 |
ใน ระหว่างส่งท้ายปีเก่า
๒๕๔๐ และต้อนรับปีใหม่ ๒๕๔๑ ดิฉันมีโอกาสได้ไปร่วมปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
จ.สิงห์บุรี เป็นเวลา ๔ วัน (คืนวันที่ ๓๑ ธ.ค. ถึงเช้าวันที่
๔ ม.ค. ๔๑) วันแรกที่ไปถึงเป็นเวลาเย็นมากแล้ว แต่ยังโชคดีที่ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
เพื่อถวายปัจจัยร่วมทำบุญและขออนุญาตอยู่ปฏิบัติธรรม ท่ามกลางผู้คนที่คอยจะกราบนมัสการหลวงพ่อมากมายจนล้นกุฏินั้น
หลวงพ่อท่านรับแขกด้วยใบหน้ายิ้มละมัย สายตาที่ทอดมองแต่ละคนที่เข้าไปกราบท่าน
เต็มไปด้วยความเมตตา เมื่อดิฉันเดินเข่าเข้าไปถวายสิ่งของและปัจจัย
หลวงพ่อท่านยิ้มรับอย่างอบอุ่นและบอกว่า
"ไปทานข้าวก่อนนะ" ดิฉันตื้นตันใจมากที่เห็นหลวงพ่อห่วงใยผู้อื่นเสมอ |
แม้ว่าตัวท่านเองจะเหน็ดเหนื่อยจากการต้อนรับและปฏิบัติกิจของสงฆ์จนไม่ได้พักผ่อนก็ตามคืนวันที่
๓๑ ธ.ค. ๔๐ หลวงพ่อเทศน์ตั้งแต่ ๒ ทุ่มครึ่งถึงตีหนึ่งครึ่ง
มีการสวดธรรมจักรฯ และแผ่เมตตาให้กับสรรพเทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายด้วย
มีผู้คนจากทั่วสารทิศมากกว่า ๒,๐๐๐ คน ไปร่วมปฏิบัติกับหลวงพ่อในคืนนั้น
หลังจากให้พรแล้ว อุบาสก อุบาสิกากลับไปที่พัก แต่หลวงพ่อยังต้องนั่งต้อนรับผู้มีจิตศรัทธา
บริจาคเงินร่วมทำบุญกับหลวงพ่อ จนเวลาเกือบจะค่อนรุ่งดิฉันเองซึมซับและประทับใจในความเมตตากรุณาของหลวงพ่อมาก
ชื่นชมและยินดีในบุญบารมีของหลวงพ่อที่แผ่ไพศาลช่วยคุ้มภัยพาลให้กับผู้คนจำนวนนับพันนับหมื่น
ความซาบซึ้งในบุญคุณและบารมีของหลวงพ่อนี้ ได้ปรากฏเป็นปีติในขณะที่ดิฉันเดินจงกรมตอนเที่ยงของวันที่
๓ มกราคม ๒๕๔๑ เพราะหลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ ดิฉันยังอยู่ในอารมณ์ที่เป็นสมาธิ
จึงเดินจงกรมต่อในห้องพักที่เรือนทวีบุญ ในขณะที่เดินซ้ายย่างหนอ
ขวาย่างหนออยู่นั้น จิตก็ระลึกถึงบุญคุณหลวงพ่อ ของแม่ใหญ่ (คุณแม่สุ่ม
ทองยิ่ง) และครูบาอาจารย์ทุกคน รวมทั้งผู้บริจาคและบริการทุกท่าน
ว่าช่างเป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยในการสร้างบุญบารมีเลย
จิตก็บอกตัวเองว่า "วัดอัมพวันนี่แหละ
คือ นาบุญ" หลังจากนั้นน้ำตาก็จะไหล...ไหลและไหลออกมาไม่ขาดสาย
พร้อมกับคำอธิษฐานว่านาบุญและเนื้อนาบุญคืออะไร ก็ผุดขึ้นในใจ
จนดิฉันตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่เมื่อตั้งสติและพิจารณาคิดหนอ
แล้วก็ได้คำตอบว่า นี่แหละ คือ สิ่งที่ดิฉันต้องเขียนลงในหนังสือกฎแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัติ
ของหลวงพ่อ |
พระสงฆ์ที่เป็นเนื้อนาบุญของโลกมีอยู่มากมายในประเทศไทย
และหนึ่งในจำนวนเนื้อนาบุญนั้นคือ หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
วัดที่เป็นนาบุญของชาติก็มีอยู่มากมาย และวัดอัมพวันก็เป็นนาบุญแห่งหนึ่งของ
นาบุญทั้งหลาย ท่านลองมาดูสิคะว่าทำไมวัดอัมพวันจังเป็น "นาบุญ"
และทำไมหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล จึงเป็น
"เนื้อนาบุญ" ถ้าเราพูดถึง "นา"
เรามักจะมองเห็นภาพการทำการเกษตร เช่น ปลูกข้าว ปลูกผัก
ปลูกผลไม้ ทำบ่อปลา บ่อกุ้ง หรือแม้แต่การทำไ นาสวนผสม เป็นต้น
นา...ที่จะทำการเกษตรได้ผลดีจะต้องเป็นนาที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบไปด้วย
ดินดี น้ำดี การคมนาคมสะดวก เกษตรกรผู้ที่ทำการเกษตรบนที่นาแปลงนั้น
