ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 13
:: ภาคธรรมปฏิบัติ :: เรื่อง หลวงพ่อตอบปัญหาปัญญาชนตะวันตก

บันทึกการสนทนาธรรม

ของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ ฐิตธมฺโม) กับ ดร.เจอร์รัลด์ แมกเคนนี่ หัวหน้าภาควิชาศาสนศึกษามหาวิทยาลัยไรซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา


ดร.เจอร์รัลด์ แมกเคนนี่ หัวหน้าภาควิชาศาสนศึกษามหาวิทยาลัยไรซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีภรรยาเป็นคนไทยชาวพุทธ แต่ตัวเองเป็นชาวคริสเตียน สนใจศึกษาพุทธศาสนา มาตั้งแต่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยชิคาโก อ่านหนังสือภาษาไทยได้แต่ไม่คล่องดี ในปัจจุบันกำลังศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยเฉพาะในเรื่องกฎแห่งกรรม การปฏิบัติกรรมฐาน และงานสังคมสงเคราะห์ของพระสงฆ์


ในเรื่องกฎแห่งกรรม อาจารย์เจอร์รัลด์ ได้ถามหลวงพ่อว่า : ใครเป็นผู้สร้างกฎแห่งกรรม ? ทำไมคำสอนของพุทธศาสนาจึงเน้นเรื่องกฎแห่งกรรมมาก ? การให้ความสำคัญแก่กฎแห่งกรรมจะเป็นการสอนให้คนไม่มีความกระตือรือร้น และความพยายามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือไม่ ? หลวงพ่ออธิบายว่า : กฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติไม่มีผู้ใดสร้างขึ้นมา มีฐานะเช่นเดียวกับกฎธรรมชาติข้ออื่น เช่น กฎของความเปลี่ยนแปลง พุทธศาสนาเน้นเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะต้องการให้คนทุกคนมีความสุขทั้งในชาตินี้และชาติต่อไป ทั้งนี้เพราะความสุขหรือทุกข์เป็นผลมาจากการกระทำของเราแต่ละคนเองทั้งนั้น ไม่ได้เป็นรางวัลหรือการลงโทษของอำนาจศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด คำสอนเรื่องกฎแห่งกรรมไม่ได้ต้องการให้ชาวพุทธเป็นคนขาดความกระตือรือร้นหรือความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง กฎแห่งกรรมเพียงแต่เน้นความสำคัญว่าการกระทำทุกอย่างมีผลต่อผู้กระทำทั้งในระยะสั้นและระยะยาวนานมากบ้างน้อยบ้างตามประเภทของการกระทำ


ดังนั้นเราจึงควรระมัดระวังทำแต่สิ่งที่ดีงามทุกครั้ง และถึงแม้ว่าชีวิตปัจจุบันจะเป็นผลมาจากการกระทำของเราในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่า เราไม่มีเสรีภาพที่จะสร้างชีวิตใหม่ ชีวิตมีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

อนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเปิดกว้างไม่มีขอบเขต อนาคตจะมีลักษณะเช่นใด หรือมีขอบเขตจำกัดเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบันเป็นสำคัญ ถึงแม้ว่าชีวิตปัจจุบันจะเป็นผลของการกระทำของเราในอดีต แต่ชีวิตปัจจุบันก็ยังมีช่องว่างหรือเสรีภาพอยู่ทำให้เรามีโอกาสรังสรรค์ปั้นแต่งชีวิตของเราในอนาคตได้


ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงเน้นความสำคัญของการกระทำในปัจจุบันมากเป็นพิเศษ ศาสนาพุทธไม่ต้องการให้เราไปเศร้าสร้อย หรือดีใจกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว และในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้เราเพ้อฝันถึงอนาคต แต่ต้องการให้เราสนใจปัจจุบันและทำชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุด จะได้เป็นปัจจัยสำหรับอนาคตที่ดีได้


อาจารย์เจอร์รัลด์ เห็นด้วยกับคำอธิบายของหลวงพ่อที่มีเหตุมีผล และขอบคุณหลวงพ่อที่ได้เมตตาช่วยเหลือให้เขาเข้าใจแนวความคิดของพุทธศาสนา เรื่องกฎแห่งกรรมดีขึ้น

