
|
 |
คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
| หนังสือกฎแห่งกรรม
เล่ม 13 |
| ::
ภาคกฏแห่งกรรม :: |
เรื่อง
ประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า
โดย วัชระ ธุลีจันทร์ |
|
การที่ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ มิได้หมายความว่าข้าพเจ้าชำนาญ หรือเชี่ยวชาญในการปฏิบัติธรรมแต่อย่างใด หากเพียงแต่เป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาด้วยตนเองในระหว่างไปปฏิบัติธรรมเท่านั้น และเพื่อเป็นการเชิญชวนท่านที่ยังลังเลใจอยู่ว่า "จะไปปฏิบัติธรรมดีหรือไม่ จะมีประโยชน์แก่การดำรงชีวิตของบุคคลที่เป็นปุถุชนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ หรือไม่ เพียงใด" ข้าพเจ้าอายุ ๖๖ ปี เป็นข้าราชการบำนาญ มีบุตร ๓ คน แต่ละคนสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ รับราชการทุกคน มีครอบครัวและแยกไปอยู่ต่างหากแล้ว ๒ คน ยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ๑ คน มีบ้านส่วนตัว มีรถยนต์ใช้ มีรายได้โดยไม่ต้องรบกวนลูก ๆ แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่เดือดร้อน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีปัญหาในด้านครอบครัวและค่าครองชีพแต่อย่างใด คงมีแต่ปัญหาในด้านชีวิตของตนเองเท่านั้น ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวชาวพุทธในชนบท พ่อของข้าพเจ้าค่อนข้างจะเคร่งครัดในพุทธศาสนา ไปรักษาอุโบสถศีลที่วัดเกือบทุกวันพระ และจะไหว้พระสวดมนต์เช้า-เย็นทุกวัน ส่วนแม่จะไปวัดเป็นครั้งคราว ตอนข้าพเจ้าเป็นเด็กก็จะตามแม่ไปวัดด้วย
|
แต่มิได้ไปกราบพระ หากแต่ไปเล่นกันระหว่างเด็ก ๆ ด้วยกัน เพราะลานวัดกว้างขวางและสะอาด จึงกลายเป็นสนามเด็กเล่นไปโดยปริยาย บางวันพระท่านต้องลงมาไล่ให้กลับบ้าน เนื่องจากส่งเสียงดังจนพระท่านหนวกหูและรำคาญ ข้าพเจ้าขอสารภาพว่า "เป็นชาวพุทธเฉพาะในทะเบียนบ้าน" (ชาวพูด) มาแต่กำเนิด เนื่องจากไม่ได้ไหว้พระสวดมนต์เลย หากจะมีบ้างก็เฉพาะการกราบพระ (อะระหังฯ สวากขาโตฯ สุปะฏิปันโนฯ) เท่านั้น ซึ่งก็ต้องรีบ ๆ ทำ เพราะเกรงว่าคนอื่นจะมาพบเข้า การทำบุญใส่บาตรก็จะนาน ๆ ครั้ง บางคราว ๒-๓ ปี ไม่ได้ใส่บาตร สำหรับการนำอาหารไปถวายพระที่วัดนั้นไม่เคยกระทำเลย ส่วนการบริจาคเงินทำบุญนั้นก็จะทำเฉพาะเมื่อมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเชิญชวนให้ทำบุญกฐิน หรือผ้าป่าสามัคคี แต่ก็ทำด้วยความเกรงใจ จำใจ บางครั้งก็ทำไปบ่นไป ถ้าหากไปงานบังเอิญมีพระเทศน์ก็ไม่สนใจที่จะฟัง มักจะคุยกันเสียมากกว่า บางครั้งยังวิจารณ์เสียอีก เช่น เมื่อพระท่านเทศน์เกี่ยวกับชีวิตการครองเรือน ก็จะวิจารณ์ว่า "พระท่านจะไปรู้เรื่องการครองเรือนดีกว่าเราได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่เคยได้ครองเรือน (แต่งงาน) เลย" เป็นต้น (สำหรับเรื่องนี้ข้าพเจ้ามารู้ตัวในภายหลังว่า ตัวเองโง่และบาปมาก ที่ไปวิจารณ์ท่านเช่นนั้น เพราะพระท่านได้นำเอาพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเทศน์สั่งสอนพุทธศาสนิกชน
 |
