ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 13
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ปฏิบัติธรรมตามหนังสือกฎแห่งกรรม
โดย สุวิมล พุกประยูร

ดิฉันเป็นข้าราชการบำนาญ เขียนเรื่องนี้เพื่อต้องการร่วมกับอีกหลาย ๆ ท่านที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากวัดอัมพวัน ภายใต้ร่มบารมีของท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล ยืนยันผลการปฏิบัติธรรมโดยการเจริญพระกรรมฐาน จนกระทั่งบัดนี้ ที่ดิฉันเขียนเรื่องอยู่นี้ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคลก็ยังไม่เคยรู้จักดิฉันเลย สำหรับดิฉันนั้นได้รู้จักท่านตามลำดับดังนี้ ดิฉันอ่านนิตยสารกุลสตรีเป็นประจำ ประมาณปี ๒๕๓๓ - ๒๕๓๕ จำไม่ได้แน่ นิตยสารนั้นตีพิมพ์เรื่อง "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" เขียนโดย คุณสุทัสสา อ่อนค้อม อาจารย์วิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน รูปที่เป็นเอกลักษณ์คู่เรื่องก็คือภาพกลดปักอยู่ ดิฉันไม่สนใจไม่อ่านเลยเห็นเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระ ๆ เจ้า ๆ น่าจะคล้ายกับวารสารโลกทิพย์ ผ่านไปหลายฉบับเข้าเห็นคอลัมน์จดหมายถึงบรรณาธิการหลายฉบับเขียนว่าเรื่องนี้สนุกดี ก็ลองอ่านบ้างเรื่อยไปไม่ตั้งใจเท่าใดนัก จนถึงตอนที่กล่าวถึงท่าน บอกวันมรณภาพของท่าน และสาเหตุตลอดจนเวลา และสถานที่ก็เริ่มเอะใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะ ไม่ใช่แต่งขึ้น และพระในเรื่องก็มีจริง จึงกลับไปค้นเล่มเก่า ๆ ขึ้นมาทั้งหมดเรียงกันเป็นตั้งสูง ตั้งต้นอ่านตั้งแต่ตอนที่ ๑ จนถึงเล่มสุดท้ายที่มีอยู่ และได้ติดตามอ่านจนจบเรื่อง นั่นเป็นการรู้จักท่านเจ้าคุณหลวงพ่อเป็นครั้งแรก และเวลาก็ผ่านไป ดิฉันมิได้สนใจจะไปวัดอัมพวัน ไม่สนใจจะรู้จักท่านมากไปกว่านั้น ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๖ หัวหน้าของดิฉันเกษียณอายุราชการ หัวหน้าเป็นคนสุภาพเรียบร้อยปฏิบัติตนสมถะ เป็นคนธัมมะธัมโม ดิฉันก็เลยซื้อหนังสือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมให้ เพราะคิดว่าเหมาะที่จะมอบเรื่องของผู้มีธรรมะให้กับผู้มีธรรมะ ซึ่งจะต้องถูกกับจริตของผู้รับอย่างแน่นอน นับเป็นครั้งที่สองที่ดิฉันเข้าไปเกี่ยวข้องกับท่านเจ้าคุณพระอริยเจ้ารูปนี้