หลวงพ่อได้อธิบายเพิ่มเติมว่า : กฎแห่งกรรมมีอยู่จริง และตัวหลวงพ่อเองนอกจากมีประจักษ์พยานจากประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับผลของกรรมในอดีตที่มีต่อชีวิตของหลวงพ่อในปัจจุบันแล้ว ยังได้ประจักษ์พยานจากประสบการณ์ของพุทธศาสนิกชนจำนวนมากที่หลวงพ่อรับทราบอีกด้วย ด้วยเหตุผลนี้ทำให้หลวงพ่อจึงอุทิศตัวเองให้แก่การสอนอบรมคนทุกวัยให้ทำแต่ความดีงามและละเว้นจากความชั่วทั้งปวงเพื่อจะได้สร้างกรรมดีให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตในอนคตทั้งใกล้และไกล

อาจารย์เจอร์รัลด์ ถามต่อมาว่า : พุทธศาสนาสอนวิธีแก้กรรมหรือไม่นั้น


หลวงพ่อตอบว่า เนื่องด้วยอดีตเป็นสิ่งที่เกิดและสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ สำหรับผลกรรมไม่ดีในอดีตนั้น เราก็คงจะหลีกหนีไม่ได้เด็ดขาดเช่นกัน แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังต้องรับวิบากกรรม สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ เร่งทำความดีให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกรรมดีนั้นจะได้ช่วยบรรเทาวิบากกรรมที่ติดตามมาให้มีความรุนแรงน้อยลงไป

อาจารย์เจอร์รัลด์พูดเสริมว่า : ในศาสนาอื่น เช่น ศาสนาคริสต์ มีความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าสามารถยกโทษให้แก่ผู้ทำบาปได้ ดังนั้นผู้นั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับผลการกระทำที่เป็นบาปเสมอไป


หลวงพ่ออธิบายว่า : พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าแต่ให้คนทุกคนเชื่อในความสามารถของตนเองว่า ทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาจิตของตนให้เจริญสูงสุดได้ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง พุทธศาสนาเน้นเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะต้องการให้เรามีความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองอย่างเต็มที่ ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง เราจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็เพราะการกระทำของเราซึ่งมีทั้งทางกาย วาจา และใจ สำหรับในกรณีของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พุทธศาสนาสอนว่าตราบใดที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่ เราก็ย่อมจะทำอะไรผิดพลาดได้ง่าย ที่สำคัญก็คือ เมื่อทำอะไรผิดพลาดไปแล้ว เราต้องยอมรับผิดและใช้ความผิดพลาดนั้นเป็นบทเรียนป้องกันไม่ให้ทำความผิดเช่นนั้นอีกต่อไป


การยอมรับผิดและความตั้งใจที่จะทำความดีเป็นกุศลอย่างหนึ่ง การเรียนรู้ (สิกขา) และการมีสติจะช่วยให้เราทำความผิดพลาดน้อยลงทุกทีจนเมื่อจิตเปลี่ยนสภาพเป็นอริยจิต เช่น ในกรณีของพระอรหันต์ แล้วความผิดพลาดต่าง ๆ หรือการกระทำที่ไม่ดีก็จะไม่เกิดขึ้นอีก นอกจากนั้นหลวงพ่อยังได้เน้นว่า : สำหรับผู้ที่ต้องการจะรู้สาเหตุของความทุกข์ของตนในปัจจุบันที่เป็นผลของวิบากกรรมที่ไม่ดีในอดีตนั้น ก็อาจจะใช้การปฏิบัติกรรมฐานเป็นเครื่องมือได้ การปฏิบัติกรรมฐานเป็นวิธีสำคัญในพุทธศาสนาที่จะสร้างกุศลและปัญญาให้เกิดขึ้นในตัวผู้ปฏิบัติ ในขณะเดียวกันก็เป็นวิธีค้นพบสาเหตุและประเภทของวิบากกรรมที่ผู้ปฏิบัติกำลังประสบอยู่ได้ ความรู้นี้อาจเป็นประโยชน์ในการคิดหาการกระทำที่จะให้กรรมนั้นสิ้นสุดลง หรือลดความรุนแรงลง ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าการปฏิบัติกรรมฐานแก้กรรมได้ พร้อมกันนั้นหลวงพ่อก็ได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของผู้มาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน มาประกอบคำอธิบาย ทำให้อาจารย์เจอร์รัลด์เข้าใจคำสอนของหลวงพ่อได้ดี

 

 

 

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่