|
ดิฉัน ได้มีโอกาสมากราบหลวงพ่อจรัญเมื่อประมาณ
๗ ปีที่แล้ว ด้วยแรงดลใจจากหนังสือกฎแห่งกรรม
ซึ่งมีพี่สาวที่ทำงานอยู่กรมทางหลวง นำมาให้อ่าน ดิฉันจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อท่านมากขึ้น
ดิฉันขอให้พี่สาวช่วยสอบถามผู้ที่รู้ว่า "วัดป่ามะม่วง
และ หลวงพ่อองค์นี้มีจริงหรือไม่" อยากจะหาโอกาสไปกราบท่าน
ดิฉันได้ทราบว่า หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
เมืองสิงห์บุรี เป็นองค์เดียวกับหลวงพ่อวัดป่ามะม่วง
ดิฉันเกิดความปีติยินดีมาก คิดว่าต้องไปกราบท่านให้ได้ ประกอบกับช่วงนั้น
ลูกสาวคนโตของดิฉันจะไปศึกษาปริญญาโทต่อที่ประเทศอังกฤษ ดิฉันได้ถือโอกาสนี้ขอร้องให้สามีช่วยขับรถไปที่วัด
เนื่องจากสามีเป็นคนไม่ชอบเข้าวัด และไม่เลื่อมใสหลวงพ่อองค์ใดเลย
แต่ก็น่าแปลกใจที่ยอมพาไปกราบท่าน ตอนที่ไปกราบท่านครั้งแรก ดิฉันเห็นท่านเหลือบมอง
แต่พอเรียนถามอะไร ถ่านก็ตอบแบบดุ ๆ (ด้วยความรู้สึกในตอนนั้น) ตอนแรกก็เกิดท้อใจว่าเราตั้งใจมากราบท่าน
และ อยากให้ท่านเมตตา อาจเป็นบุญของดิฉันและครอบครัวที่จะได้ท่านเป็นที่พึ่งต่อไปในภายหน้า
จึงเหมือนมีแรงบันดาลใจ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์บอกว่า ต้องพยายามไปกราบท่านอีกให้ได้
 |
จากนั้นดิฉันได้มีโอกาสไปกราบท่านอีก
๒ ครั้ง พอดีมีเพื่อนโทรมาชวนให้ไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ที่วัดอัมพวัน
๓ วัน ตอนแรกดิฉันอยากจะบอกยกเลิกกับเพื่อน แต่ก็แปลก เหมือนมีบางสิ่งเตือนว่า
"อย่านะ ต้องไปปฏิบัติให้ได้"
ก็เลยตัดสินใจไป |
นับจากวันที่ไปปฏิบัติกรรมฐาน ดิฉันคิดว่าต้องพยายามไปกราบให้ท่านเมตตาให้ได้
พอไปถึงวัด คนทางวัดบอกว่าท่านอยู่ที่กุฏิ ดิฉันก็พาลูก ๆ ขึ้นไปกราบท่าน
ส่วนสามีเป็นคนเฉย ๆ ไม่ค่อยสนใจ จึงนั่งคอยอยู่ด้านนอก วันนั้นหลวงพ่อท่านต้องขึ้นไปอบรมเด็กที่ศาลาใหญ่
ประกอบกับมีญาติโยมไปรอทราบท่านเป็นจำนวนมาก ท่านจึงเลี่ยงเดินลงทางด้านประตูหลัง
เดินอ้อมไปทางด้านหน้ากุฏิ คนข้างนอกก็ก้มลงกราบท่าน รวมทั้งสามีดิฉันด้วย
พอขึ้นรถจะกลับบ้าน สามีบอกดิฉันและลูกว่า
"รู้ไหม ตอนหลวงพ่อเดินผ่านด้านหน้ากุฏิ ท่านเดินมาจับมือรับไหว้
และ พูดอะไรด้วย แต่ฟังไม่ถนัด" ทำให้สามีดิฉันเกิดความปีติเป็นอย่างมาก
|
พอดิฉันและลูกสาวทั้งสอง ได้ฟังก็รู้สึกใจไม่ดี
เหมือนมีลางสังหรณ์ว่า การที่หลวงพ่อท่านจับมือครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องดี
เพราะเท่าที่อ่านหนังสือกฎแห่งกรรมมา ทราบว่าบุคคลที่หลวงพ่อท่านทัก
