 |
ดิฉันชื่อ นางพรทิพย์ โล่สิริลักษณ์ เดิมเป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี
ได้แต่งงานกับสามีเป็นชาวหัวหินดิฉัน จึงได้ชื่อว่าเป็นชาวหัวหินจนถึงปัจจุบันนี้
ดิฉันมีลูกสาว สองคน บุตรชาย สามคน ลูกสาวคนโตจบปริญญาตรี มีกิจการงานทำแล้ว
คนที่สอง จบปริญญาโทจุฬา มีงานทำแล้ว บุตรชายคนที่สาม จบปริญญาตรีจุฬา
ต่อโทอเมริกา ปัจจุบันมีกิจการงานส่วนตัว บุตรชายคนที่สี่ จบปริญญาตรีมหิดล
ต่อโทอเมริกา มีอาชีพส่วนตัว คนสุดท้องจบปริญญาตรีจุฬา นิติฯ |
ดิฉันมีความสุขพร้อมทั้งฐานะการเงินการงานและครอบครัว
ทั้งลูกและสามีเป็นคนดีมาก มาปี พ.ศ.๒๕๓๔ เศรษฐกิจ กิจการค้าเริ่มซบเซาขาดทุนเรื่อยมา
ผลที่ตามมาคือ ความไม่สงบสุขของครอบครัว มีแต่เรื่องที่พูดกันไม่เข้าใจกันมีปากเสียงกันไม่มีใครฟังใครทุกคนมีแต่ความเครียดมีแต่ความทุกข์ใจ
ความสุขไม่มีในบ้านเลย ระหองระแหงกัน ความยิ้มแย้มหาไม่พบเลย มีแต่ความเครียด
ของทุกคนตัวติดฉันเองก็ต้องพึ่งยาเพราะนอนไม่หลับ มีแต่ความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา
สุขภาพร่างกายและจิตใจก็โทรมไปอย่างมาก หาความสุขความสงบในจิตใจไม่ได้เลย
สักนาทีเดียว ต่อมาประมาณเกือบปี ดิฉันได้พบปะพูดคุยกับคุณวลัยลักษณ์
ซึ่งเป็นญาติ เขาเคยได้รับความทุกข์มากกว่าดิฉันมาแล้ว เขาได้ไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดหลวงพ่อจรัญ
ปรากฏว่า ปัจจุบันชีวิตของเขาดีขึ้น หน้าตาสดใสเปล่งปลั่งสดชื่น เพราะเขาปฏิบัติกรรมฐานเป็นประจำสม่ำเสมอกรรมฐานช่วยให้กิจการเขาดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม
ดิฉันได้พบปะพูดคุยกับเขาเรื่องปฏิบัติกรรมฐานที่วัดหลวงพ่อจรัญ บ่อยครั้งที่ได้ฟังในเรื่องกรรมฐาน
รู้สึกชอบและสบายใจ มีความรู้สึกต้องการไปวัดของหลวงพ่อไปกราบหลวงพ่อสักครั้ง
เมื่อคุณวลัยลักษณ์ และเพื่อนๆ ชาวประจวบฯ ได้ไปนมัสการหลวงพ่อ ดิฉันไปกับเขาด้วย
ดิฉันได้กราบหลวงพ่อ ความรู้สึกที่ได้รับคือ ความปีติ และกระแสแห่งความเมตตาที่ได้รับรู้ด้วยตัวเองในเวลานั้น
และรู้สึกดีใจมากและมีความสบายใจ ซึ่งไม่เคยได้รับมาเป็นเวลา ๘ ปี
มาแล้ว
หลังจากนั้นก็กลับหัวหิน และในโอกาสต่อมาได้มีโอกาสไปปฏิบัติกรรมฐานกับคุณพานิช
คุณวลัยลักษณ์ และเพื่อนๆ ชาวประจวบฯ ไปปฏิบัติกรรมฐานครั้งแรกเป็นเวลา
๘ วัน ๗ คืน ทำให้จิตใจสดชื่น มีความสุข มีความศรัทธา ความสุขนี้มีค่ายิ่งสำหรับดิฉัน
เพราะ ๘ ปีผ่านมา ความสุขขาดหายไปสำหรับดิฉัน ความสุขนี้มีค่ายิ่งนักสำหรับดิฉันแม้เพียงน้อยนิด
ดิฉันได้นำการปฏิบัติกรรมฐานนี้มาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องที่บ้านของดิฉันและมีโอกาสได้ไปปฏิบัติกรรมฐาน
ที่วัดอัมพวันของหลวงพ่อจรัญ |
 |
ด้วยความศรัทธาในความเมตตาของหลวงพ่อที่มีต่อทุกคน
ดิฉันติดว่าทำอย่างไร จะได้พระสมเด็จได้รับจากมือหลวงพ่อขอให้ได้รับจากมือหลวงพ่อก็ได้แต่คิดระหว่างนั่งปฏิบัติกรรมฐานกำหนด
ในกรรมฐานว่าอยากได้หนอ ได้ก็ดีหนอ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหนอ แล้วก็ปลงอย่าไปยึดมั่นอยากได้โน่น
อยากได้นี่คิดหนอฟุ้งซ่านหนอแล้วก็ปล่อยวางไม่คิดอีกมีสติรู้หนอ เวลาผ่านไปเลิกคิดไปแล้วเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่เรื่องนี้ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องมีสาระอะไร
