|
พระราชสุทธิญาณมงคล ได้เข้าอุปสมบทสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็น
พระภิกษุจรัญ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
(ตามหลักการนับอายุตามพระวินัย) ตั้งแต่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๑
ณ พัทธสีมา วัดพรหมบุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
ท่านตั้งใจจะลาสิกขาบทหลังจากเสร็จสิ้นการรับกฐินแล้วในปีเดียวกัน
แต่คงเป็นเพราะวาสนาบารมีเดิมที่ทำให้ไม่ถึงวาระที่จะสึก จึงเกิดนิมิตเป็นเสียงประหลาดดังขึ้นทักท้วงไว้
ท่านจึงเปลี่ยนใจออกเดินธุดงค์ในป่าก่อน แล้วกลับมาลาสิกขาบทในภายหลัง
บุญพาให้ได้พบ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์
และได้อยู่อุปัฏฐากหลวงพ่อเดิมเป็นเวลานานถึง ๖ เดือน จนกระทั่งหลวงพ่อเดิมมรณภาพ
ท่านเป็นศิษย์องค์เดียวที่หลวงพ่อเดิมถ่ายทอด วิชาคชสาร
ให้ ท่านใช้เวลาศึกษาถึง ๓ เดือน จึงได้เรียนสำเร็จ และได้ซึมซับแบบอย่างของพระที่ดีจากหลวงพ่อเดิม
ทำให้ท่านตั้งปณิธานไว้ในใจว่า จะบวชไม่สึก และจะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ในบวรพระพุทธศาสนาและสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยากต่อไป
ในปี พ.ศ.
๒๔๙๒ ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงพ่อดำ พระธุดงค์ในป่า
จังหวัดขอนแก่น ได้รับการฝึกฝนให้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน
และ ได้ศึกษาธุดงค์ภาคปฏิบัติ หลวงพ่อดำได้ให้ปริศนาธรรมในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไว้ให้หลวงพ่อคิด
และถ้าคิดได้เมื่อใด ให้ไปพบท่านได้ทันที พร้อมทั้งแนะนำให้หลวงพ่อ
เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาสติปัฏฐานสี่ทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ
|
|
หลวงพ่อสนใจที่จะศึกษาวิชา ธรรมกาย
ก่อน จึงได้ไปศึกษากับ หลวงพ่อสด ที่วัดปากน้ำ
เขตภาษีเจริญ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านฝึกอยู่นานถึง ๖ เดือน จึง
สำเร็จวิชาธรรมกาย ท่านได้ปรนนิบัติหลวงพ่อสดอย่างใกล้ชิด ทำให้
เห็นแบบอย่างที่ดี ของหลวงพ่อสด ได้แก่ การบริจาคทาน
การแผ่เมตตาช่วยผู้ทุกข์ยาก และ ท่านได้นำแบบอย่างของหลวงพ่อสดมาใช้จนทุกวันนี้
ในปี พ.ศ.
