
|
 |
คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
| หนังสือกฎแห่งกรรม
เล่ม 13 |
| ::
ภาคกฏแห่งกรรม :: |
เรื่อง
ด้วยแรงรักและห่วงใยจากดวงวิญญาณคุณแม่
โดย พันเอก สรรเพชร พานิช |
|
เนื่องด้วยแรงรักและห่วงใยจากดวงวิญญาณของคุณแม่นี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในครอบครัวของกระผม กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๑-๒๗ ธ.ค. ๔๑ ที่ผ่านมา คุณแม่ทองย้อย อารุณี อายุ ๘๕ ปี ซึ่งเป็นมารดาของ ดร.วลัย พานิช ภริยาของกระผม (เป็นอาจารย์ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้เกิดป่วยอย่างกะทันหันโดยมิได้คาดคิดมาก่อน ในเช้าของวันที่ ๒๑ ธ.ค. ๔๑ เด็กที่รับใช้ในบ้านชื่อ เตี้ย ได้ไปดูที่ห้องคุณแม่ทองย้อย ว่าทำไมวันนี้ไม่ลุกเข้าห้องน้ำตามที่เคยทำเป็นประจำทุกวัน (เวลาประมาณ ๐๕.๓๐ น.) ก็พบว่าคุณยายนอนห้อยเท้าลงจากเตียงนอนและลุกไม่ขึ้น จึงได้บอกกับอาจารย์วลัยว่า คุณยายคงจะไม่ไหวแล้ว กระผมและอาจารย์วลัยก็ลงไปดูพิจารณาแล้วเห็นว่าคงจะเป็นอาการทางสมองแน่นอน เพราะประสาทสั่งการที่สมองเกิดผิดปกติไม่ทำงาน กระผมจึงได้โทรศัพท์ติดต่อขอคำแนะนำจาก พ.อ.นพ. กฤษฎา ดวงอุไร ว่าอาการของคุณแม่นี้น่าเป็นห่วงไม่สามารถลุกขึ้นได้ ขอให้ช่วยประสานกับแพทย์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าให้ด้วย วันพรุ่งนี้จะพาคุณแม่มาพบกับแพทย์ กระผมจึงบอกให้อาจารย์วลัยแจ้งให้น้องชาย (นายศักดา อารุณี) ทราบในวันที่ ๒๑ ธ.ค. ๔๑
|
ดังนั้นเช้าของวันอังคารที่ ๒๒ ธ.ค. ๔๑ กระผม ภริยา และน้องชายจึงได้นำตัวคุณแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แพทย์ได้ตรวจและวินิจฉัยฟิล์มจากเอ็กซเรย์ จึงทราบว่าน่าจะเป็นอาการทางสมองแน่ ต้องทำ MRI แต่เครื่องที่จะทำเกิดเสียทำงานไม่ได้ต้องรอไปก่อน จึงต้องนำตัวคุณแม่กลับไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านก่อน และเอายาที่แพทย์สั่งมาให้รับประทาน แต่แล้วอาการคุณแม่กลับทรุดตัวเร็วกว่าเดิมน่าเป็นห่วงมาก ในวันพุธที่ ๒๓ ธ.ค. ๔๑ เวลา ๑๘.๐๐ น. กระผมและน้องชายจึงต้องนำคุณแม่ไปตรวจเช็คด่วนที่ห้องฉุกเฉินที่ตึกคุณหญิงประภาศรี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เนื่องจากมีอาการไข้และหนาวสั่นไปทั้งตัว จึงให้รับประทานยาก่อนไปโรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาลอาการไข้ของคุณแม่เกิดหายเป็นปกติ นายแพทย์เวรที่เข้าเวรที่ตึกคุณหญิงประภาศรีในขณะนั้นก็ได้ตรวจเช็คร่างกาย พบว่า ปกติไม่เป็นไร จึงให้กลับบ้านและเดินทางกลับในเวลา ๒๒.๐๐ น. โดยรถยนต์ของกระผมและมีเด็กรับใช้ชื่อเตี้ยนั่งไปด้วย ในระหว่างเดินทางกลับบ้านคุณแม่ทองย้อยได้พูดคุยกับกระผม
|
