 |
ขอเจริญพรพุทธบริษัท อุบาสก
อุบาสิกา ทุกท่าน ตลอดกระทั่งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ในวันนี้เป็นวันธรรมสวนะ
เป็นวันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ เวลากาลก็ล่วงเลยมามากแล้ว และก็จะหมดไปในที่สุด
ท่านพุทธบริษัททั้งหลายโปรดพิจารณาตัวเองทุกคนว่า เราเกิดมานี้มีความยากลำบากอย่างไร
ในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ขณะปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร และอนาคตจะแค่ไหน |
ในขณะที่อดีตเราผ่านมาด้วยความระหกระเหิน หาความสุขกาย
สบายใจได้น้อยมาก ถ้าเราไม่หาความสุขที่ควรใฝ่หา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแล้วนั้น
เราก็คงจะหมดโอกาสที่ดีได้ เพราะว่าขณะนี้เป็นเช่นนี้แล้ว ขณะหน้าจะเป็นอย่างไร
ชาตินี้เกิดขึ้นอย่างนี้ ชาติหน้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เราได้สร้างกรรมทั้งดีทั้งชั่วมาก็มากมาย
แต่ก็ยังไม่ได้คำนวณการในชีวิตของเราที่ใฝ่หาให้ดีกว่านี้ ไหนเลยล่ะในชาติหน้าจะเป็นอย่างไร
ชาติที่ผ่านมามีจริง ชาตินี้จึงเป็นอย่างนี้
วันนี้เกิดได้จากเมื่อวาน เมื่อวานนี้ก็ผ่านไปแล้ว
วันนี้คือปัจจุบัน วันนี้ผ่านไปแล้ว วันพรุ่งนี้เป็นอนาคต ก็จะเกิดเป็นปัจจุบันเช่นเดียวกับวันนี้
วันนี้ก็ถอยหลังกลายเป็นอดีตต่อไป อนาคตหาความแน่นอนไม่ได้
ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
ท่านอยู่ในวัยไหนกัน ท่านได้อะไรเป็นอยู่ในชีวิตของท่าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบ้าง
ในสัปดาห์หนึ่งเราควรจะพบพระ ในวันพระสักวันหนึ่ง หรือชั่วโมงหนึ่งได้ไหม
ท่านพบพระเมื่อใด จิตใจจะแจ่มใสคือความสุขในชีวิตขอฝากพี่น้องไทยชาวพุทธไว้ด้วย
ท่านควรจะเตรียมการในวันโกน เพื่อปฏิบัติการในวันพระ ท่านจะได้รู้ว่าสิ่งใดสำคัญควรทำก่อนหรือทำหลัง
งานของท่านจึงจะไม่บกพร่อง นี่คือกรรมฐาน |
|
การเจริญกรรมฐาน ไม่ใช่ทำจิ้ม ๆ จ้ำ ๆ สักแต่ว่าทำกันแล้วก็กลับไปนะ
ต่อไปจะเปลี่ยนนโยบายแล้ว ต้องสอบอารมณ์ทุกคน คนไหนสอบแล้วไม่ได้เรื่อง
มิได้มีศรัทธา ขอให้หยุดทันที ไม่ให้มาอีก คนไหนมีศรัทธา แต่ทำยังไม่ได้
มันเป็นกฎแห่งกรรมหรือไม่ ทำไมทำไม่ได้ สภาพชีวิตเป็นอย่างไร สอบอารมณ์แล้วจะรู้เลยว่า
คนนี้มีกรรม เคยด่าพ่อ ด่าแม่มา จะได้จับจุดให้ไปอโหสิกรรมกับพ่อแม่
เจริญกรรมฐานต่อไปจะรุ่งโรจน์แน่
บางคนด่าสามีทุกวัน มานั่งกรรมฐานไม่ได้เลยนะ
บางคนลักสตางค์ของสามีมาทำบุญ มานั่งกรรมฐานก็ไม่ได้ โยมผู้ชายลักสตางค์ของภรรยาใหญ่
