|
ท่านนายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ พ่อพระของชาวสิงห์บุรี
เป็นท่านหนึ่งที่สร้างบุญกุศลร่วมกับรวงทอง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา
คือช่วงเวลาที่รวงทองสร้างวัด ท่านเชื่อเรื่องกรรมเรื่องบาปว่ามีอยู่จริง
เหมือนเงาของเราเอง ท่านจึงเขียนเรื่องราวให้ลงในหนังสือเล่มนี้เพื่อเผยแพร่ให้ทุกท่านแลเห็นผลของกรรมเวรอย่างชัดเจนในบท
ธรรมโมภาส ซึ่งกล่าวถึงการประกอบกุศลผลบุญในชีวิตรวงทอง
 |
ขอขอบพระคุณในความกรุณาของท่านที่มีเจตนาชี้แนวทางอันเป็นประโยชน์ยิ่ง
โดยใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านเป็นเครื่องยืนยัน น.พ. สมหมาย
ทองประเสริฐ |
ยิงกระทิง ผมชื่อสมหมาย
ทองประเสริฐ เกิด ๒๗ ธันวาคม ๒๔๖๔ ขณะนี้อายุได้ ๘๐ ปี สำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิต
และแพทยศาสตร์บัณฑิต เคยรับราชการดังต่อไปนี้
ปีแรกที่สำเร็จเภสัชศาสตร์บัณฑิต รับราชการเป็นอาจารย์อยู่คณะเภสัชศาสตร์
๑ ปี แล้วกลับมาเรียนแพทย์ต่อที่ศิริราช หลังจากสำเร็จแพทย์แล้ว ผมได้ไปทำงานที่สถานเสาวภา
๑ ปี เนื่องจากสนใจในการค้นคว้าพิษสุนัขบ้าและพิษงู ต่อมาได้กลับมาเป็นแพทย์ประจำอยู่โรงพยาบาลศิริราชอีก
๓ ปี ฝึกฝนทางด้านศัลยกรรม และไปรับราชการที่โรงพยาบาลตำรวจได้ ๘ เดือน
ก็ลาออกมาเข้ารับราชการในกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เริ่มก่อสร้างโรงพยาบาลสิงห์บุรี
และทำการเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๙๘
พ.ศ.๒๕๑๘ เลื่อนขึ้นเป็นนายแพทย์ใหญ่จังหวัดสิงห์บุรี
ลาออกจากราชการเมื่อ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ขณะนี้เป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธารณสุข
|
กระผมมีความเชื่อในกฎแห่งกรรม
ซึ่งกระผมได้มีประสบการณ์ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นบาปกรรมที่กระผมยังจำได้ติดตามจนทุกวันนี้
ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่
๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๕ กระผมไปล่าสัตว์ที่บ้านบ่อไทร อ.นาเฉลียง จังหวัดเพชรบูรณ์
ต้องเดินข้ามเขาไปอีก ๒ ลูก ซึ่งเมื่อครั้งนั้นป่ายังทึบมาก เมื่อไปถึงจุดที่นั่งล่าสัตว์
พรานก็ให้ผมอยู่กับนายแพทย์ที่เป็นลูกน้อง นั่งอยู่กัน ๒ คน ในระหว่างโพรงของรากต้นไม้ใหญ่ห่างจากที่นั่งไปประมาณ
๒๐ เมตร มีซับน้ำสำหรับสัตว์ลงมากินน้ำ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๘.๐๐
น. นั่งอยู่ได้สักพักหนึ่งก็มีสัตว์วิ่งลงมาจากเนินเขา แผ่นดินสะเทือน
ผมก็ค่อยๆ ชะโงกขึ้นดู เห็นกระทิงตัวใหญ่ตัวเดียวกำลังค่อยๆ เดินไปหาน้ำซับ