บางทีเป็นการที่หลวงพ่อท่านแผ่เมตตา ให้ผู้มีเคราะห์กรรม ดิฉันจึงบอกสามีว่า
"บางทีท่านอาจแผ่เมตตาให้พ่อ อาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้
ท่านอาจจะเห็นอะไร ต้องระวังไว้บ้างนะ"
หลังจากนั้นไม่นาน เคราะห์กรรมก็เกิดขึ้นในครอบครัวของดิฉัน
ปรกติสามีจะเป็นคนดี ไม่เที่ยว ไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่ม เพื่อน ๆ คนรอบข้าง
และ ญาติชมอยู่เสมอ แต่คงเป็นกรรมของสามีดิฉัน วันหนึ่งก็อ่านหนังสือพิมพ์เจอเพื่อนหญิงสมัยเรียนมัธยมปลาย
ที่เคยเรียนอยู่ต่างจังหวัดด้วยกันว่า เพื่อนหญิงคนนี้เป็นคนเก่ง มีชื่อเสียงด้านการโรงแรม
อยู่จังหวัดชายทะเลภาคตะวันออก ประจวบกับช่วงนั้นดิฉันมีเหตุต้องไปลอยอังคารพี่ชายที่จังหวัดนั้นพอดี
สามีก็ชวนลูกสาวกับดิฉันออกไปหาเพื่อนหญิงคนนั้น รับประทานอาหารเย็นที่โรงแรมของเธอ
ดิฉันก็ไม่คิดอะไรมาก เห็นว่าเป็นเพื่อนนักเรียนธรรมดาที่เคยเรียนด้วยกัน
จากวันนั้นสามีก็เริ่มติดต่อโทรศัพท์หาผู้หญิงคนนี้ โดยทางครอบครัวก็รับทราบ
ดิฉันกับลูกสาวก็สังหรณ์ใจว่าอาจมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา
เนื่องมาจากผู้หญิงคนนี้
เนื่องจากลูกสาวคนโตมีโครงการจะไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ
ผู้หญิงคนนี้คงยังติดต่อกับสามีดิฉัน และเสนอสามีฉันว่า เธอมีเพื่อนทำงานแนะแนวเรื่องการศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ
จึงนัดสามีดิฉันให้พาลูกสาวไปสอบถามเรื่องเรียนต่อกับเพื่อนของเธอ
พอเสร็จธุระ สามีก็พาลูกมาส่งบ้านพร้อมผู้หญิงคนนี้ และขอไปรับประทานอาหารเย็นต่อกับผู้หญิงคนนี้
และ เพื่อน ๆ ของเธอ ลูกสาวดิฉันมักเป็นคนมีลางสังหรณ์ที่แม่น บอกกับดิฉันว่า
"ผู้หญิงคนนี้ มีอะไรแปลก ๆ อาจมาทำลายครอบครัวเรา
คงไม่ใช่เพื่อนนักเรียนธรรมดากับพ่อ" ดิฉันก็ยังไม่วิตกอะไรมาก
คิดว่าสามีคบหากับผู้หญิงคนนี้ก็เปิดเผยให้ครอบครัวรับทราบ
หลังจากวันนั้น สามีดิฉันก็เกิดอาการซึมเศร้า เริ่มนอกใจไม่สนใจทำงาน
ดิฉันต้องรับผิดชอบธุรกิจที่ทำอยู่คนเดียว มีปัญหาทะเลาะระหองระแหงกันตลอด
บางครั้งดิฉันก็คิดถึงขนาดจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง อาจเป็นเพราะดิฉันก็เป็นคนเจ้าอารมณ์
โมโหง่าย เนื่องจากเป็นลูกสาวคนเดียวในจำนวนพี่น้อง คุณพ่อคุณแม่ท่านจึงตามใจ
บางครั้งก็คิดประชดชีวิตตัวเอง แต่ก็หักห้ามใจไว้
 |
วันหนึ่งดิฉันพยายามชวนสามีให้พาดิฉันและลูกไปหาหลวงพ่อจรัญอีกครั้ง
และ ได้กราบเล่าเรื่องความเป็นมาของปัญหาครอบครัวให้ท่านฟัง
ท่านซักถามเรื่องราวกับดิฉันและลูก ลูกสาวคนโตเสียใจเรื่องพ่อมาก
