตกกังวลถึงอดีตที่ผ่านมาแล้ว
ให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด การทำความดีไม่มีสาย ทำได้เลยวันนี้เดี๋ยวนี้
? ให้ขยันทำการงาน ขยันเล่าเรียนหนังสือ หาความรู้ ไม่มีใครแก่เกินเรียน
? ให้มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ |
 |
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ข้าพเจ้าขอเน้นให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ
ณ ที่นี้เลยว่า หลวงพ่อเป็นพระสุปฏิปันโน
มีปณิธานมั่นคง พัฒนาคนให้สูงด้วยคุณธรรม เสกคนให้เป็นงาน ท่านบำเพ็ญธรรมด้วยการให้ธรรม
ที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่าเป็นยอดทานอันชนะการให้ทั้งปวง ดังคำบาลีว่า
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง
เมื่อท่านเหยียบย่างเข้ามาในบริเวณวัดอัมพวัน ซึ่งมีท่านเจ้าคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคลเป็นเจ้าอาวาส
และเป็นเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี ท่านจะพบกับความสะอาด มีต้นไม้ให้ความร่มรื่น
ร่มเย็น ใต้ต้นไม่ก็มีคติสอนใจ พบกับห้องน้ำที่สะอาดและมีอยู่อย่างเพียงพอ
ต่อจากนั้นก็มีอาหารให้รับประทานอย่างอิ่มหนำสำราญ โดยหลวงพ่อมอบให้พี่สมประสงค์จัดเตรียมไว้ต้อนรับ
ต่อจากนั้นก็ฟังธรรมะจากหลวงพ่อ ซึ่งได้บรรยายให้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้ง
นำไปปฏิบัติได้อย่างดียิ่ง
ประวัติย่อผู้เขียน
ข้าพเจ้าชื่อนายเสรี ปิ่นทอง อายุ ๓๙ ปี เป็นเจ้าของโรงพิมพ์
"วิริยะพัฒนาโรงพิมพ์" ตั้งอยู่ที่ ๕๘/๒๙ รามอินทรา (กม. ๑๑)
แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม. ๑๐๒๓๐ ข้าพเจ้าเกิดที่ตำบลมหาสอน
อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี บ้านอยู่ริมแม่น้ำบางขาม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดอัมพวัน
และอยู่ไม่ห่างจากวัดอัมพวันเท่าไรนัก ขับรถไปประมาณ ๒๐ นาทีก็ถึง
คุณพ่อ คุณแม่เป็นคนที่รักลูกมาก แต่ก็มีข้อบกพร่องที่ไม่ค่อยใช้ลูกทำงาน
มีอะไรก็ยอมทำกันเสียเอง ข้าพเจ้าชอบคำสั่งสอนของหลวงพ่อที่พูดเป็นประจำว่า
"...ลูกบางคนดื้อรั้นชอบเถียงคำไม่ตากฟาก....วันเกิดของลูกเหมือนวันตายของแม่
เลี้ยงลูกกันโตเหมือนต้นตาล...." ที่บ้านผมจะปรารภกันเสมอว่า
หลวงพ่อท่านสอนได้ละเอียดลออถี่ถ้วนจะแจ้ง มีตัวอย่างของจริงมาประกอบ
เราเป็นผู้ครองเรือนยังคิดไม่ถึง เหมือนเส้นผมบังภูเขา ปลุกอารมณ์ให้ขบขัน
ฟังแล้วไม่เบื่อ สมกับที่ว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ทำให้เป็นผู้รู้
ผู้เบิกบาน ธรรมะของหลวงพ่อฟังแล้วไม่ง่วงนอน ได้ความรู้เข้าได้กับคนทุกชั้นทุกเพศและทุกวัย |
 |
ย้ายจากบ้านนอกเข้ามาอยู่ในเมือง