๒๔๙๕ หลวงพ่อได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี
(โชดก ญาณสิทธิ) วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งของ
เจ้าคุณพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ที่มีคำสั่งว่า
"ใครที่จะรับเป็นอุปัชฌาย์ โปรดไปเข้ากรรมฐานที่วัดมหาธาตุ"
ท่านอยู่ที่วัดมหาธาตุเป็นเวลา ๖ เดือน และได้ไปเรียนพระอภิธรรมกับ
พระอาจารย์เตชิน ชาวพม่า ที่วัดระฆัง ด้วย หลวงพ่อปฏิบัติจนได้รับเลือกให้เข้าฟังเทศน์ลำดับญาณได้
ไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง และท่านได้มีโอกาสได้ร่วมฟังเทศน์ลำดับญาณพร้อมกับหลวงพ่อสด
โดยอาจารย์พม่าเป็นผู้เทศน์ และ มีทูตมาแปลเป็นภาษาไทยให้ฟัง
|
 |
เมื่อว่างจากการศึกษาเล่าเรียนแล้ว หลวงพ่อจะออกธุงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรตามภาคต่าง
ๆ ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ระหว่างการธุงค์ หลวงพ่อได้พบครูอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาการให้หลายองค์
ได้แก่ หลวงพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ
และ ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร สำนักปฏิบัติเขาส่วนกวาง
จ.ขอนแก่น เป็นต้น ทำให้หลวงพ่อมีสมาธิกล้าแข็งขึ้น
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ พระธรรมธีรราชมหามุนี
(โชดก ญาณสิทธิ) ได้ให้หลวงพ่อไปช่วยงานที่ จ.ร้อยเอ็ด เป็นเวลา
๖ เดือน เมื่อกลับมาแล้ว ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน
เมื่อมาอยู่วัดอัมพวันแล้ว หลวงพ่อไม่ได้ออกธุดงค์อีก แต่ยังคงปฏิบัติอยู่ที่วัดอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งคิดปริศนาธรรมที่หลวงพ่อดำให้ไว้ได้ ในปลายปี พ.ศ.
๒๕๑๐ ท่านได้กลับไปพบหลวงพ่อดำบนยอดเขาภูคา จังหวัดน่าน ตามที่ได้นัดหมายไว้
ท่านพักอยู่บนยอดเขาภูคาได้ ๑ คืน จากนั้นได้เดินธุดงค์กับหลวงพ่อดำไปทางภาคเหนือ
เข้าไปทางประเทศพม่า ซึ่งท่านต้องเดินทางผ่านภูเขาหลายลูก และปักกลดอยู่บนยอดเขาอยู่หลายครั้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไม่ได้ฉันภัตตาหารอยู่นานถึง ๗ วัน เนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกัน
๗ วัน ๗ คืน ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ท่านได้เดินทางไปถึงเมืองเบกอง
และ เมืองหงสาวดี ซึ่งการเดินธุดงค์ในครั้งนี้กินเวลานานกว่า
๒ เดือน ซึ่งท่านได้รับคำสั่งสอนแนะนำแนวทางการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจากหลวงพ่อดำ
ตลอดระยะทาง และได้วิชาคชสาร ช่วยให้รอดพ้นอันตรายจากฝูงช้างป่าได้
|
จากการปฏิบัติอย่างเข้มแข็งบนพื้นฐานของความเข้าใจที่ถูกต้อง
และมีครูอาจารย์คอยแนะนำอย่างใกล้ชิด เป็นผลให้ท่านมีประสบการณ์ในการปฏิบัติสูง
และได้รู้จริงว่า ทางสายเอก ที่ควรดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์ในพระพุทธศาสนานั้นควรปฏิบัติอย่างไร
ทำให้ท่านมีความมั่นใจและมีหลักในการตรวจสอบการปฏิบัติมากขึ้น
หลวงพ่อได้เริ่มสอนลูกศิษย์ให้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน
๔ ตั้งแต่อยู่ที่วัดพรหมบุรี โดยสอนญาติโยมที่มาทำบุญในวันพระ เมื่อท่านย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน
ท่านยังคงสอนพระกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ต่อไป ลูกศิษย์ซึ่งเคยสอนที่วัดพรหมบุรี
ก็ตามมาเรียนกับท่านที่วัดอัมพวันด้วย และปีเดียวกันนี้ ท่านได้รับอนุญาตจาก
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ)
ให้เปิดสำนักวิปัสสนากรรมฐานได้
หลวงพ่อได้สอนพระกรรมฐานในวันพระที่โรงอุโบสถ ตั้งแต่เวลา
๑๓.๐๐ น. ถึง ๒๒.๐๐ น. โดยนำญาติโยมปฏิบัติศาสนพิธีในช่วงแรก เทศน์อบรมกรรมฐานให้ญาติโยมปฏิบัติเองเป็นรายบุคคล
ต่อจากนั้นจึงได้เทศน์สอบอารมณ์อีกครั้งหนึ่งตั้งแต่เวลา ๒๑.๐๐ น.
