|
ผู้เขียน เป็นคนไทยคนหนึ่งที่นับถือพระพุทธศาสนาตามทะเบียนบ้าน
เหมือนอย่างคนไทยอีกหลายคน มีความรู้ที่บอกกล่าวกันมา และจากระบบการศึกษาในโรงเรียน
เพื่อสอบเอาคะแนนเท่านั้น ตอนเป็นเด็กชอบไปกราบพระธุดงค์ที่มาปักกลดที่หาดทราบ
หรือ สนามหญ้าหน้าโรงพัก สนใจเครื่องรางของขลัง เพราะคุณพ่อเป็นตำรวจ
ที่มีของดีติดตัว และ มีวิชา ได้ฟังคุณแม่เล่าว่า "พ่อเองเขาเรียนวิชากับหลวงพ่อเทศ
วัดสระทะเล และท่านเจ้าคุณเช้า วัดโพธิ์ กับหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว
เป็นญาติทางย่าเอง" ทั้งสององค์นี้คุณแม่ของผู้เขียนเคยพาไปกราบท่านมาแล้ว
และหลวงพ่อกันก็ให้เหรียญ ร.๕ หนึ่งอัฐ ร.ศ. ๑๒๒ พร้อมจารให้ด้วย
 |
สมัยเรียนมัธยมปลาย เคยทำหน้าที่นำสวดมนต์หน้าเสาธง
นำร้องเพลงชาติ นำสวดมนต์ทุกบ่ายวันศุกร์ คือ บทพุทธคุณ ธรรมคุณ
สังฆคุณ และ พาหุง พร้อมสวดบททำนองสรภัญญะด้วย ทุกวันนี้ก็ยังพอจำได้
รวมทั้งนำสวดวันไหว้ครู (ปาเจราฯ) ด้วย |
ตอนบวชก็บวชตามประเพณี (ไม่ถึงเดือน) แต่ก็หุงสุก
และให้พรเป็น แค่นั้นเอง แต่ก็ภูมิใจที่ขานนาคได้เสียงดังชัดเจน
ไม่ต้องให้พระท่านบอกบท (เพราะตั้งใจบวช แต่ไม่เข้าใจ) ไม่ได้เรียนรู้อะไร
ได้แต่ห่มผ้าตามเขาบอก และออกบิณฑบาตทุกเช้า |
ผู้เขียนไม่มีความลึกซึ้งในธรรมะดังที่กล่าวแล้วข้างต้น
แต่ก็ชอบที่จะไปพบพระ หาหลวงพ่อต่าง ๆ เหมือนอย่างที่คนไทยทั่วไปประพฤติปฏิบัติกัน
มิได้ไปพบพระเอาพระมาไว้ในใจ มิได้ไปวัดเพื่อให้ได้ วัตถุธรรม วัดใจ
วัดอารมณ์ เหมือนอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญท่านสอนสั่ง เมื่อทำงานแล้ว
คุณแม่ก็ยังไปกราบนมัสการหลวงพ่อฮวด วัดหัวถนนใต้ ซึ่งคุ้นเคยกับทางบ้าน
เพราะญาติทางแม่อยู่หัวถนนใต้ ญาติทางพ่ออยู่หัวถนนเหนือ ท่านก็จ้องหน้าแล้วให้เหรียญเป็นที่ระลึก
ครั้นไปทำงานต่างจังหวัดประสบปัญหาเคยไปกราบนมัสการเรียนถามหลวงปู่เหมือน
วัดกำแพง ชลบุรี ท่านก็ให้สติข้าพเจ้าว่า มันเป็นกรรมเก่าต้องอดทน
แล้วท่านก็พรมน้ำมนต์และให้พระมาเป็นที่ระลึก เรื่องทรงเจ้า ผู้เขียนเองก็สนใจ
ตอนนั้นมีปัญหาหนักมาก แต่ก็รอดมาได้อย่างไรไม่รู้ เพื่อนพาไปหาเจ้า
เจ้าบอกว่า เอ็งนี่รอดตายมาได้อย่างไร? แล้วถามว่าอยากรู้ไหม? ก็บอกว่าอยากรู้
เอ็งต้องมาเป็นร่างทรง ก็เลยไม่อยากรู้ แต่ปกติแล้ว ผู้เขียนก็ไหว้พระสวดมนต์
โดยเฉพาะ บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จนถึงพาหุงมหากา เป็นประจำแต่ไม่สม่ำเสมอ
และเป็นการสวดตามปกติจบเดียว รวมทั้งพระคาถาชินบัญชรด้วย จนเมื่อมาพบหลวงพ่อจรัญ
ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า ที่เรารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ ก็เนื่องด้วยอานิสงส์อันนี้นี่เอง
นับตั้งแต่ผู้เขียนมาเข้าวัดปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน
เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๕ ได้ฟังพระเดชพระคุณ
หลวงพ่ออบรมสั่งสอน เกิดความประทับใจในคำสอน แล้วก็ไม่เคยไปวัดไหนเป็นประจำอีกเลย
ผู้เขียนได้รับความรู้หลายอย่าง ตั้งแต่ พระพุทธศาสนา ประเพณี
วัฒนธรรม เพิ่งจะถึงบางอ้อ ว่าแท้จริงแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งมาก
มีปัจจัยประกอบที่แยบยล มิใช่มีความหมายเพียงแค่ที่เราท่องจำเอาคะแนน
เช่น ทำดีได้ดี ผู้เขียนเคยมั่นใจว่า เราทำดี ไม่เอาเปรียบ ไม่โกงกิน