ซึ่งหากผู้ครองเรือนหรือครอบครัวใดได้นำคำสั่งสอนนี้ไปปฏิบัติแล้ว ครอบครัวนั้นก็จะประสบแต่ความสงบสุข จะไม่พบกับคำว่า "ครอบครัวแตกแยก" หรือ "ครอบครัวล้มเหลว" เลย) สำหรับศีล ๕ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่จำเป็นมากสำหรับฆราวาสนั้น ข้าพเจ้าก็จะละเมิดเสียเกือบจะทุกข้อ จะมียกเว้นบ้างก็เฉพาะศีลข้อ ๒ และ ข้อ ๓ (อทินนาฯ และ กาเมฯ) เท่านั้น แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้ข้าพเจ้าไม่ได้ทำบุญสุนทาน และไหว้พระสวดมนต์ก็ตาม แต่ก็มิได้มีพฤติการณ์ไปในทางเสื่อมเสียแต่อย่างใด หากแต่ได้ประพฤติและปฏิบัติในหน้าที่พลเมืองดีอย่างเต็มที่ ให้ความเอาใจใส่ต่อครอบครัวเป็นอย่างดี เพียงแต่ไม่ได้นำภรรยาและบุตรเข้าวัดและปฏิบัติธรรมเท่านั้น นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังเคยอุปสมบท ๑ พรรษา เนื่องในงานฉลอง ๒๕ พุทธศักราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่ก็คงไม่ได้รับอานิสงส์เท่าใด เพราะเป็นการบวชตามพระเพณี และเมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้วก็มิได้ปฏิบัติกิจของสงฆ์เป็นกรณีพิเศษ เพียงแต่การทำวัตรเช้า-เย็น ลงอุโบสถ และออกบิณฑบาต ตามวัตรของสงฆ์เท่านั้น หลังจากที่ข้าพเจ้าเกษียณอายุการงานจากรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้ว
|
ข้าพเจ้าก็ไม่ได้หางานอื่นทำ ทำให้มีเวลาว่างมาก จึงฆ่า (บริหาร) เวลาด้วยการอ่านหนังสือ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นหนังสือจำพวกนวนิยายสารคดี และมีเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแทรกบ้าง จนวันหนึ่งได้อ่านบทความในหนังสือ "ทำอย่างไรชีวิตจะยืนยาวและมีความสุข (ฉบับพิสดาร)" ของ คุณหมอเฉก ธนะสิริ (ขอถือโอกาสนี้แนะนำท่านที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ว่า ท่านควรจะได้อ่าน เพราะเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่ามาก ท่านจะได้รับความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงแก่กรรม มีทั้งเรื่องสุขภาพ อาหารของร่างกาย อาหารของจิต ตลอดจนความรู้ในแขนงต่าง ๆ มากมาย ท่านอ่านหนังสือนี้เพียงเล่มเดียว แต่ท่านจะได้รับความรู้อย่างมหาศาล) ซึ่งตอนหนึ่งในบทความ "เรื่องของจิต" กล่าวว่า "...การทำสมาธิภาวนา มิใช่การตัดตัวเองออกจากโลก แต่เป็นการชำระความสกปรกประจำวัน อันเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา จะต้องทำความสะอาดร่างกาย ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม การทำสมาธิก็มิได้ยุ่งยากเสียวเวลาแต่อย่างใด ท่านอาจนั่งในห้องเขียนหนังสือ หรือห้องพระ หายใจเข้า "พุท" หายใจออก "โธ" วันละ ๕ นาที ก็ยังดี อีกหน่อยก็จะทำได้ดีขึ้นถึง ๑๐-๓๐ นาที ยิ่งทำบ่อย ๆ จิตใจก็จะเป็นระเบียบยิ่งขึ้น และเมื่อความคิดเป็นระเบียบแล้ว
การพูด การทำอะไรทุกอย่างจะเป็นระเบียบไปหมด สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ มองเห็นปัญหาใหญ่เป็นปัญหาเล็ก ปัญหาเล็กเป็นปัญหาขี้ผง หรือไม่มีปัญหาเลย จิตใจจะหายทดท้อ หายเบื่อหน่าย สุขุมเยือกเย็นยิ่งขึ้น การที่มนุษย์จะมีชีวิตยืนยาวและมีความสุขนั้น นอกจากจะมีสุขภาพและอนามัยแข็งแรงดีแล้ว จิตจะต้องดีด้วย จิตจะดีได้นั้นจะต้องมีการบริหาร ซึ่งจะทำได้อย่างเดียวคือการ "พักจิต" หรือ การบริหารจิตด้วย "วิธีสมาธิ" นั้นเอง...." เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านบทความดังกล่าวแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสนใจในการทำ "สมาธิภาวนา" มาก แต่ในหนังสือดังกล่าวก็มิได้แนะนำวิธีปฏิบัติมากนัก จะมีก็เพียงในเรื่อง "ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน" ตอนท้ายเล่ม และคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย เท่านั้น หลังจากนั้นข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกอยากจะศึกษาเรื่องของพระพุทธศาสนามากขึ้น จึงได้หาหนังสือมาอ่าน และหาโอกาสสนทนากับผู้ที่ปฏิบัติธรรมค่อนข้างจริงจัง ทำให้ได้ทราบว่า หลังจากที่ท่านเหล่านั้นได้ปฏิบัติธรรมแล้ว ทำให้สภาพของครอบครัวดีขึ้นมาก จึงใคร่ขอยกตัวอย่างมาสัก ๒ ครอบครัว ดังนี้