ไปให้ภรรยาน้อย รับรองนั่งกรรมฐานไม่ได้เลย ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ของเล่น
ๆ กัน
บางคนไปบวชชีพราหมณ์วัดโน้น วัดนี้ ไปนั่งเฉย ๆ แล้วคิดว่าได้บุญ
ความจริงแล้วเป็นบาป อย่าคิดว่านุ่งขาวห่มขาวแล้วเป็นบุญเลย
ท่านนั่งเฉย ๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย ท่านจะได้บาป เหมือนเรือแล่นไปแล่นมาไม่มีสินค้าเลย
ท่านจะขาดทุนอย่างย่อยยับ ขาดทุนค่าน้ำมัน ขาดทุนเรื่องเรือคือตัวเอง
สังขารเสื่อมไปตามสภาพ เหมือนเรือก็ต้องผุไป ในไม่ช้าก็ต้องล่มกลางทะเลคือตัวเราต้องตายจากโลกสู่สัมปรายภพ
เป็นเรื่องสำคัญมาก |
ความสุขที่ควรใฝ่หาด้วยการเจริญกรรมฐาน เป็นความสุขที่แน่นอนและถูกต้อง
แก้ไขปัญหาชีวิตได้ เรามาปฏิบัติกรรมฐานเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้มีสติปัญญา
เป็นชีวิตที่มีคุณภาพด้วยการกำหนดจิตทุกอิริยาบถ กำหนดให้ละเอียดจะทำให้ใจสะอาด
ที่อยู่อาศัยก็สะอาดด้วย การกำหนดจิตทุกอิริยาบถเป็นการกวาดสิ่งที่สกปรกออกจากจิตใจ
เหมือนกวาดผงใส่ถัง กวาดผงใส่กองขยะฉะนั้น ถ้าท่านไม่กวาดจิตใจที่สกปรกแล้ว
ท่านจะมีใจหยาบช้าสามานย์ ไม่มีโอกาสจะลุล่วงความสุขที่แน่นอนของชีวิตได้
สิ่งนี้เป็นคุณภาพของชีวิต
การกำหนดพองหนอ ยุบหนอ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกำหนดให้ทันกับสภาวะปัจจุบันที่เกิดขึ้น
จึงจะเกิดอานิสงส์ บางคนคิดว่าการกำหนดพองหนอ ยุบหนอ เป็นเรื่องเล็ก
แต่ก็ทำไม่ได้ กำหนดพองหนอ ยังไม่ทันพองเลย ท้องยุบแล้ว กำหนดยุบหนอ
ยังไม่ทันกำหนดเลย ท้องพองเสียก่อนแล้ว อย่างนี้กำหนดไม่ถูกวิธี หาผลงานไม่ได้
และไม่เกิดอานิสงส์แต่ประการใด การที่จิตไม่มีสมาธิกำหนดไม่ได้เช่นนี้
อาจเนื่องมาจากสาเหตุต่อไปนี้
๑. นั่งไม่ถูกวิธี
๒. จิตตกกังวล จิตตกใต้สำนึก รับรองนั่งสมาธิไม่ขึ้น
๓. เหนื่อยมาก เหนื่อยคำนี้ ไม่หมายถึงไปแบกหามมา
แต่หมายถึง เหนื่อยใจ กังวลใจมาก เหนื่อยแบกหาม เรานั่งพักสัก ๑๐ นาทีก็หาย
แต่เหนื่อยใจไม่มีทางหาย สมาธิไม่เกิด ต้องแก้ด้วยการนั่งสมาธิให้ถูกต้อง
๔. อาพาธ ป่วยหนัก เป็นโรคร้าย แต่ไม่เคยฝึก
สมาธิจะไม่เกิด
คนเราควรจะเริ่มสร้างความดีตั้งแต่เดี๋ยวนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
ไม่ต้องรอให้เจ็บเป็นมะเร็งวาระสุดท้ายก่อน รอให้แก่ก่อน ถึงจะเข้าวัด
รอให้เป็นคุณย่า คุณยายก่อนแล้วถึงจะไปค้าขายในตลาดให้ได้กำไรอย่างนั้นหรือ
น่าเสียดายเวลาที่มีประโยชน์ของท่านมาก
ถ้าท่านทำได้ตามที่อาตมากล่าว จิตผนวกบวกสติ ท่านจะรู้อายตนะ
ธาตุอินทรีย์ ท่านจะแยกรูปแยกนามได้ทันที ว่าอายตนะภายในคืออะไร ได้แก่