ดู ๆ แล้วไม่เป็นอะไร คุณแม่ยังได้สอบถามเส้นทางกลับบ้านว่า กลับเส้นทางนี้ทุกวันหรือ กระผมก็ตอบไปว่าไม่กลับ เพราะทางนี้โดยปกติรถติดเป็นประจำ กระผมใช้ทางอื่น เมื่อถึงบ้านแล้วอาการไข้กลับมาเป็นอีก ทางลูก ๆ ได้ให้ยาแก้ไข้รับประทานก็ไม่สามารถจะทำให้ไข้ลดลงได้ อาจารย์วลัยและน้องชายได้พยาบาลจนสุดกำลัง เอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตัวคุณแม่เพื่อให้ไข้ลด และยังนอนเฝ้ากันทั้งกลางวันและกลางคืน แต่อาการคุณแม่ก็ทรุดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดได้นำตัวคุณแม่เข้าไปตรวจ MRI ที่โรงพยาบาลในวันศุกร์ที่ ๒๕ ธ.ค. ๔๑ ตั้งแต่เช้า ๐๗.๐๐ น. และได้เจาะเลือดก่อนเข้าไปตรวจ MRI คุณแม่ยังสติดี ระหว่างที่รอทำ MRI อยู่ที่หน้าห้อง MRI ใต้ตึกสมเด็จย่านั้น คุณแม่อาเจียนอาหารที่รับประทานเข้าไปออกหมด มีใบหน้าที่อิดโรยหมดแรงหน้าซีดขาวไม่มีสีเลือด กระผมต้องให้น้องชายเฝ้าอยู่และกระผมไปซื้อน้ำมาให้บ้วนปาก เป็นจังหวะพอดีได้มีโอกาสพบกับ พ.อ. นพ. กฤษฎา ดวงอุไร ในบริเวณนั้น ก็ได้เห็นอาการคุณแม่อย่างชัดเจนว่า
|
 |
ต้องเป็นอาการทางสมองแน่นอน พ.อ. นพ. กฤษฎาฯ บอกว่าวันนี้จะพยายามหาห้องให้ แต่เนื่องจาก พ.อ. นพ. กฤษฎาฯ ติดราชการสอนหนังสือที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงติดต่อกันไม่ได้ กระผมจึงต้องมอบให้น้องชายภริยานำคุณแม่กลับบ้าน ตอนเวลา ๐๙.๓๐ น. และในเย็นวันนี้เองก็เกิดอาการอย่างเดิมอีก คือ เป็นไข้ กินอาหารไม่ได้ ต้องให้น้ำนมทางหลอด สภาพโดยทั่วไปแย่ลงมาก รุ่งเช้าวันเสาร์ที่ ๒๖ ธ.ค. ๔๑ ตลอดทั้งวันมีอาการที่เกิดมากขึ้น คือ มีอาการไข้สูงไม่ลดลง เริ่มกินอาหารไม่ได้แล้ว กระผมกับอาจารย์วลัย และน้องชายจึงตัดสินใจนำตัวคุณแม่ส่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีก ออกจากบ้านในเวลา ๑๘.๐๐ น. ถึงโรงพยาบาลในเวลา ๑๙.๐๐ น. ในขณะนั่งรถมาคุณแม่ยังมีสติอยู่ได้สวดมนต์ตลอดเวลา จนมาถึงโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คุณแม่มีอาการหนาวสั่นต้องนอนรถเข็นพาไปเอ็กซเรย์ที่ห้องฉุกเฉินฯ อาจารย์วลัยและน้องชายอยู่ใกล้ ๆ คอยดูอาการอยู่ข้าง ๆ เตียงนอนที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คุณแม่มีอาการหนาวสั่นตลอดเมื่อแพทย์ได้ให้น้ำเกลือ ต่อมาก็เริ่มไม่รู้สึกตัวมีอาการช็อค ต้องคอยดูอาการคุณแม่ที่โรงพยาบาลถึง ๐๑.๐๐ น. และได้ห้องพักหมายเลข ๖๒๔ ตึกสมเด็จย่า โดยมอบให้น้องชายนอนเฝ้าเป็นเพื่อนคุณแม่ เช้าเวลา ๐๘.๐๐ น. อาจารย์วลัยก็มาผลัดเปลี่ยนเวรเฝ้าพยาบาลคุณแม่ ครั้นถึง ๐๙.๐๐ น. นายแพทย์เวรและคณะได้มาตรวจอาการ พบว่าคุณแม่ทองย้อยได้เสียชีวิตแล้ว เพราะหัวใจหยุดเต้นและความดันไม่ขึ้น ลดลงถึงศูนย์
กระผมและอาจารย์วลัยได้นั่งเฝ้าอยู่ที่ห้อง ๖๒๔ อยู่นานเพื่อวางแผนจัดงานศพ เห็นว่าควรรดน้ำศพในวันจันทร์ที่ ๒๘ ธ.ค. ๔๑ เวลา ๑๕.