|
ครอบครัวที่ ๑ ขณะนี้ท่านเป็นผู้บริหารระดับผู้อำนวยการกอง ในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังว่า เคยไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ไปปฏิบัติธรรม จะทำงานอะไรก็มักจะมีอุปสรรค แต่หลังจากไปปฏิบัติธรรมแล้ว สภาพทางครอบครัวและหน้าที่การงานดีขึ้น ตัวท่านเองได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการกอง ภรรยาได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ส่วนลูกชายสองคนก็มีความประพฤติดี และเรียนดีขึ้น จนสำเร็จเป็นนายแพทย์ ๑ คน และนายทหารอีก ๑ คน
|
 |
|
ครอบครัวที่ ๒ ครอบครัวนี้ ภรรยาไปปฏิบัติธรรม เมื่อก่อนนี้ฐานะทางครอบครัวไม่ค่อยดี การเงินขาดแคลน ลูกชายสองคนมีความประพฤติไม่ค่อยเรียบร้อย เป็นที่หนักใจของพ่อแม่มาก หลังจากที่แม่ไปปฏิบัติธรรมค่อนข้างจะจริงจังที่วัดในท้องถิ่น ก็ปรากฏว่าลูกชายทั้งสองคนมีความประพฤติดีขึ้น เรียนสำเร็จระดับ ปวส. เมื่อเรียนจบแล้วก็ขอให้พ่อแม่จัดบวชให้ คนละ ๑ พรรษา ขณะนี้มีงานทำและมีครอบครัวเป็นหลักฐานไปแล้ว ส่วนฐานะพ่อแม่ก็ดีขึ้น ไม่เดือดร้อนเหมือนแต่ก่อน
|
เมื่อข้าพเจ้ามีความสนใจที่จะปฏิบัติธรรม (วิปัสสนากรรมฐาน) ก็ไม่ทราบว่าจะเริ่มปฏิบัติอย่างไรดี เพราะไม่ทราบวิธีปฏิบัติ และก็ไม่ทราบว่ามีวัดไหนท่านสอนวิปัสสนากรรมฐานบ้าง (ความจริงมีอยู่หลายวัด แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เสาะแสวงหาเอง) แต่ก็อาจเป็นเพราะข้าพเจ้ามีบุญเก่าเมื่อชาติก่อนเป็นทุนเดิมอยู่ จึงทำให้นึกอยากจะเข้าวัดปฏิบัติธรรม ดังที่ท่านหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล ได้กรุณาเขียนไว้ในเรื่อง "โยมอุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง" ในหนังสือ กฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๑๒ ว่า "คนเราที่จะมาปฏิบัติธรรมนั้นแสนจะยาก เอารถไปลาก เอาช้างไปฉุดก็ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อชาติก่อนนี้ เขามิได้มีนิสัยแบบนี้ เขามีนิสัยห่างเหินจากความดีจึงไม่ได้สนใจมา สร้างความดีในชาตินี้...ฯลฯ ...ไม่ใช่ผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมนี้มาได้ง่าย หรือนึก ๆ ว่าจะมา ก็มาตามเขา ก็คงไม่ใช่ ถ้าท่านขาดนิสัยจากชาติก่อน ท่านไม่ได้ศรัทธามา ไม่มีความเชื่อ ขาดความเลื่อมใสในจิตใจแล้ว ท่านจะหาโอกาสได้ยาก เพราะผัดวันประกันพรุ่งกระทั่งตาย จะชวนมาอย่างไรก็ไม่มีทาง อาตมาจึงไม่ชวนบางคนเลย จะไม่ขอชวน เพราะดูหน้ารู้ ชาติก่อนไม่มีนิสัยมา ชวนอย่างไรก็เสียเวลาเปล่า...ฯลฯ"
เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๗ ลูกสาวของข้าพเจ้าซึ่งเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน (๓) ได้นำหนังสือมาให้ข้าพเจ้า ๓ เล่ม คือ
๑. ระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติกรรมฐาน วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
๒. อานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ และ
๓. กฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติเล่ม ๘"
ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือดังกล่าวด้วยความสนใจ และทำให้นึกอยากไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันมาก แต่ก็ไม่ทราบจะไปอย่างไร จึงถามลูกสาวว่า "ได้หนังสือนี้มาจากไหน และหากจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จะไปขอคำแนะนำจากใคร" จึงได้ทราบจากลูกสาวว่า มีสำนักสงฆ์ซึ่งเป็นสาขาของวัดอัมพวัน อยู่ที่บ้านเนินทอง ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมืองขอนแก่น อยู่ห่างจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน (๓) ประมาณ ๓ กม. "
 |
ต่อมาอีก ๒ - ๓ วัน ข้าพเจ้าพร้อมด้วยภรรยา ลูกสาว และญาติอีก ๑ คน จึงได้ไปที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ขอนแก่น ซึ่งก็ได้พบกับท่าน อาจารย์ธีรวัฒน์ ฐานุตตโร (พระครูสมุห์ธีรวัฒน์ ฐานุตตโร) ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าศูนย์ดังกล่าว ท่านได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าได้นมัสการถามปัญหาจากท่านหลายปัญหา ทั้งปัญหาธรรมะและการปฏิบัติของผู้มาปฏิบัติธรรม นอกจากนั้นยังได้เสนอความเห็นว่า "น่าจะได้จัดอบรมเป็นรุ่น ๆ เพื่อที่ท่านจะได้มีเวลาพักผ่อน" ซึ่งท่านก็บอกว่า "การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่เหมือนกับการอบรมทางวิชาการโดยทั่วไป จะทำการอบรมเป็นรุ่น ๆ ไม่ได้ เพราะคนมาปฏิบัติธรรมไม่เหมือนกัน" (ท่านคงจะหมายถึงสติปัญญา บุญกุศล และกิเลส ไม่เท่ากัน) คนที่มาปฏิบัติธรรมพร้อมกัน บางคนอาจได้อะไร ๆ กลับไปบ้าง แต่บางคนกลับไม่ได้อะไรเลย" หลังจากที่สนทนาธรรมและนมัสการถามปัญหาต่าง ๆ กับท่านอาจารย์ธีรวัฒน์ฯ ประมาณ ๒ ชั่วโมง ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเลื่อมใส ศรัทธาในวัตรปฏิบัติของท่านอาจารย์ธีรวัฒน์ฯ มาก ทั้ง ๆ ที่ท่านยังหนุ่ม และคงจะบวชได้ไม่นาน (ต่อมาข้าพเจ้าได้พบกับโยมแม่ของท่านโดยบังเอิญ จึงได้ทราบว่า ในขณะนั้นท่านอาจารย์ธีรวัฒน์ฯ อายุเพียง ๒๕ ปี และเพิ่งจะบวชได้ ๓ พรรษา) "
|
|
หลังจากที่ได้สนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ธีรวัฒน์ฯ ในวันนั้นแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจว่า จะต้องไปปฏิบัติที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวันให้ได้ จึงได้เตรียมตัวโดยจัดซื้อชุดปฏิบัติธรรม (ชุดขาว) ๒ ชุด ทั้ง ๆ ที่ทางศูนย์ฯ ก็มีสำรองไว้อยู่แล้ว และก่อนจะถึงกำหนดที่จะไปจริง ๆ กลับมีคนมาทักท้วงว่า "การไปนั่งภาวนาสมาธินั้นอาจกลายเป็นบ้าได้นะ" (ทางภาคอีสานเรียกว่า "ธรรมแตก") แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กลัว เพราะเห็นว่าการไปปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสิริมงคล จึงไม่น่าที่จะกลายเป็นบ้าไปได้ และในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๗ ข้าพเจ้าก็ได้ไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ฯ สวนเวฬุวัน ซึ่งขณะนั้นมีผู้ไปปฏิบัติธรรมอยู่แล้วประมาณ ๒๐ คน ผู้ชาย ๑ คน นอกนั้นเป็นผู้หญิง ข้าพเจ้าตั้งใจฝ่าจะอยู่ปฏิบัติธรรมเพียง ๗ วัน แต่ท่านอาจารย์ธีรวัฒน์ฯ แนะนำให้อยู่ต่ออีก ๓ วัน รวมเป็น ๑๐ วัน การปฏิบัติใน ๒-๓ วันแรกนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกได้รับความทุกข์ทรมานมาก ปวดเข่า ปวดเอว ปวดศีรษะ และมีอาการคันทั้งตัวคล้าย ๆ กับมีมดไต่ เมื่อใช้ความพยายามมาก ๆ เข้าตามที่ท่านอาจารย์แนะนำก็เกิดอาการลมออกหู และปัสสาวะเป็นสีเหลือง ทำให้ข้าพเจ้านึกย้อนไปถึงอกุศลกรรมที่ตนได้ทำมาตั้งแต่เด็กจนถึงแก่ เช่น การหักขากบ เขียด ทุบหัวปลา เชือดคอไก่ เป็นต้น"
|
|
  
หน้าถัดไป
|