ผมก็สะกิดนายแพทย์ผู้ช่วยว่าพอกระทิงเดินเลยโพรงไม้ไป ให้ช่วยกันยิงตรง
โคนขาหน้า พวกป่าเรียกว่า ตรงรักแร้แดงเพราะจะถูกหัวใจพอดี
พอกระทิงเดินเลยไปได้จังหวะผมกับผู้ช่วยก็ยิงที่เดียวกัน คนละนัดเข้าตรงเป้าพอดี
กระทิงวิ่งพุ่งผ่านโพรงไม้ที่ผมซ่อนอยู่ขึ้นไปบนเนินชนกอไผ่ และก็หวนกลับลงมาคู้เข่าหน้าอยู่ห่างผมประมาณ
๑๐ เมตร ผมดูหน้ากระทิงขณะนั้นรู้สึกกลัวมากเพราะเพิ่งเคยยิงเป็นครั้งแรก
กระทิงคู้เข่าหน้าหันหน้ามาทางผม เลือดไหลจากทางจมูกปากเต็มไปหมด โดยเฉพาะตาของกระทิงน่ากลัวมาก
สีเขียวปั๊ดและมองอย่างอาฆาต ผมกับผู้ช่วยก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรเพราะมืดพอดี
จะกลับเองก็ไม่รู้ทางต้องนั่งเฝ้าอยู่เช่นนั้นจนสว่างไม่ได้นอนทั้งคืน
พอรุ่งขึ้นพรานก็พาพวกมาหลายคน บอกว่าได้ยินเสียงปืนน่าจะได้กระทิง
พวกพรานก็แล่เนื้อไปกิน ส่วนผมก็เอาหัวย่างไฟกับมาบ้าน
พ.ศ.๒๕๐๖ น้องชายผมก็รถคว่ำ
เสียชีวิตตรงปากทางที่เข้าบ้านบ่อไทรพอดี ทำให้ผมนึกถึงสายตาอันอาฆาตของกระทิงว่าอาจจะมาเอาชีวิตน้องชายผมก็เป็นได้
ยิงตานก ครั้งที่ ๒ ระหว่าง
พ.ศ.๒๕๐๕ ถึง พ.ศ.๒๕๑๐ เวลาบ่ายๆ วันหยุด ไม่มีคนไข้ ผมก็ชอบถีบจักรยานไปตามถนนสายสิงห์บุรี-ลพบุรี
พร้อมกับปืนลูกกรดยาว เที่ยวยิงนกไปเรื่อยๆ พร้อมกับลูกน้อง ขี่จักรยานตามไปอีก
๑ คน เนื่องจากผมเป็นยิงปืนค่อนข้างแม่น อยู่มาวันหนึ่งผมกับลูกน้องก็ออกไปยิงนกกันอีกตามข้างถนน
จะมีต้นตาลสูงมากอยู่เรียงรายไป พอไปถึงต้นตาลต้นหนึ่งสูงมาก มีอีแร้งเกาะอยู่บนก้านใบตาล
๑ ตัว ลูกน้องผมก็ท้าผมว่าถ้ายิงแม่นจริงก็ให้ยิงเข้าตาอีแร้งให้เขาดู
ผมกำลังคะนองไม่ได้คิดถึงบาป ก็ยกปืนเล็งไปที่ตาอีแร้งข้างขวา ปรากฏว่าผมยิงเข้าตาอีแร้งข้างขวาพอดี
ทะลุสมองหล่นมาตาย ผมก็ไม่ได้คิดอะไรในเรื่องนี้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐
ผมเข้าไปเที่ยวป่าที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี กลางคืนก็เดินกันเข้าไปในป่า
บังเอิญวันนั้นโชคร้าย ผงขี้เลื่อยปลิวเข้าตาข้างขวาผมพอดี รู้สึกเคืองมาก
แต่อยู่ในป่าจะกลับกลางคืนก็ไม่ได้ต้องอยู่จนรุ่งเช้า ผมก็ใช้น้ำที่รับประทานล้างตาเป็นระยะๆ
เพื่อลดความเคืองของตา พอเช้าผมก็รีบกลับมาโรงพยาบาล ทำการล้างตาและหยอดตาทั้งยาชาและยาแก้อักเสบ
อาการก็ไม่ดีขึ้น ผมก็ให้หมอดูหลายคน ทุกคนบอกว่าไม่เป็นไรนอกจากเคืองเท่านั้น
แล้วก็ให้ยาหลอดและรับประทานอาการก็ไม่ดีขึ้น ทั้งเคืองทั้งปวด ผมก็ไปหาเพื่อนหมอตาที่ศิริราช
ตรวจก็บอกว่าไม่เป็นไรทุกทีส่วนตาผมทั้งปวดเคืองและค่อยๆ มัวขึ้นจนบอดสนิท