ถ้าเป็นเกษตรกรที่ดีขยันหมั่นเพียร เขาก็จะได้ผลิตผลดีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
คุ้มกับการลงทุนลงแรง และประสบความสำเร็จในการทำการเกษตร นาบุญก็เช่นกัน
จะต้องประกอบด้วย พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ อุบาสก อุบาสิกา ผู้ปฏิบัติธรรม
อาหาร สถานที่ และห้องน้ำห้องส้วมต้องมีเพียงพอและสะดวกสบาย
ซึ่งคุณสมบัติอันนี้ วัดอัมพวันมีครบถ้วน |
 |
หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล เปรียบดัง เนื้อนาบุญ
คือ ดินดี น้ำดี แม่ใหญ่ (คุณแม่สุ่ม ทองยิ่ง) และพระสงฆ์ในวัด เปรียบดัง
พันธุ์พืชที่ดี แม่ชีในวัด ครูผู้ฝึกสอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
รวมทั้งผู้บริการและผู้บริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคทุกท่าน เปรียบดัง
การคมนาคมสะดวก อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใฝ่ธรรมที่เข้าไปร่วมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เปรียบดัง เกษตรกรที่ดี เมื่อนาบุญแปลงนี้ (วัดอัมพวัน) มีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างเช่นนี้แล้ว
ก็เป็นหน้าที่ของเกษตรกร (ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย) ที่จะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวบุญ
นั่นก็คือ การสวดมนต์ เดินจงกรม และนั่งสมาธิ เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
โดยจิตกับกายที่มี่ศีลและสมาธิครบถ้วนตลอดช่วงเวลาปฏิบัติ (๗ วันจะได้ผลดี)
ก็จะทำให้เกิดปัญญา ถ้าเปรียบกับการทำนาก็จะเปรียบได้ดังนี้ สวดมนต์และรับศีลในวันแรกของการปฏิบัติธรรม
เปรียบเสมือน การไถพรวน เดินจงกรมและนั่งสมาธิ เปรียบเสมือน การเพาะปลูก
การใส่ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง และให้น้ำ สวดมนต์เช้า-เย็น แต่ละวัน เปรียบเสมือน
การดูแลรักษาน้ำในนา และการกำจัดวัชพืช ความมีสติและปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม
เปรียบเสมือน ผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยว

|
ฉันเองพยายามทำตัวเป็นเกษตรกรที่ดี ที่พยายามลงทุนลงแรงในนาบุญแปลงนี้เสมอ
โดยหาเวลาไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันเป็นประจำทุกปี มากครั้งน้อยครั้ง
แล้วแต่โอกาสจะอำนวย อยู่ที่บ้านดิฉันจะสวด นะโม พุทธัง ธรรมมัง
สังฆัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา แล้วต่อด้วย อิติปิโส
เท่าเอายุเกินมาอีกหนึ่ง พร้อมทั้งตามด้วยแผ่เมตตาและแผ่ส่วนกุศล
ตามที่หลวงพ่อสอนไว้ทุกประการ ความเชื่อมั่นในการปฏิบัติธรรมและสวดมนต์ตามที่หลวงพ่อบอกไว้สอนไว้นั้น
ได้ส่งผลให้ดิฉันสามารถเรียนสำเร็จเป็นดอกเตอร์ได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของ
"ธรรมะจัดสรร" เพราะโดยลำพังตัวดิฉันเองนั้นไม่ใช่คนเรียนเก่ง
แต่ที่มีโอกาสสอบเรียนต่อปริญญาเอกและได้ทุน SEAMEO/SEARCA ได้
ก็ด้วย "บุญกุศล" ที่ได้เพียรสร้างสมมาด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่น
จึงทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า "บุญบันดาล"
ดิฉันสามารถยืนยันได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า
"ธรรมะ" รักษาผู้ประพฤติธรรมจริง |
การเรียนปริญญาเอก ที่เราถือว่าเป็นการเรียนสูงสุดแล้วในระบบการศึกษา