น้ำตาไหลเต็มหน้า ซึ่งถือว่าเป็นบุญของลูก ท่านเมตตารับลูกสาว
๒ คนให้เป็นลูกท่าน ดิฉันเกิดความปีติมาก ท่านเตือนดิฉันว่า
"ทำอะไรให้ใจเย็น ๆ มันเป็นเวรกรรม ความจริงสามีเป็นคนดี"
ดิฉันไม่คิดมาก่อนว่าหลวงพ่อจะเมตตาเราขนาดนี้ จึงคิดว่าเพราะความตั้งใจแน่วแน่ของดิฉัน
ที่จะมากราบท่านจนท่านเมตตา และ อาจาเป็นเพราะท่านต้องการลองใจเราก่อนก็เป็นได้ว่า
มีความอดทน ตั้งใจ เลื่อมใสศรัทธาท่านแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันได้เตือนเพื่อน
ๆ และคนรู้จักหลายคนที่เคยมากราบท่านแล้วว่า ท่านดูจากความตั้งใจและศรัทธาของคนมา
ไม่ได้เลือกที่จะคุย หรือ เมตตาเฉพาะแต่คนมีเงิน เพราะตัวดิฉันเองก็ไม่เคยทำบุญ
ถวายเงินท่านมากมาย ท่านยังเมตตาขนาดนี้ ถ้าใครมีทุกข์ก็จะตักเตือน
แผ่เมตตา และ ให้หลักธรรมไปปฏิบัติ เพื่อจะได้ยอมรับกับกรรมที่ทำมา
|
ดิฉันเองได้พยายามชวนลูกและสามีไปวัดเป็นประจำ จนตอนหลังสามีไปติดพันกับผู้หญิงคนนี้มาก
ไม่ยอมพาไปและทิ้งครอบครัวไปเกือบ ๒ ปี ลูกสาวคนโตก็ไปเรียนต่อแล้ว
ช่วยนี้ดิฉันก็พาลูกสาวคนเล็กไปกราบท่านเสมอ จนครั้งหนึ่งท่านพูดว่า
"มันเป็นเวรกรรมนะ อย่าไปทำอะไรเค้านะ เค้าไม่ได้โดนอาคมใครหรอก
ถ้าเค้าไม่เป็นอย่างนี้เค้าต้องตายรู้ไหม" "จากเป็นยังดีกว่าตาย
ปล่อยเขาไปสักพัก หมดเวรก็จะกลับมาเอง ให้อดทน พยายามปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของเขาอีกทั้งท่านยังให้กำลังใจให้กลับไปประกอบธุรกิจเองให้ได้
ดิฉันนึกย้อนเหตุการณ์ดู รู้สึกว่าหลวงพ่อมีญาณวิเศษ
รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ เพราะวันนั้นเพื่อนดิฉันได้พาไปหาหมอไสยศาสตร์
ที่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีอันเป็นไปก่อนที่จะเดินทางไปหาท่านที่สิงห์บุรี
ดิฉันคิดถึงคำสอนของหลวงพ่อที่สอนไว้ เลยไม่คิดจะทำพิธี เพราะไม่อยากจองเวรกรรมกันต่อไป
ท่านก็ได้ทักเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไปกราบท่าน ทำให้ดิฉันและลูกศรัทธาท่านมากขึ้นอีก
ดิฉันคิดว่า ทำธุรกิจคนเดียวไม่ไหว ลูกคนเล็กยังเรียนปริญญาตรีอยู่
จึงไปเรียนถามท่านว่าจะให้ลูกคนโตกลับมาช่วยงาน ท่านเตือนว่ายังไงก็ต้องส่งให้เรียนให้จบโท
ท่านไม่ให้กลับ ให้ดิฉันอดทนทำธุรกิจต่อไปซึ่งท่านว่าทำได้ ท่านถามลูกสาวคนเล็กว่า
จะเรียนโทต่อไหม ลูกตอบว่า "จะเรียนเจ้าค่ะ"
ท่านยิ้ม ๆ แล้วบอกว่า เรานะจะเรียนก็ได้ แต่ให้เรียนในเมืองไทย
ไม่ต้องไปนอก ลูกสาวยังตอบกลับไปว่า "หนูอยากไปเมืองนอกเหมือนพี่"
หลวงพ่อท่านเลยว่า "เอ็งอยากไปก็ตามใจ"
แล้วไม่ว่าอะไรต่อ