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อายตนะภายนอกคืออะไร ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ผนวกบวกกันสัมผัสก็เกิดจิตทันที
ท่านจะรู้ต่อไปเลยนะว่า พองหนอ ยุบหนอนั้น
พองมีกี่ระยะ ยุบมีกี่ระยะ ถ้าท่านสอบได้ แสดงว่าท่านทำได้ สติอยู่กับจิตแล้ว
ถ้าท่านตอบไม่ได้ แสดงว่าท่านทำไม่ได้เลยทั้ง ๗ วัน ที่อาตมาพูดมานี้เพื่อต้องการกระตุ้นเตือนจิตของผู้ปฏิบัติธรรม
ให้เร่งงานเอง เร่งเดินจงกรมต่อไป จะได้มีคำตอบ เมื่อถูกมาสอบอารมณ์
เมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว มีอยู่คนหนึ่ง ทำอย่างไรก็ไม่ได้
กำหนดพองหนอ ยุบหนอ เป็นลมไปเลย เดินกำหนด ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
เป็นลมล้มลงไปเลย อายุแค่ ๔๐ ปีเท่านั้น อาตมาสอบอารมณ์ดู ได้ความว่า
โยมคนนี้มีอกุศลกรรม มีโทสจริตติดอยู่ในหัวใจ อาตมาถามว่า "ขอให้บอกความจริง
เมื่อ ๕ ปีมานี้ เคยตบสามีตกบันไดใช่ไหม" |
เขาตอบว่า "ฉันไม่ได้ตั้งใจตบ บังเอิญมือไปโดนที่ศีรษะของเขาเอง
สามีเมามากำลังขึ้นบันได ก็ตกบันไดไปเลย"
อาตมาเลยให้กลับบ้านไปก่อน เพราะทำไม่ได้ กลับไปขออโหสิกรรมกับสามีก่อน
สามีก็จำไม่ได้ เพราะรักภรรยา ขอฝากเรื่องนี้ไว้ ถ้าเกลียดจะจำแม่น
ถ้ารักจะจำไม่ได้ อาตมาได้แง่คิดตรงนี้ว่า ศัตรูที่ตำหนิติเตียนเรา
ควรจะนำมาเป็นบทเรียน ศัตรูที่นินทาเรา ด่าเรา อย่าไปโอกาสัตรูมักจะบอกเรื่องจริงให้แก่เราโดยที่เราไม่รู้
ควรจะปรับปรุงตัวเอง คนที่รักกันมักจะไม่บอกความจริง บอกของจริงว่าเราไม่ดี
กลัวเราจะโกรธ จุดตรงนี้สำคัญ
ขอสรุปใจความว่า วันไหนถ้ามีคนมาด่าเรามาก ถือว่าได้กำไรชีวิต
เราจะได้ไปไตร่ตรอง โยนิโสมนสิการให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้าวันไหนมีคนมาสรรเสริญเจริญพรเรา
เขาอยากได้ของเราเขาก็มาว่าเราดีทั้งนั้น เราก็กลับไปพิจารณาอีก
|
การเจริญกรรมฐาน ถ้าทำได้ตามที่กล่าวจะได้ประโยชน์มาก
โยมจะได้ตั้งใจทำ ไม่นั่งคุยกัน เดี๋ยวครูมาสอบอารมณ์ จะไม่มีอารมณ์มาส่งครู
สอบอารมณ์ คือสอบความรู้จากการปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ได้สอบข้อเขียนเหมือนนักเรียน
แต่อาจจะแจกแบบประเมินผลว่าโยมมา ๗ วัน ไปสวดมนต์ประจำไหม ก่อนมามีอารมณ์อย่างไร
ตอนกลับมีอารมณ์อย่างไร ได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์ โยมประเมินตนเองได้
ไม่ต้องให้คนอื่นประเมิน |
การประเมินตนเองคือกรรมฐาน ทำได้หรือไม่ได้ เราก็จะรู้ด้วยตนเอง
เรียกว่าพฤตินัยของชีวิต เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ที่ควรใฝ่หาที่สุด