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ถูกต้องแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่ใช่เพราะการกระทำดังกล่าว
ต้องมีปัจจัยประกอบ ดังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอนญาติโยมว่า
"ทำดี ต้องถูกตัวบุคคล ถูกเวลา ถูกสถานที่
(อย่าไปตรงทางโค้ง เดี๋ยวรถจะตกถนน) และทำดีต้องเสมอต้นเสมอปลาย"
และยังสอนอีกว่า "ทำความดีต้องมีอุปสรรค
ทำความดีต้องลงทุนด้วยความลำบาก" นี่คือสิ่งที่ได้รับจากหลวงพ่อจรัญ
|
 |
จากประสบการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนได้จัดกลุ่มของพระสงฆ์
ที่ได้ยินได้ฟัง หรือพบเห็น เป็นกลุ่มดังนี้
๑. กลุ่มอิทธิฤทธิ์
ซึ่งมักจะเรียกรวม ๆ ว่า เกจิอาจารย์ พระสงฆ์กลุ่มนี้จะมีวิชาคาถาอาคมขลัง
จะเป็นพระที่พูดน้อย เคร่งขรึม มีตบะ และสายตามีอำนาจ แต่ก็แฝงด้วยเมตตา
ญาติโยมนิยมไปกราบไหว้ขอความช่วยเหลือให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ขอบารมีคุ้มครอง
ขอเครื่องรางของขลัง ขอน้ำมนต์ ขอให้เป่ากระหม่อม เป็นต้น
๒. กลุ่มปฏิบัติ หรือที่เรียกวันว่า
พระสายปฏิบัติ หรือ พระป่า พระสงฆ์กลุ่มนี้ จะมีบุคลิกลักษณะคล้ายหรือเหมือนกลุ่มแรก
คำสอนของท่านเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ต้องพิจารณาใคร่ครวญ ท่านสอนเหมือนกับไม่ได้สอน
การเคลื่อนไหวร่างกายทุกอิริยาบถ เรียบร้อยงามตา น่าเลื่อมใส เน้นเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เมื่อปฏิบัติได้จริง รู้จริง ก็นำมาสั่งสอนประชาชนทั่วไป (ตามแนวทางพระพุทธเจ้า)
บางองค์ท่านรู้แล้วก็เพียรปฏิบัติต่อไปมิได้ออกมาสั่งสอนผู้ใด (ตามแนวทางพระปัจเจกพุทธะ)
ญาติโยมนิยมไปทำบุญ ไปฟังธรรม ไปปฏิบัติ
๓. กลุ่มเรียน จะเป็นพระนักพูด นักเขียน
และ นักวิจารณ์
เป็นที่น่าประหลาดใจ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของพวกเรา
ท่านมีคุณสมบัติครบทุกกลุ่ม กล่าวคือ
ในด้านอิทธิฤทธิ์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อมีครูบาอาจารย์แนวนี้หลายองค์
อาทิ หลวงพ่อเดิม หลวงพ่อจง หลวงพ่อจาด หลวงพ่อลี และอีกหลายองค์ หลวงพ่อเคยเป็นหมอดู
โดยใช้กระจกวิเศษ ที่ดูแม่นดุจตาเห็น (คนรุ่นเก่ายังมีชีวิตอยู่เป็นพยานได้หลายคน)
แต่ในที่สุดหลวงพ่อก็เลิก และทิ้งกระจกนั้นลงสระน้ำหน้าวัดพรหมบุรี
ด้วยเหตุผล มีคนได้ คนเสีย หลวงพ่อบอกว่า
การเสกผ้าอาบเป็นกระต่ายวิ่งได้ก็จริง แต่เดี๋ยวมันก็กลับเป็นผ้าอาบเหมือนเดิม
น้ำมันมนต์ของหลวงพ่อช่วยคนเจ็บ คนป่วยมามากมาย บ้างก็กิน บ้างก็ทา
หรือแม้แต่พระเครื่องของท่านที่ชื่อ "พระพุทธนฤมิตโชค" ก็เลื่องชื่อ
จนมีการทำเลียนแบบและจำหน่ายตามแผงพระและโฆษณาในหนังสือ ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อไม่เคยเน้นหรือพูดถึง
หลวงพ่อมักพูดให้สติอยู่เสมอว่า "ความขลัง ของอาจารย์ เป็น
ความคลั่ง ของลูกศิษย์ ไม่เป็นมิตรกัน"
 |
ในด้านปฏิบัติ
หลวงพ่อได้พบครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ หลวงพ่อในป่า หรือ
หลวงพ่อดำ ซึ่งหลวงพ่อฝึกฝนปฏิบัตินานนับสิบปี จนได้ผลและขบปริศนาธรรมของท่านแตก
จึงไปพบท่านที่เขาภูคา จังหวัดน่าน และเดินธุดงค์จนถึงหงสาวดีเป็นเวลาหลายเดือน
หลวงพ่อปฏิบัติจริง และ ได้ผลจริง
เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงแล้วจึงมาแนะนำสั่งสอนประชาชน เห็นหนอของหลวงพ่อราคาหลายล้าน
|
|