
|
 |
คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
| หนังสือกฎแห่งกรรม
เล่ม 13 |
| ::
ภาคชีวประวัติ :: |
เรื่อง
เรื่องอธิษฐานจิตของพระราชสุทธิญาณมงคล
โดยปรีดี ทองรวีวงศื |
|
เหตุที่มาวัดอัมพวัน
 |
ครอบครัวข้าพเจ้ามีอยู่ ๓ คน
ตัวข้าพเจ้านายปรีดี, นางอรพิน (ภรรยา), นายคณาธิป (บุตร) และยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่งคือ
น.ส. ศรีวัน ทองอยู่ หลวงพ่อท่านไม่รู้จักข้าพเจ้าทั้ง ๔ คน
แต่พวกข้าพเจ้ารู้จักหลวงพ่อ ในรายการแสดงธรรมทางโทรศัพท์ในวันอาทิตย์
เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๖ |
ฟังท่านแสดงธรรมวันนั้นแล้ว มีความรู้สึกว่าฟังเข้าใจง่าย
น้ำเสียงน่าฟัง มีข้อคิดเตือนใจในการดำเนินชีวิต เมื่อตัวซ้อนปรากฏที่จอโทรศัพท์
ก็จดจำไว้ว่าหลวงพ่อองค์นี้อยู่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
จึงแอบเป็นศิษย์ในทางธรรมอย่างเงียบ ๆ โดยไปที่วัดอัมพวันครั้งแรกปลายปี
พ.ศ. ๒๕๓๖ ตอนเช้าประมาณ ๙.๐๐ น. เศษ ได้พบหลวงพ่อเดินออกจากกุฏิที่ใช้รับแขก
ข้าพเจ้าและภรรยาจึงนั่งลง แสดงความเคารพท่าน ท่านกล่าวว่า "คุณโยมตามมาที่ศาลา"
ส่วนภรรยาของข้าพเจ้าได้ยินท่านกล่าวว่า
"คุณโยมรอที่กุฏิ" มาด้วยกัน ๒ คน ได้ยินคนละอย่าง เป็นอันว่าเพียงแต่ได้เห็นหลวงพ่อ
ยืนมองท่านเดินมุ่งไปทางศาลาสุธรรมภาวนา ตรงที่ข้าพเจ้ายืนอยู่เป็นร้านขายหนังสือ
ได้ซื้อหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๖, บทสวดมนต์, พัฒนาคำกลอนสอนจิตฯ
แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา จากหนังสือดังกล่าว ทำให้มาวัดอัมพวันบ่อยขึ้น
และก็จะซื้อหนังสือกฎแห่งกรรมเพิ่มจนครบชุด บางเล่มก็ได้รับแจกจากญาติธรรมที่มีเกินชุด
ก็แจกผู้ที่สนใจไปมากพอสมควร และเป็นเหตุให้ผู้ที่ได้รับหนังสือกฎแห่งกรรมไปอ่านได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันกันหลายท่าน |
คำสั่งของครูบัว - ครูผ่อง ทองอยู่
วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๕
ครูบัวและครูผ่องเป็นบิดา - มารดาของข้าพเจ้า เมื่อท่านถึงแก่กรรมแล้ว
ข้าพเจ้าและน้องสาวได้พบคำสั่งซึ่งท่านเขียนใส่ซองไว้มอบหมายงานบุญงานกุศลไว้
๒ งานคือ |
|
 |
๑. สร้างศาลาบำเพ็ญกุศล ที่วัดเศวตฉัตร
แขวงบางลำภู่ล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร
๒. ตั้งมูลนิธิ เพื่อเอาดอกผลเป็นค่าอาหารกลางวันเด็กยากจน
และทุนการศึกษาเด็กยากจน ของนักเรียนโรงเรียนวัดเศวตฉัตร เขตคลองสาน
กรุงเทพมหานคร (ได้จัดทำไว้แล้วเมื่อ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๗) |
เรื่องการสร้างศาลาบำเพ็ญกุศลนั้น มีอุปสรรคมาก
เพราะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสจึงจะสร้างได้ เจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตรในขณะนั้นคือ
พระเทพเมธี (ชื่อเดิม บุญนาค จูงาม) จากที่ได้รับคำสั่งวันที่
๒ มกราคม ๒๕๓๕ ผ่านมาถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร
คือ พระธรรมญาณมุนี (ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์ จากพระเทพเมธี เป็นพระธรรมญาณมุนี
เมื่อ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ) ให้สร้างศาลาในที่ว่าติดกับถนนเจริญนคร เรือนศาลาชั้นเดียว
กว้าง ๙ เมตร ยาง ๒๔ เมตร โครงสร้างของหลังคาให้เป็นสถาปัตยกรรมเดียวกันกับหลังคาพระอุโบสถ
|
ข้าพเจ้าได้ให้ช่างเขียนแบบมาวัดสถานที่และออกแบบ
ในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๓๙ วันรุ่งขึ้นน้องสาวของข้าพเจ้าได้แจ้งมาว่า
พระธรรมญาณมุนีได้มรณภาพเสียแล้ว เมื่อค่ำวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๓๙
โดยเป็นลมในขณะอยู่ในพระราชพิธี พระบรมศพของ "สมเด็จย่า"
ในพระบรมมหาราชวัง และได้มรณภาพภายหลังจากถูกนำส่งไปโรงพยาบาลศิริราช
การสร้างศาลาบำเพ็ญกุศลจึงต้องชะลอไป จนกระทั่งงานพระราชทานเพลิงศพ
พระธรรมญาณมุนีเสร็จแล้ว เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ และได้มีเจ้าอาวาสองค์ใหม่มาครองวัด
เจ้าอาวาสองค์ใหม่ไม่อนุญาตให้สร้างในสถานที่ ๆ เขียนแบบไว้แล้ว
ให้ไปสร้างที่ใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหาร ข้าพเจ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะ
|
|
 |
เพราะพระอุโบสถและพระวิหารของวัดเศวตฉัตรนั้นอยู่ในบริเวณกำแพงเดียวกัน
ต้องชะลอการสร้างศาลาบำเพ็ญกุศลไปอีก เวลาผ่านไปหลายปี ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้สร้างศาลาตามคำสั่ง
ทำให้บุญกุศลไม่ถึงบิดา - มารดา จนถึงต้นปี ๒๕๔๑ คุณอรพิน
ทองรวีวงศ์ ภรรยาของข้าพเจ้า ให้ความเห็นว่า ควรนำเงินจำนวนนี้ไปถวายหลวงพ่อจรัญ
(พระราชสุทธิญาณมงคล) วัดอัมพวัน เพื่อสร้างศาลาหรือสิ่งก่อสร้างอื่น
ๆ เพราะวัดอัมพวันมีคนมาปฏิบัติธรรมมาก จะได้บุญมากและได้บุญทุกวัน
ข้าพเจ้าเห็นด้วย แต่นึกถึงน้องสาว คือ คุณศรีวัน ทองอยู่ ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่
เพราะน้องสาวของข้าพเจ้านั้น พ่อ - แม่ สั่งไว้อย่างไร เขาจะ |
|
  
หน้าต่อไป
|