๐๐ น. และเริ่มสวดพระอภิธรรมศพที่วัดโสมนัสวรวิหาร กระผมจึงเริ่มติดต่อวัดโสมนัส เขตป้อมปราบ กทม. ได้ศาลา ๓ ต่อมาก็เริ่มโทรศัพท์แจ้งให้ญาติรับทราบ และกลับขึ้นมาที่ห้องพัก ๖๒๔ อีกครั้ง ก็ชวนอาจารย์วลัยออกไปหารือนอกห้อง ไปนั่งที่โซฟาหน้าลิฟท์ชั้น ๖ ก็พบว่ามีกลิ่นโชยมาผ่านตรงหน้าของกระผมและอาจารย์วลัย และมีกลิ่นอับ ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก กระผมมีสติทราบได้ทันทีว่าเป็นดวงวิญญาณของคุณแม่ทองย้อยแน่นอน กระผมจึงได้กล่าวออกมาว่า กระผมจะรักอาจารย์วลัยและจะดูแลอาจารย์วลัยให้ดีเท่ากับที่คุณแม่ที่เลี้ยงดูอาจารย์วลัยมา และจะดูแลลูก ๆ ของกระผมให้มีการศึกษาที่สูงและเป็นฝั่งเป็นฝาในอนาคต ขอให้ดวงวิญญาณของคุณแม่อย่าได้เป็นห่วงเลย พอพูดเสร็จปรากฏว่ากลิ่นที่อับ ๆ ที่อยู่ข้างหน้าก็หายไป แสดงว่าคุณแม่รับรู้แล้ว และกระผมก็ได้บอกให้ต้อ (นายศักดา อารุณี) รีบไปเอาเสื้อผ้ามาให้คุณแม่ ด้วยแรงอะไรไม่ทราบมาดลใจให้กระผมดำเนินการเกี่ยวกับการแจ้งการตาย จำหน่ายชื่อจากโรงพยาบาลและสำนักงานเขตราชเทวีตลอดจนจองศา
 |
ลา จัดการเพื่อบำเพ็ญกุศลที่วัดโสมนัสวรวิหาร ได้เสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียวกัน อนึ่ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์การจากไปของคุณแม่ทองย้อยนั้น กระผมได้ฝันเห็นเป็นภาพนิมิตขึ้น เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๑ เวลา ๐๓.๐๐ น. ว่าคุณน้าฉลองรัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่เสียชีวิตแล้ว ได้นั่งรถมาพร้อมกับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายมารดาของกระผม และมีผู้ติดตามอีก ๒ คน ล้วนเป็นญาติผู้ใหญ่ทางมารดาของกระผม มาพูดคุยกับคุณแม่ทองย้อย เพียงท่านเดียวที่นั่งอยู่ที่หน้าบ้าน ในความฝัน (บ้านในความฝันมีต้นไม่สาระอยู่หน้าบ้าน) เมื่อพูดคุยจบคุณน้าฉลองรัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ก็เดินหนีแล้วขึ้นรถกลับโดยไม่พูดกับใคร ๆ และในขณะนั้นก็มีคุณพ่อฉันท์ อารุณี ที่เสียชีวิตไป ๔ ปีที่แล้ว ยืนอยู่ที่ต้นสาระแอบดูคุณแม่ทองย้อย กระผมจึงถามว่า ทำไมไม่ไปหาคุณแม่ทองย้อย โกรธกันก่อนที่จะเสียชีวิตหรือ คุณพ่อฉันท์ ท่านพยักหน้ารับ จากวันนั้นก็เป็นเวลา ๙ เดือน
|
|
จนถึงวันที่คุณแม่ทองย้อยเสียชีวิต เมื่อตื่นขึ้นมากระผมก็มาเล่าให้คุณแม่ทองย้อยฟัง ท่านก็นั่งหัวเราะ คล้าย ๆ จะไม่เชื่อเรื่องความฝันของกระผม การที่กระผมจะรู้เรื่องเทพนิมิตต่าง ๆ นี้มาตลอดหลาย ๆ เรื่องก็เพราะว่า กระผมได้ปฏิบัติธรรม คือ การสวดมนต์ไหว้พระ การถือศีล ๕ การทำบุญทำทาน การทำบุญชนิดต่าง ๆ เช่น ทำบุญการบวชพระชาวเขา การสร้างศาลาพักศพ การร่วมสร้างพระอุโบสถ การสร้างศาลาการเปรียญ การทำบุญตักบาตร การทำบุญ การบำเพ็ญในสิ่งที่ดีงามนี้ กระผมได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของลุงจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ยิ่งการสวดมนต์ไหว้พระนั้น ได้กระทำและปฏิบัติตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ เพราะคุณพ่อกระผมคือ พล ต. วสันต์ พานิช อดีตท่านเคยรับราชการที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี ได้พากระผมไปฝากกับพระเดชพระคุณหลวงลุงจรัญ เมื่อครั้งกำลังสร้างอุโบสถ และเคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน สิ่งต่าง ๆ ที่ดี ๆ ในการปฏิบัติตัว กระผมได้จดจำไว้และนำมาปฏิบัติในชีวิตของกระผมตลอดมา ทำให้เกิดภาพนิมิตบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า