ถึง ๒๒.๐๐ น. ลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ และบางคนยังเป็นกำลังสำคัญช่วยหลวงพ่อสอนและแนะนำผู้ปฏิบัติใหม่ต่อไปอีกด้วย
ซึ่งจะขอเอ่ยนามไว้ ณ ที่นี้ ๒ ท่านคือ คุณแม่สุ่ม
ทองยิ่ง และ คุณแม่ยุพิน บำเรอจิต
เมื่อวันที่
๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงพ่อได้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
ถึงกับคอหักพับลงมาด้านหน้า แต่ท่านได้อธิษฐานจิตขอให้กลับมาใช้หนี้ในโลกมนุษย์ให้หมด
เมื่อได้ฟื้นคืนกลับมา ท่านได้ตั้งปณิธานอันแรงกล้าปรารถนาที่จะทำงานชิ้นสำคัญของชีวิต
โดยการสร้างคนให้สูงด้วยคุณธรรม ซึ่งเป็นงานจรรโลงพระพุทธศาสนา
และพัฒนาชาติไทยไปพร้อมกัน ท่านได้เริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุที่เป็นสัปปายะสำหรับผู้ปฏิบัติ
โดยเริ่มสร้างศาลาภาวนา - กรศรีทิพา แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕
และเริ่มรับผู้เข้าอบรมเป็นหมู่คณะจำนวนไม่น้อยที่แวะมาฟังธรรมบรรยายแล้วกลับไป
ผู้ที่สนใจก็กลับมาปฏิบัติในภายหลังทั้งเป็นหมู่คณะ และส่วนบุคคลในฝ่ายคฤหัสถ์
|
 |
สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ
นำโดย คุณสมพร เทพสิทธา ได้นำนักศึกษาเข้าอบรมปฏิบัติธรรมที่ศาลาภาวนา
- กรศรีทิพา เป็นคณะแรก เมื่อวันที่ ๒๐ - ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๕ และจัดอีกครั้งหนึ่งในวันที่
๒๘ - ๓๐ ตุลาคม ในปีเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติได้มีบทบาทในการนำนักศึกษาเข้าปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันหลายครั้ง
ตั้งแต่ ๒๘ - ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๖ ถึง ๑๗ - ๒๓ ธันวาคม ๒๕๒๔ โดยจัดเป็นโครงการค่ายปฏิบัติธรรมพัฒนาจิต
และ โครงการอบรมผู้นำเยาวชน และ ได้ขอความร่วมมือมายังวิทยาลัยครู
(สถาบันราชภัฎ) ต่าง ๆ ส่งอาจารย์และตัวแทนนักศึกษาเข้ารับการอบรม
โดยทางวัดอัมพวัน ได้จัดให้อบรมปฏิบัติธรรมที่โรงอุโบสถ และ ปักกลดค้างคืนบริเวณป่ามะม่วงภายในบริเวณวัด
และ ในการจัดการอบรมครั้งหลังสุด สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดค่ายพัฒนาจิตใจด้วย
สถาบันราบภัฏเทพสตรี
หรือ วิทยาลัยครูเทพสตรี สมัยนั้น
ได้นำนักศึกษาเข้ารับ การอบรมเป็นคณะที่สอง และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนนำนักศึกษาเข้ารับการอบรมหมดทุกคน
จัดเป็นรุ่น ไม่น้อยกว่าปีละ ๕ รุ่น และได้จัดติดต่อกัน ๓ ปีซ้อน
จากนั้นจึงได้จัดอบรมเฉพาะนักศึกษาใหม่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้
|
|
นอกจากนี้ยังมีสถาบันราชภัฎอื่น ๆ ตามมา ได้แก่
สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สถาบันราชภัฏนครสวรรค์ สถาบันราชภัฎธนบุรี
สถาบันราชภัฏสวนดุสิต เป็นต้น ได้นำนักศึกษาเข้ารับการอบรมพัฒนาจิตใจที่วัดอัมพวันด้วย
จนถึงปัจจุบันนี้ มีสถาบันราชภัฎพานักศึกษาเข้ารับการอบรมพัฒนาจิตใจที่วัดอัมพวัน
เป็นจำนวนถึง ๑๕ สถาบัน
ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ หลวงพ่อได้จัดโครงการสัปดาห์แห่งการปฏิบัติธรรมระดับอาจารย์ปรัชญาและศาสนา
และจัดอบรมบุคลากรหลักของหน่วยงานต่าง ๆ ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วยอาจารย์
อนุศาสนาจารย์ทั้งสามเหล่าทัพ ตลอดกระทั่งตำรวจและกรมราชทัณฑ์ คณะต่าง
ๆ นี้ได้เป็นผู้บุกเบิกนำหมู่คณะเข้ารับการอบรมพัฒนาจิตใจต่อไป จนถึงปัจจุบันนี้มีบุคลากรในกองทัพบกเข้ารับการอบรมพัฒนาจิตใจถึง
๒๑ สังกัด รวมถึงโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กองทัพอากาศ ๓ สังกัด
ได้แก่ โรงเรียนจ่าอากาศดอนเมือง โรงเรียนนายเรืออากาศ และกองบิน ๔
อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ กองทัพเรือ ๒ สังกัด ได้แก่ โรงเรียนนายเรือ และ
อนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ และข้าราชการตำรวจจาก ๘ สังกัด
ได้แก่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนตำรวจภูธรภาค ๖ และตำรวจตระเวนชายแดน
เป็นต้น
พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ได้จัดอบรมวิทยากรประจำพุทธสมาคมจังหวัดต่าง
ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยจัดอบรมปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ปีละ ครั้ง
ๆ ละ ประมาณ ๗ วัน เมื่อดำเนินการจัดอบรมปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมปฏิบัติธรรมผ่านทางพุทธสมาคมจังหวัดต่าง
ๆ
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
จัดอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยนำคณะบุคคลที่สนใจปฏิบัติธรรมเข้ารับการอบรม
และ จัดสนใจปฏิบัติธรรมเข้ารับการอบรม และ จัดอบรมทำนองเดียวกันนี้ต่อมาอีกถึง
๘ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้เป็นเจ้าภาพบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน โดยหลวงพ่อเป็นพระอุปัชฌาย์และปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
ในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนเป็นเวลา ๑ เดือน จึงลาสิกขาบท กิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนนี้
ทางยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ได้จัดต่อเนื่องติดต่อกันมาทุกปีจนกระทั่งปัจจุบัน
|
 |
กรมการศาสนา
เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่จัดอบรมร่วมกับวัดอัมพวันหลายครั้ง โดยจัดอบรมภิกษุสามเณร
เปรียญ ๓ ถึง เปรียญ ๙ ตามหลักสูตรครูสอนปริยัติ แผนกบาลีหลายรุ่น
และนำข้าราชการในสังกัดเข้ารับการอบรม ตลอดจนจัดอบรมพระวิทยากร
และพระภิกษุสามเณรจากจังหวัดต่าง ๆ ในการพัฒนากิจการคณะสงฆ์นี้
หลวงพ่อเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี ได้จัดโครงการอบรมธรรมทายาทพระนวกะ
เขตอำเภอพรหมบุรี ในช่วงเข้าพรรษา ติดต่อกันถึง ๑๒ ครั้ง นอกจากนี้ยังรับหมู่คณะพระภิกษุ
สามเณร เข้ารับการอบรมอีกด้วย เช่น มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
และพระธรรมจาริกภาคเหนือวัดศรีโสดา |
|