ต่อมาดิฉันและลูกจึงตีความออกว่า ท่านพูดไว้เป็นนัยนั้นเป็นความจริง
อีกปีกว่า ๆ ต่อมา ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ค่าเงินบาทอ่อนตัวมาก ช่วงไอ
เอม เอฟ คนเรียกลูกหลานที่อยู่เมืองนอกกลับมากันมาก ประกอบกับปัญหาครอบครัวยังไม่คลี่คลาย
ทำให้ลูกคนเล็กไม่ได้ไปต่อโทที่เมืองนอก |
 |
ตอนมีเรื่องใหม่ ๆ เคยกราบเรียนถามท่านว่า
สามีจะหายไหมคะ ท่านว่าหายแต่อีก ๓ ปีกว่า ๆ ในใจก็คิดว่านี่ก็เกือบ
๒ ปีแล้วยังไม่มีอะไรดีขึ้น ช่วงนั้นนึกในใจอยากจะทำไม่ดีหลายครั้ง
แต่ทุกครั้งก็แปลกเหมือนท่านรู้ พอเจอท่านก็จะตักเตือนอยู่ตลอดว่า
ขอให้ขายดี ๆ นะ ขายได้หมดทุกอย่าง แต่ตัวต้องเก็บไว้ ซึ่งท่านก็ให้กำลังใจตลอดมา
|
ปี ๔๐ ท่านก็บอกลูกว่า ให้ไปเรียกพอกลับบ้านได้แล้ว
ลูกคนเล็กเรียนจบจะรับปริญญา สามีจะมางานรับปริญญาลูก จะกลับมาอยู่บ้าน
พร้อมทั้งลูกคนโตก็จบโท กลับมาอยู่บ้านพร้อมกันอีกครั้ง แต่เวรกรรมยังไม่หมด
สามีกลับมาบ้านแต่ก็ยังปฏิบัติตัวแปลกแยก และอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ทำให้เกือบจะเลิกกันอีก
แต่คงเป็นเพราะเมตตาที่หลวงพ่อแผ่ให้ และการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ดิฉันเป็นคนใจเย็นและมีเหตุผลมากขึ้น
คิดก่อนทำ และอดทนจนเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านไปด้วยดี อีกราว ๒ ปีต่อมา
สามีจึงกลับมาเป็นปกติ ทำให้ครอบครัวกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งรวมเวลาที่มีเรื่องเกิดขึ้นมาก็ประมาณ
๕ ปี
ดิฉันอยากฝากเรื่องราวของครอบครัวดิฉันไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า
การครองเรือนนั้น ผู้หญิงเรา ต้องอดทน
และ ให้อภัยซึ่งกันและกัน อย่าถือทิฐิเอาชนะกัน ไม่ประชดชีวิตด้วยการมีสามีใหม่
ฆ่าตัวตาย หรือ ฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะทำให้ต้องจองเวรกรรมกันต่อไปอีก
ควรนึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ท่าน และการทำวิปัสสนากรรมฐาน
ก็เป็นเพื่อทางใจยามทุกข์ได้มาก จะผ่อนหนักให้เป็นเบาลงได้ อย่ายึดอบายมุขเป็นที่พึ่งยามทุกข์
ขอให้ตั้งใจสวดมนต์ ทั้งพาหุงมหากา และ อิติปิโสเกินอายุหนึ่งจบ และ
ปฏิบัติธรรม
 |
ดิฉันขอกราบระลึกถึงพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อ
ที่ท่านมีต่อครอบครัวของดิฉัน ทำให้ดิฉันสามารถดำรงตนอยู่ในศีลในธรรมได้
จนครอบครัวกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง |
ขอให้หลวงพ่อท่านมี อายุ วรรณะ สุขะ พละ อยู่เป็นร่มโพธิ์ของศาสนิกชนทั่วไปอีกนานเทอญ...
|