รักษาไม่ได้ทำให้ผมระลึกถึงการยิงเข้าลูกตาของอีแร้ง ก็เป็นการรับกรรมที่ได้ไปทำเขา
ท่านผู้อ่านได้อ่านเรื่องนี้แล้ว โปรดได้คิดพิจารณาให้ถ่องแท้
เพราะเป็นเรื่องจริงที่ผมประสบมา ขอทุกท่านอย่าได้ก่อกรรมทำเวรกับสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายเลย
ยิงลูกชะนี ครั้งที่ ๓
ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๐ เดือน เมษายน ๒๕๑๐ ผมกับคณะพากันเข้าไปล่าสัตว์ในป่าลำขาแข้งที่
อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งไปกันเป็นประจำทุกปี ก่อนผมเข้าป่าน้องสาวผมบอกว่าอยากได้ลูกชะนีมาเลี้ยงสัก
๑ ตัว ผมก็รับคำว่าจะพยายามหามาให้
เมื่อผมเข้าไปตั้งแค้มป์ในป่าเรียบร้อยแล้ว ผมกับพวกก็ออกไปล่าสัตว์กันตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเย็น
แล้วกลับมานอนแค้มป์เช่นนี้ทุกวัน วันสุดท้ายที่รุ่งขึ้นจะกลับ ผมก็นึกได้ว่าน้องสาวสั่งเรื่องลูกชะนี
ผมจึงบอกพวกพรานว่าอยากได้ลูกชะนี พวกพรานบอกผมว่า ถาอยากได้ลูกชะนี
ต้องยิงแม่ชะนีให้ตายจึงจะได้ลูก เพราะลูกชะนีจะเกาะอยู่ที่หน้าอกของแม่ตลอดเวลา
 |
ขณะนั้นผมไม่ได้นึกถึงบาปกรรม เพียงแต่อยากได้ลูกชะนีมาฝากน้องสาว
ผมจึงให้พรานพาผมไปในป่าโปร่งที่มีชะนี และมองเห็นชะนีได้ชัดๆ
พรานก็พาผมไปบริเวณที่ไปนั้นเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้สูงห่างกันเป็นระยะ
มองเห็นชะนีได้ชัด บริเวณนั้นเป็นภูเขาดินเตี้ยๆ มีหลายลูกอยู่สลับกัน
ผมเห็นชะนีหลายตัว มีตัวหนึ่งซึ่งกอดลูกเล็กๆ ไว้ที่หน้าอก ผมก็หมายตาไว้
พรานก็เป็นช่วยไล่ชะนีให้มาทางผม พอชะนีมาทางผม ผมยกปืนจะยิงชะนี
ชะนีก็หนีไปต้นไม้อื่นผมก็พยายามวิ่งไล่ยิงไปแต่ก็ผิด เมื่อชะนีหนีผมไปมาหลายครั้ง
ชะนีคงจะเหนื่อยก็หยุดเกาะกิ่งไม้เฉยอยู่ ส่วนผมนั้นเมื่อไล่ตามชะนีไปมาหลายครั้งก็เหนื่อย
เมื่อเหนื่อยมือก็สั่น พอชะนี้หยุดผมก็ยกปืนยิงแม่ชะนี ทั้งๆ
ที่ผมเป็นคนยิงปืนแม่น แต่ด้วยความเหนื่อย มือสั่นทำให้ผมยิงพลาดไปถูกขาขวาของลูกชะนี
ขาลูกชะนีก็หักห้อยลง ผมเห็นลูกชะนีเอามือจับขาที่ห้อยลงแล้วก็ยกขึ้นพร้อมกับร้อง
ผมก็ตกใจและเสียใจในการกระทำของผม ผมจึงตัดสินใจยิงลูกชะนีให้ตาย
เพื่อจะได้ไม่ทรมาน พร้อมกันนั้นผมก็ส่งปืนให้พรานถือไว้ และบอกกับพรานว่าเลิกกันที
ต่อไปนี้ผมจะเลิกเข้าป่ายิงสัตว์ และผมก็เลิกมาตั้งแต่วันนั้น
และไม่ยอมฆ่าสัตว์อีกเลยนอกจากพวก ยุง มด และปลวก |
ประมาณ พ.ศ.๒๕๔๑ ผมไปขุดดินปลูกต้นไม้โดยขุดด้วยจอบ
ไม่ทราบว่าไปฟันดินท่าไหน รู้สึกแปล๊บที่บั้นเอว และร้าวไปทางสะโพกขวาเรื่อยไปจนถึงนิ้วก้อยเท้าขวา
ผมก็หยุดขุดดิน กลับมาบ้าน ทำการนวดบริเวณที่ปวดด้วยน้ำมันและกินยาแก้ปวด