เรียกว่า พัฒนาสภาพชีวิตด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน มีความอดทนกี่เปอร์เซ็นต์
กำหนดเวทนาได้กี่เปอร์เซ็นต์ จะออกบอกมาให้เราอดทน
เวทนาคืออะไร สุขก็เป็นเวทนา
ทุกข์ก็เป็นเวทนา เสียใจ ดีใจ ก็เป็นเวทนาทั้งนั้น ไม่สุข ไม่ทุกข์
เป็นอุเบกขาเวทนา กำหนดจิตตั้งสติไว้ทุกประการ มันจะได้กี่เปอร์เซ็นต์ออกมา
ปวดหนอ ๆ ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จะแยกรูปแยกนามได้ อะไรเป็นรูป
อะไรเป็นนาม ปวดมีตัวตนไหม อะไรปวด ที่จี้นี่ขา ขาเป็นรูป ความรู้สึกนึกคิดว่าปวดมากปวดน้อยเป็นนาม
จิตเป็นผู้รู้ว่าปวดอย่างไร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นประการใด
สติดีบอกได้ชัดเจน แยกเวทนาออกได้ มันก็หายไป จิตไม่กังวล จิตไม่พะวงสงสัยอีกต่อไป
ชัดเจน นี่เรียกว่ากรรมฐาน มีความสำคัญต่อชีวิตของท่านมาก |
|
ยืนหนอ ๕ ครั้ง เพื่อทบทวนชีวิต ถ้าจิตผนวกบวกกับสติได้
ท่านจะรู้วาระจิตของท่าน เหมือนอย่างอาจารย์จูรี่ ยืนหนอ ๕ ครั้ง พอสติอยู่กับจิต
เห็นตัวเองเป็นโครงกระดูก กำหนดยืนหนอ กลับไปกลับมาอีกเห็นหนอนกินเนื้อหนังหลุดหมดในตัวของเขาเอง
อย่างนี้เรียกว่ากายทิพยอำนาจอยู่ในจิต มองเห็นร่างกายของตัวเองเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่เป็นวิปัสสนา ขันธ์ห้า รูปนาม เป็นอารมณ์
เมื่อทำได้เกิดเทพเจ้ามารำอวยพร บอกลักษณะการแต่งกายได้ถูกต้อง ฝรั่งไม่เคยรู้
ก็รู้ได้ บอกได้ ถ้าคนไหนทำได้เข้าขั้น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เทพเทวดาที่อารักขาจะมาอวยพร
และจะรู้กฎแห่งกรรมในระยะต่อมา
อาจารย์จูรี่ระลึกกฎแห่งกรรมได้ที่วัดนี้
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เขาลืมไปแล้วเมื่อสมัยอายุยังไม่ถึง ๕๐
ปี ได้เดินทางท่องเที่ยวไปคนเดียว ที่ประเทศเลบานอน เขาถูกชาวเลบานอนคนหนึ่งจี้จะข่มขืน
แต่เขามีสติบอกว่า "ข้าพเจ้ายอมตาย ยินดีรับใช้กรรม ถ้าท่านกับเรามีเวรกรรมมาแต่ชาติปางก่อน
ขอให้ท่านฆ่าข้าพเจ้าก่อน จะข่มขืนข้าพเจ้าไม่เป็นไร ขอให้ข้าพเจ้าตายก่อน
ถ้าข้าพเจ้ายังไม่ตาย ข้าพเจ้าจะไม่ยอม เป็นตายร้ายดีต้องสู้กัน"
แล้วแผ่เมตตาให้ ชาวเลบานอนคนนั้นวางปืน ยกมือไหว้ ขอจับมือและขอขมา
พาไปปฏิญาณต่อพระเยซูในโบสถ
ยืนหนอ ๕ ครั้งเท่านั้น สามารถรู้กฎแห่งกรรมได้
เป็นการทบทวนชีวิต โยมรู้ตัวของโยมเอง หลับตาเห็นตัวเอง ลืมตาเห็นข้างนอก
เห็นหนอ
ปลายเท้าถึงศีรษะ จากศีรษะลงปลายเท้า จะได้ความว่า
คนนี้นิสัยไม่ดี อย่าไปคบค้าสมาคม เป็นความจริงของกฎแห่งกรรม
ขอให้ทำให้ได้ทุกคน
|
|