ต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ดิฉันมีปัญหาชีวิตส่วนตัว ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงมากจนกระทั่งดิฉันไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเองได้เลย อาการแสดงออกทางกายก็คือ ดิฉันสั่นไปหมดทั้งตัว เนื้อเต้นระริกไปหมด ดูจากภายนอกอาจมองไม่เห็น แต่รู้ได้เพียงภายใจของตัวเอง โดยปกติดิฉันเป็นข้าราชการที่ทำงานตลอดเวลา ไปทำงานแต่เช้ากลับเย็น และอาจจะถึงเย็นมากถ้ามีงานเร่ง ดิฉันไม่เคยนั่งคุยกับใคร พอถึงที่ทำงานก็ทำงานทันที กลางวันก็เดินไปรับประทานอาหารที่โรงอาหาร ช่วงนี้แหละที่ดิฉันมีโอกาสได้สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน ดิฉันใช้เวลาสิบห้าหรือยี่สิบนาทีเท่านั้นสำหรับอาหารกลางวัน เมื่อเสร็จก็ไปปฏิบัติงานต่อทันที เพื่อนร่วมงานทุกคนทราบปกติวิสัยของดิฉันด้านนี้เป็นอย่างดี เมื่อเหตุเกิดขึ้นดิฉันไปที่ทำงานแต่ไม่ได้ทำงาน กลับนั่งซึมเฉย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ดิฉันพยายามจะทำงานแต่สำรวมสติสัมปชัญญะไม่ได้เลย ด้วยความละอายใจ ดิฉันจึงกล่าวขอโทษเพื่อนร่วมงานซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้างานด้วยว่า ดิฉันกำลังมีความทุกข์ คงจะไม่ได้งานขอเวลาอีกสักสองสามวัน วันที่ดิฉันพูดกับเพื่อนนี้ เหตุการณ์เกิดกับดิฉันได้สามวันแล้ว ดิฉันได้รับความเข้าใจและเห็นใจด้วยดี อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น "เพื่อน" ก็มาหาดิฉันที่โต๊ะทำงาน ส่งหนังสือสวดมนต์ของวัดอัมพวันเล่มเล็ก ๆ ให้ กล่าวว่า "ลองอ่านและลองสวดดู" ดิฉันเปิดอ่านทันที พบเรื่องผู้หญิงส่งลูกไปเรียนที่อเมริกาและลูกเหลวไหล จนกระทั่งมีโอกาสมากราบหลวงพ่อ ได้สวดมนต์บทพาหุงมหากา เรื่องนายทหารอากาศสอบเลื่อนยศได้หลังจากที่ได้สวดมนต์บทเดียวกัน ทั้งสองเรื่องจบลงด้วยดี เหมือนคนที่กำลังลอยคออยู่ในมหาสมุทรกว้างใกล้จะตาย เมื่อมีไม่แผ่นหนึ่งลอยเข้ามาใกล้ ก็จำเป็นอยู่เองจะต้องเกาะ ดิฉันหมดทางเลือกอื่น เอ้า! สวดก็สวด เมื่ออ่านคำอธิบายวิธีสวดเรียบร้อยแล้วก็ตั้งใจสวดมนต์นั้น ยึดเป็นที่พึ่ง "สุดท้าย" และเริ่มสวดตั้งแต่วันนั้น วันที่ดิฉันมีอายุ ๕๘ ต้น ๆ สวดได้สองสามวันก็ถึงวันวิสาขบูชา ดิฉันต้องไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดนครปฐม ขณะที่พักอยู่ในโรงแรม ได้ดูโทรศัพท์ถ่ายทอดพิธีเวียนเทียนที่พุทธมณฑล ดิฉันร่วมสวดมนต์ไปกับโทรศัพท์ หลังจากนั้นก็เปิดหนังสือสวดมนต์ของวัดอัมพวัน และสวดต่อด้วยน้ำตานองหน้า เสมือนหนึ่งจะสัญญากับตัวเองว่า จะสวดบทสวดมนต์ของหลวงพ่อจรัญตลอดไป เปล่า! ดิฉันไม่ได้ให้สัญญาเป็นแต่เพียงมั่นใจว่า "จะทำได้" เท่านั้น อาการ "เนื้อเต้น" หายไปเมื่อไรไม่ทราบ แต่ไม่นานนักหลังจากเริ่มส่วนมนต์ "ปัญญา" ก็เกิดแก่ดิฉัน มองทะลุปรุโปร่งถึงปัญหา ความเป็นไปได้ ความเป็นไปไม่ได้ แล้วดิฉันก็ "หลุด" จากความทุกข์ครั้งนั้นด้วยการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผลน่าอัศจรรย์ ดิฉันทำงานได้ดังเดิม หัวหน้างานกึ่งเพื่อนของดิฉันเห็นดิฉันทำงานเป็นปกติแล้ว ก็เข้ามาให้กำลังใจให้ดิฉันมีความคงมั่นในการสวดมนต์อย่าละเลยเสีย ดิฉันใช้เวลาในรถประจำทาง สวดมนต์ได้ครั้งละ ๑ จบทุกวัน ไม่รู้สึกเดือนร้อนเลยวารถจะติดยาวนานเพียงใด เพราะบทสวดค่อนข้างจะยาวเนื่องจากคนสวดอายุมาก!

การสวดมนต์ในรถประจำทางค่อนข้างลำบากเพราะดิฉันจำบทสวดมนต์พาหุงมหากาไม่ได้ ต้องเปิด "ตำรา" ขณะเดียวกันก็เกรงผู้คนในรถประจำทางจะรู้สึกว่าดิฉัน "เว่อร์" จึงค่อนข้างกระมิดกระเมี้ยนเปิดตำรา อย่างไรก็ตามวันหนึ่งมีสุภาพสตรีคนหนึ่งแต่งตัวอย่างชาวบ้านธรรมดาคือนุ่งผ้าซิ่นพื้นบ้าน ยืนบนรถประจำทางติดกับดิฉันได้กระซิบถามว่า "คุณก็สวดมนต์วัดอัมพวันเหมือนกันหรือ" วันนั้นดิฉันได้ฟังเรื่องของท่านเจ้าคุณและวัดอัมพวันเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เขาว่าคนแก่ความจำไม่ดี นี่เป็นเรื่องจริง ดิฉันได้ใช้เวลาจำบทสวดมนต์ทั้งหมดอยู่นาน ดิฉันไม่ได้ตั้งใจท่องจำ แต่ให้การสวดมนต์ทุกวันดำเนินการบันทึกบทสวดมนต์ในสมองเองโดยธรรมชาติ และเมื่อจำได้หมดแล้วก็ไม่ต้องพึ่งตำราอีกต่อไป

 

หน้าถัดไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่