คุณพ่อสอบเลื่อนวิทยฐานะและตำแหน่งชั้นข้าราชการได้สูงขึ้น จึงย้ายเข้ามารับราชการเป็นศึกษานิเทศก์
ทำงานที่ศาลากลางจังหวัดลพบุรี และอพยพครอบครัวมาอยู่ใกล้ ๆ
ตลาดลพบุรี เมื่อข้าพเจ้าได้เรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่
๗ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ |
พบพระสุปฏิปันโน บ้านพักของข้าพเจ้าอยู่ติดกับบ้านผู้จัดการไฟฟ้าลพบุรี
(คุณอาสมปอง บุญมา) ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนรักกับลูกชายผู้จัดการ ครอบครัวของเราทั้งสองสนิทสนมกันมาก
ในสมัยนั้นวัดอัมพวันยังไม่มีไฟฟ้าใช้ หลวงพ่อได้ไปติดต่อกับอาสมปองขอไฟฟ้าเข้าวัด
ท่านมักจะไปกลางคืนอยู่จนดึก เพราะอาสมปองมีงานยุ่งกลับดึกถึงบ้านมืดค่ำแทบทุกวัน
วันไหนหลวงพ่อมา อาสมปองจะมาตามคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าว่าหลวงพ่อจรัญวัดอัมพวันมา
คุณพ่อก็จะให้คุณแม่ไปกราบหลวงพ่อ ข้าพเจ้าตอนนั้นอายุประมาณ ๙ ขวบ
ก็จะตามไปด้วยทุกครั้ง
เดินทางผิดหันเข้าสู่อบายมุข
หลังจากจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๗ แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้มาศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่
๑ ในกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ห่างไกลจากพ่อแม่
ประกอบกับมีอายุย่างเข้าสู่วัยรุ่น ชอบลองของ อยู่ชั้น ม.ศ.
๒ เริ่มสูบบุหรี่ พอจบชั้น ม.ศ. ๓ ก็เริ่มดื่มสุรา ครั้งแรก
ๆ ก็คิดว่าลองเล่นสนุก ๆ ไม่จริงจังอะไรนัก แต่นาน ๆ เข้าก็ชักจะติดเอาเสียแล้ว
เมื่อเดินเข้าสู่อบายมุข การเรียนก็อ่อนลงเป็นสัจธรรมอย่างแน่นอนที่สุด
เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบว่า ลูกเกเรจึงตัดสินใจเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ
เพื่อที่จะดูแลลูก แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะหลังจากที่จบชั้น
ม.ศ. ๕ ข้าพเจ้าก็ยิ่งกินเหล้ามากขึ้นจนพ่อแม่ว่ากล่าวไม่ได้
วันหนึ่งข้าพเจ้าไปเลี้ยงส่งเพื่อน เพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ
ด้วยความอยากกินเหล้ามาก อุตส่าห์ไปถึงก่อนกำหนดเวลายังไม่มีใครมาเลย
จึงไปนั่งเล่นอ่านหนังสืออยู่ในห้องรับแขก หยิบหนังสือฟ้าเมืองไทยมาอ่าน
พบเรื่องของท่านผู้ว่าปัญญา "เรื่องปลาดุกย่างเป็นเหตุ"
เห็นรูปหลวงพ่อ จึงจำได้ว่า หลวงพ่อองค์นี้เคยเห็นมาที่บ้านอาสมปองบ่อย
ๆ ทำไมท่านถึงเก่งอย่างนี้ ไม่ใช่หลวงพ่อธรรมดาเสียแล้ว จึงเอาเรื่องนี้มาให้คุณพ่อคุณแม่ดู
ก็จึงรู้ว่าท่านเป็นประเภทคมในฝัก คุยกับท่านตั้งหลายครั้งท่านไม่ขยายอะไรให้ฟังเลย
นับว่าเป็นบุญของพวกเราอย่างยิ่งที่มาพบของจริงของแท้เข้าแล้ว |
|