(ยกเว้น Post-Doct) ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการปฏิบัติธรรมก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญาญาณนั่นเอง
ดิฉันได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่นักศึกษาปริญญาโท-เอก ทั้งหลายกำลังทำอยู่หรือได้ทำมาแล้วนั้น
เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้สอนชาวโลกมานานกว่าสองพันห้าร้อยสี่สิบปีแล้ว
ท่านทราบไหมคะว่า สิ่งนั้นคืออะไร? อริยสัจ ๔
ไงล่ะ..นั่นคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ
มรรค ดิฉันขอเปรียบเทียบให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า การทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท-เอก
เป็นเรื่องที่นำหลักพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วย อริยสัจ ๔ มาใช้อย่างไร
ดังต่อไปนี้ ในทางธรรมะ .. มนุษย์พยายามแสวงหาความสุข
และหลีกเลี่ยงความทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า การที่จะเข้าถึงสุขได้
จะต้องเข้าถึงอริยสัจ ๔ เสียก่อน ซึ่งขั้นตอนของการเข้าถึงอริยสัจ
๔ มีดังนี้คือ ขั้นตอนแรก คือ
ทุกข์ ซึ่งเป็นสภาวะที่อึดอัด รำคาญใจ คับแค้นใจ กดดัน บีบคั้น เป็นสภาพที่ทนได้ยาก
เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ไม่สมหวังในสิ่งทีปรารถนา
ฯลฯ ซึ่งเป็นสภาวะที่มนุษย์ทุกคนพยายามหลีกเลี่ยง ไม่อยากพบ ขั้นตอนที่สอง
คือ สมุทัย หมายถึง เหตุแห่งทุกข์
เป็นขั้นตอนของการวินิจฉัยหาปัจจัยที่มาทำให้เกิดทุกข์ นั่นคือ พยายามหาสาเหตุของความทุกข์นั่นเอง
ขั้นตอนที่สาม
คือ นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์
เป็นขั้นตอนที่ชี้บอกภาวะที่ปราศจากปัญหา ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหานั้นเป็นไปได้
และทำให้สำเร็จได้ ขั้นตอนที่สี่
คือ มรรค หมายถึง ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ เป็นการกำหนดวิธีการ
ขั้นตอน และรายละเอียดวิธีปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา สิ่งที่จะใช้ในการตรวจสอบความสำเร็จในการปฏิบัติ
ก็คือ "ญาณ ๓ หรือ ญาณทัสสนะ"
ซึ่งดิฉันจะไม่ขอกล่าวในรายละเอียด ณ ที่นี้ |
 |
ในทางโลก .. หากเราจะทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยสักเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่เป็นรูปแบบของเนื้อหาทั้งหลาย คงหนีไม่พ้น ๔ หัวข้อใหญ่ ๆ ที่เป็นการนำเอาหลักอริยสัจ
๔ ของพระพุทธเจ้ามาใช้ ดังนี้คือ
๑. บทนำ ซึ่งจะพูดถึงการมาของเรื่องที่เราจะทำการศึกษา
/ วิจัย ว่ามีปัญหาอยู่ที่ตรงไหน ทำไมเราจึงอยากทำการศึกษา / วิจัย
(วัตถุประสงค์ของการศึกษา) ผลที่ได้จากการศึกษา / วิจัย จะเกิดประโยชน์กับหน่วยงานหรือประเทศชาติอย่างไร
ขอบเขตการศึกษา / วิจัยมีแค่ไหน นั่นก็คือ การนำคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่อง
"ทุกข์ และ สมุทัย" มาใช้นั่นเอง
๒. กรอบแนวความคิด ทฤษฎี และผลการศึกษา
/ วิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรอบแนวความคิดที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาของเราเอง
นั่นก็คือ การชี้ให้เห็นถึงผลการศึกษา / วิจัยที่เคยมีคนอื่นทำการศึกษามาแล้ว
ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงและเกี่ยวข้องกับที่เรากำลังศึกษา เพื่อจะได้เกิดแรงบันดาลให้ผู้ที่กำลังจะศึกษาหรือศึกษาอยู่ได้รู้ว่า