แล้วก็นอนพัก อาการปวดก็ทุเลา รุ่งขึ้นผมก็ไปเอ็กซเรย์ดูกระดูกสันหลังตรงบั้นเอว
ดูจากเอ็กซเรย์แล้ว หมอเอ็กซเรย์ ก็บอกผมว่า ขณะขุดดินอาจจะเอี้ยวเอวแรงไปทำให้กระดูกทับเส้น
ไม่น่าจะเป็นมาก จากนั้นผมก็ได้ทาถูนวดด้วยยา และรับประทานยาแก้ปวดตลอดมา
อาการก็ทรุดหนักลง อยู่ๆ เวลาเดินบางครั้งก็เดินปกติ พอนึกจะปวดขึ้นมาก็ปวดจากสะโพกลงไปขาทุกครั้ง
อาการปวดเป็นมากจนต้องฉีดยาชา เข้าไปที่เส้นประสาทใหญ่ที่สะโพก เพื่อทำให้ประสาทชา
บางครั้งทั้งฉีดและกินยาก็ไม่หายปวด ได้ซื้อเข็มขัดรัดเอวมาสวมใส่อาการก็เหมือนเดิม
นึกจะปวดขึ้นมาละก็บางครั้งต้องคลานจากชั้นบนลงมาชั้นล่าง เพราะเดินไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็นึกถึงกฎแห่งกรรมตามทันในการยิงถูกขาขวาของลูกชะนี
(เมื่อเดือน เมษายน พ.ศ.๒๕๑๐) ผมก็ทรมานด้วยการปวดเช่นนี้มาตลอด ผมจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานถึงลูกชะนีว่าขออโหสิกรรมให้ผมด้วย
เพราะผมทำบาปไปด้วยความคะนองทุกครั้งที่กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร และลูกชะนีทุกครั้ง
และขออโหสิกรรมทุกครั้ง เพราะผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรให้หายปวด ทั้งๆ
ที่ตนเองเป็นแพทย์ การปวดนั้นผมไม่ทราบจะบรรยายได้อย่างไร มันปวดตั้งแต่สะโพกถึงนิ้วก้อยขวาทุกครั้ง
จนบางครั้งผมอยากจะกินยานอนหลับให้ตายไปเลย เพื่อจะได้ไม่ทรมานจากการปวด
๒๐ เมษายน ๒๕๔๔ ผมได้ย้ายคลินิกเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังโรงพยาบาลสิงห์บุรี
และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ต่อไปนี้จะเลิกกินเนื้อสัตว์ จะกินแต่น้ำข้าว
และไวตามิลด์ขวด และผลไม้พร้อมกับกินปลาตัวเล็กๆ เท่านั้น พร้อมกันนั้นผมก็ยังอธิษฐานขออโหสิกรรมลูกชะนีตลอดเวลา
ทั้งก่อนนอนและเวลากรวดน้ำ อยู่ๆ อาการปวดที่เคยปวดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
ทั้งๆ ที่ไม่ได้รักษาอะไร เข็มขัดรัดสะโพกก็ไม่ต้องใช้ กลับมาขุดดินได้เหมือนเดิม
ทั้งๆ ที่อายุ ๘๑ ปีแล้ว และขณะที่เขียนบันทึกนี้ก็ไม่เคยปวดเลย แสดงว่าการทำบุญและขออโหสิกรรมที่ได้ขอตลอดมาได้รับการอโหสิกรรม
จากเจ้ากรรมนายเวรและลูกชะนีที่ผมยิงแล้ว และผมก็พยายามสอนคนเรื่องฆ่าสัตว์ว่าอย่าทำเลย
เพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็มีความเจ็บปวดเมื่อถูกทำร้าย และกลัวตายกันทั้งสิ้น
แสดงให้เห็นว่า บาปกรรมนั้นมีจริง โดยเฉพาะตัวผม กรรมตามทันตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
ถึงแม้ผมจะทำบุญ ทำทานมากก็จริง แต่ไม่สามารถลบล้างกรรมนั้นได้
|