|
หลังจากเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพคุณแม่ทองย้อย เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ ม.ค. ๔๒ รุ่งขึ้นวันจันทร์ ๔ ม.ค. ๔๒ อาจารย์วลัยและน้องชายก็ต้องไปลอยอังคารคุณแม่ทองย้อยกันสองคน ส่วนกระผมไม่อาจจะไปร่วมได้ด้วยสาเหตุมีการเปลี่ยนแผนลอยอังคารจากเดิมจะทำในจังหวัดปทุมธานี แตกลับมาเปลี่ยนเป็นจังหวัดชลบุรี กระผมไม่สามารถลาราชการได้ทัน เนื่องจากผมมีหน้าที่รับผิดชอบต่อจากผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน สำนักบริหารทรัพยากร สำนักงานปลัดบัญชีทหาร และผู้อำนวยการกองฯ ได้ลาพักร้อนไม่อยู่ด้วย กระผมจำเป็นต้องรักษาการแทน เป็นไปตามคำสั่งที่กำหนดไหว้ จึงเป็นภาระอาจารย์วลัยและน้องชาย ซึ่งมีญาติและเพื่อนของน้องชายร่วมเดินทางไปด้วย ส่วนกระผมก็ได้อธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณคุณแม่ทองย้อยไปสู่สุคติ
|
นับตั้งแต่วันที่ ๔ ม.ค. ๔๒ เป็นต้นมาจนถึงวันที่ ๒๒ ม.ค. ๔๒ กระผมได้กลิ่นตัวคุณแม่ตลอดเวลา อบอวลส่งกลิ่นขึ้นมาข้ารงบนห้องนอนของกระผมตลอดทุกวัน จากบริเวณห้องนอนของท่านที่ใกล้กับห้องน้ำชั้นล่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีความสงสัยยิ่งนัก จนในที่สุดกระผมได้มีโอกาสได้พบกับลูกศิษย์ของอาจารย์วลัยที่เป็นอิสลาม คือ อาจารย์ เชาวลิต สุไลมานดี เป็นนิสิตปริญญาโท คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ เชาวลิต สุไลมานดี สอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนบางประกอกพิทยาคม ถนนสุขสวัสดิ์ กทม. เป็นผู้สามารถติดต่อดวงวิญญาณคุณแม่ทองย้อยได้ และทราบว่าคุณแม่ห่วงใยรักใคร่อาจารย์วลัยผู้เป็นลูกสาวมาก และห่วงใยหลาน ๆ ๒ คน ได้แก่เด็กหญิง เพ็ญจันทร์ พานิช (รุ้ง) และ ด.ช. โอกาสล พานิช (นท) มากเช่นกัน
|
|
และได้บอกว่าอาจารย์วลัยจะไม่สบายและจะมีปากเสียงกับกระผมเกี่ยวกับบุตรชาย คือ ด.ช. โอกาสล จะไปทำให้เพื่อนต้องบาดเจ็บถึงกับเลือดตกยากออกทีเดียว กระผมบอกผ่านอาจารย์เชาวลิตไปว่าคุณแม่ไม่ต้องห่วง ซึ่งคุณแม่ได้เข้าใจเจตนาของกระผม และคุณแม่ได้บอกผ่านมาทางอาจารย์เชาวลิตฯ ให้ทราบว่าจะไปจากบ้านเลขที่ ๒๙๖/๑ ซอยวิภาวดี ๔๒ เพื่อไปอยู่ในโลกแห่งวิญญาณในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ตรงกับวันพุธที่ ๓๑ มี.ค. ๔๒ เวลา ๐๖.๐๐ น. กระผมและอาจารย์วลัยจะทำบุญบ้านดังกล่าวในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มี.ค. ๔๒ เวลา ๐๗.๐๐ น. เพื่ออุทิศผลบุญให้กับเทวดา เจ้าที่เจ้าทาง แม่นางไม้และดวงวิญญาณที่อยู่รอบ ๆ บ้านให้ได้รับส่วนกุศลนี้ด้วย จึงให้อาจารย์เชาวลิตถามคุณแม่ว่าต้องการพระสงฆ์ที่จะมาสวดพระพุทธมนต์ในวันนั้นจะให้นิมนต์ที่วัดไหน ปรากฏว่าคุณแม่ต้องการให้นิมนต์พระสงฆ์ ได้แก่ พระธรรมเมธาภรณ์ (พระมหาอัมพร), พระปริยัติกวี (พระมหาประสงค์) พระพระครูวินัยธร (วันชัย) จากวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม
ชีวิตในวาระสุดท้ายของคุณแม่ทองย้อย
 |
หลังจากสามี (คุณพ่อฉันท์) ได้เสียชีวิตลง เมื่อ ๒ มิ.ย. ๓๖ เป็นต้นมา ท่านได้มาอยู่ดูแลหลาน ๆ ที่บ้านของกระผมตั้งแต่ปี ๓๗ จนถึงปี ๔๑ รวมระยะเวลา ๔ ปีเต็ม อีกทั้งท่านก็ยังเป็นผู้ช่วยเหลือกิจการในบ้านและงานครัว คุณแม่ได้แนะนำสั่งสอนการทำอาหารเป็นประจำให้กับเด็กที่รับใช้ในบ้านชื่อเตี้ย จนสามารถทำอาหารได้บ้าง คุณแม่มีโรคประจำตัว คือ โรคความดันและเบาหวาน ต้องกินยาควบคุมมาเป็นเวลาหลายปี แต่ยังไปงานสังคมพบปะเพื่อนฝูง ญาติ อยู่เสมอ เมื่อเข้าสู่วัยชราภาพ อายุ ๘๕ ย่างเข้า ๘๖ ปี ก็ได้เด็กรับใช้คนนี้ช่วยพยุงเข้าห้องน้ำ เมื่อโรคได้กำเริบขึ้นและอาการทรุดลงเรื่อย ๆ พาไปหาหมอแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ วาระสุดท้ายก็ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม เกิด แก่ จบ ตาย เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น บรรดามิตรสหายลูกหลานก็ได้ดำเนินการไปตามประเพณี ได้นำเงินที่ได้จากการร่วมทำบุญแบ่งเข้ามูลนิธิและบำรุงพระพุทธศาสนา พร้อมตั้งจิตอธิษฐานให้คุณแม่จงไปสู่สุคติ ด้วยผลบุญที่ทำไป ขอให้ลูกหลานจงอยู่อย่างมีความสุข เหตุการณ์ได้ผ่านไปเป็นปกติไม่ปรากฏวี่แววล่วงหน้าให้รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในบ้านที่เคยอยู่ จู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวขึ้น กระผมได้รายงานเหตุการณ์ให้หลวงลุงช่วยประมาณ ๒ ครั้ง (๒๙ ม.ค. ๔๒ และ ๘ มี.ค. ๔๒) เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่อนคลายลงมาตามลำดับ ซึ่งพอจะสรุปให้ทราบดังต่อไปนี้
|
|
เหตุการณ์ครั้งที่ ๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ม.ค. ๔๒ มิใช่เป็นความฝันแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนกลางคืนซึ่งเราทุกคน หมายถึงกระผม ภริยา และลูก ๆ ยังไม่หลับ เพราะเตรียมให้ลูกดูหนังสือสอบไล่ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. ก็มีกลิ่นตัวของคุณแม่ทองย้อยลอยโชยมาอยู่บริเวณหน้าห้องนอน กระผมเลยบอกอาจารย์วลัยพร้อมด้วย ด.ญ. เพ็ญจันทร์ ออกมานั่งคุกเข่าหน้าห้องนอน กระผมก็พนมมือเริ่มกล่าวคำพูดลอย ๆ ขึ้นมาว่า คุณแม่ครับ กระผมทราบว่าคุณแม่มา กระผมหวังว่าคงจะได้รับของที่กระผมทำบุญไป และขอให้คุณแม่มีความสุขกายและใจในกายทิพย์ อาจารย์วลัยก็กล่าวในใจ บอกคุณแม่ว่า ดึกมากแล้ว ขอเชิญคุณแม่ไปนอนพักผ่านในห้องนอนของคุณแม่ข้างล่าง หลังจากนั้นกลิ่นตัวคุณแม่ก็หายไปอยู่ในห้องนอนคุณแม่ข้างล่าง ภริยากระผมจึงได้ตะโกนถามเด็กรับใช้ว่า ช่วยดูซิคุณยายอยู่ในห้องหรือยัง เด็กเข้าไปดูก็พบว่าคุณยายอยู่ในห้องนอนเรียบร้อย ก็ตอบกลับไปว่าอยู่เรียบร้อยแล้ว
|
|
  
หน้าถัดไป
|