มีใครทำอะไร ทำแล้วได้ผลเป็นอย่างไร นั่นคือนำเอาเรื่อง "นิโรธ" มาใช้นั่นเอง
๓. วิธีการศึกษาและการรวบรวมข้อมูล
จะบอกถึง วิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องทำการศึกษาว่า จะเริ่มเก็บข้อมูลอย่างไร
เช่น ออกไปสำรวจสัมภาษณ์เอง หรือส่งแบบสอบถาม หรือการทดลองในห้อง Lab
จะใช้สูตรหรือ Model ใด และใช้โปรแกรมอะไร ในการวิเคราะห์ / วิจัย
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือตัวไหนบ้าง และมีสมมุติฐานในการวิจัยอย่างไร
นั่นก็คือ การนำเอาเรื่อง "มรรค" มาใช้นั่นเอง
๔. ผลการศึกษา / วิจัย บทสรุปและข้อเสนอแนะ
จะเป็นการประมวลผลที่ได้จากการศึกษา / วิจัย ว่าผลทั่วไปเป็นอย่างไร
ผลที่ได้จากการทดสอบสมมุติฐานเป็นอย่างไร หลังจากนั้นก็จะสรุปผลของการศึกษา
/ วิจัยทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไข นั่นก็คือ การนำเอาเครื่องมือตรวจสอบการปฏิบัติที่เรียกว่า
"ญาณ ๓ หรือ ญาณทัสสนะ" มาใช้นั่นเอง เห็นไหมคะว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นของจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์
เป็นสิ่งที่ไม่มีวันล้าสมัย ถ้าผู้ปฏิบัติได้ลงมือทำจริง ๆ แล้ว ย่อมเห็นผลได้ด้วยตนเอง
ถ้าจะถามว่า "จำเป็นไหมที่การปฏิบัติธรรมต้องไปทำที่วัดเสมอ"
ดิฉันของตอบว่า "จำเป็นมากสำหรับผู้ที่เริ่มศึกษา"
เพราะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะมีขั้น มีตอน มีวิธีการ
และที่สำคัญจะต้องมีการส่งอารมณ์และสอบอารมณ์ ซึ่งจะเหมือนกับเราเรียนหนังสือ
ดิฉันเองกว่าจะส่งการบ้าน / ส่งงาน และสอบเพื่อชี้แจงป้องกันผลงาน
(Defend) ได้ ก็ต้องทำแล้วทำอีก แก้แล้วแก้เล่า กว่าจะเป็นที่พอใจของคณาจารย์ที่ปรึกษา
..การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน... ต้องส่งอารมณ์กับครูบาอาจารย์ เพื่อเป็นการสอบว่าอารมณ์เราเป็นสมาธิไหม
ปฏิบัติได้ดีหรือไม่ สิ่งที่ผ่านมาในอารมณ์ของสมาธิแต่ละขั้นละตอนนั้นคืออะไร
ครูบาอาจารย์จะเป็นผู้เฉลยให้ จึงขอย้ำว่า จำเป็นมากแต่ถ้าท่านทั้งหลายปฏิบัติได้แล้ว
รู้แล้ว ทำถูกตามระเบียบวิธีการ ขั้นตอนทุกประการแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติที่วัดทุกครั้ง
ทำที่ไหนก็ได้ ขอให้ทำก็แล้วกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องทำซ้ำ ๆ
ซาก ๆ อย่างที่หลวงพ่อท่านว่า ดิฉันขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า
"ธรรมะ" รักษาผู้ประพฤติธรรมเสมอ จึงอยากขอให้ท่านได้มั่นใจ...มีศรัทธาในพุทธศาสนา
และแสวงหา นาบุญ และเนื้อนาบุญ เพื่อท่านจะได้เริ่มเก็บเกี่ยวสะสมบุญไว้
เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ของชาติ ถ้าท่านตัดสินใจจะไปแสวงบุญ
ดิฉันก็ขอรับรองว่าวัดอัมพวัน ที่มีหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล คณะสงฆ์ในวัด
แม่ใหญ่และครูผู้ฝึกสอน ได้รอท่านอยู่ และพร้อมเสมอ เพื่อให้ท่านได้สะสมบุญ
และเพิ่มบารมีธรรม
 |
หากญาติธรรมท่านใด ได้อ่านบทความของดิฉันแล้ว
เกิดจิตที่เป็นบุญและคิดอยากปฏิบัติธรรม ดิฉันก็ขออนุโมทนาในบุญของท่าน
และยกคุณงามความดีทั้งหลายที่จะพึงมีพึงได้ให้กับเนื้อนาบุญ
ที่ดิฉันเคารพบูชา นั่นคือ หลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล แห่งวัดอัมพวัน
อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรีค่ะ.... |
|