ในวันหนึ่งคุณพานิชและเพื่อนๆ ชาวประจวบก็ชวนดิฉันไปกราบเยี่ยมหลวงพ่อในวันนั้นดิฉันได้
อยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อดิฉันดีใจอย่างมากที่มีโอกาสได้เห็นได้ยินเสียงหลวงพ่อเห็นใบหน้าหลวงพ่อสดชื่น
พูดคุยยิ้มเสมอทำให้คิดไปว่าหลวงพ่อไม่แก่เลยมาปฏิบัติหลายปีแล้ว หลวงพ่อทำไมไม่แก่ก็ได้แต่นั่งมองแล้วก็คิดและมีความสุขมากที่ได้กราบหลวงพ่อย่างใกล้ชิดเช่นนี้
แต่ก็ไม่ค่อยจะกล้ามองท่านมาก เกรงบารมีของหลวงพ่อระหว่างนั่งหลวงพ่อก็ยิ้มแย้มแจ่มใสมาก
แต่อยู่ๆ
คุณพานิชก็ถวายของให้หลวงพ่อและบอกว่า ให้หลวงพ่อมอบให้หลวงพ่อมอบให้ดิฉันหลวงพ่อก็กำไว้ไม่ให้แล้วมองหน้าดิฉันจนดิฉันเกิดอาการกลัวเพราะหลวงพ่อมองแล้วไม่ยิ้ม
และท่านก็กำไว้เฉยเป็นเวลานานท่านก็พูดเรื่องอื่นๆ จนคุณพานิชเตือนหลวงพ่อเจ้าขาให้เขาซิเจ้าคะ
หลวงพ่อก็ยังเฉยอีกความรู้สึกบอกดิฉันว่า เหมือนหลวงพ่อกำลังพิจารณาว่าสมควรจะให้หรือไม่
สักครู่หลวงพ่อจึงมอบให้ เป็นพระสมเด็จเทพนิมิตเลี่ยมทอง ดังที่ได้เล่ามาตั้งแต่ต้นว่า
ไม่เคยเล่าให้ใครฟังว่าอยากได้อะไรอย่างไร แต่ดิฉันก็ได้อย่างที่นึก
ดิฉันไม่ทราบมาก่อนเลยว่าเพื่อนชาวประจวบเขาได้กัน เว้นดิฉันคนเดียวที่ในวันที่เขาได้รับพระดิฉันไม่ได้ไปด้วย
และมาทราบภายหลังพระนี้ไม่ได้มีมากและที่ดิฉันได้มากเพราะบุญที่ดิฉันไปปฏิบัติกรรมฐาน
และกำหนดว่าอยากได้จากมือหลวงพ่อมาห้อยคอ แล้วก็ปลงไม่คิดอยากได้จึงได้มาเหมือนปาฏิหาริย์
ดิฉันมาทราบอีกว่าคุณพานิชไม่ได้ตั้งใจจะให้ ที่เขาให้เพียงคิดว่ามาด้วยกันทุกคนได้มีดิฉันคนเดียวไม่ได้คงคิดกลัว
จะเสียใจเลยมอบให้หลวงพ่อให้ดิฉันด้วยเห็นว่าดิฉันเป็นคนที่ตั้งใจปฏิบัติกรรมฐาน
และเคยมาอยู่ด้วยกันแต่ถึงอย่างไรดิฉันก็ขอขอบคุณ คุณพานิชมาก
และดิฉันก็เชื่อในการปฏิบัติกรรมฐานอย่างสม่ำเสมออีกหลายครั้ง
ได้ไปกับคุณพานิช และคุณวลัยลักษณ์ และเพื่อนๆ ชาวประจวบฯ ตั้งแต่ดิฉันได้ปฏิบัติกรรมฐานอย่างต่อเนื่องตลอดมา
สิ่งที่ดิฉันได้รับคือ มีสติระลึกตัวเองให้อยู่กับปัจจุบันได้รู้ตัวเองว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร
มีความอดทนไม่โกรธง่าย รู้จักการให้อภัยไม่อาฆาต รู้จักให้รู้จักการแผ่เมตตาให้ศัตรู
แทนการอาฆาต ทำให้จิตใจดิฉันเบิกบานเมื่อได้แผ่เมตตา เมื่อดิฉันรู้จักให้อภัย
จิตใจก็สงบและหน้าตาร่างกายก็สดใส เหมือนดังว่าเราคิดเช่นไร
สีหน้าแววตาจะบ่งบอกฟ้องตัวเองเหมือนเช่นนั้น นี่แหละกรรมฐานของหลวงพ่อได้สอนให้ดิฉันมีความสุขที่แท้จริงเช่นทุกวันนี้
ดิฉันมีที่พึ่งที่เป็นของจริงดิฉันมีความสุขและพอใจ และขอยึดมั่นปฏิบัติกรรมฐานเพื่อตัวเองไม่มีใครช่วยใครได้นอกจากตัวเอง
ทุกวันนี้ธุรกิจการงานของครอบครัวดิฉันและของลูกทุกคนดีขึ้นเรื่อยๆ
และทุกคนมีความสุขด้วยกันทุกคน |
ดิฉันปฏิบัติกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอตลอดเป็นประจำเพราะดิฉันได้รู้ด้วยตัวเองว่า
เป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนปฏิบัติกรรมฐาน และหลังการปฏิบัติกรรมฐานดิฉันมีสัจจะกับตัวเองอย่างไรก็ปฏิบัติโดยไม่ผลัดวันเวลามีแต่จะปฏิบัติให้มากกว่าเดิม
ก่อนที่ดิฉันจะมาปฏิบัติกรรมฐาน ดิฉันต้องทรมานกับการปวดเข่าปวดขา
ทั้งนวดทั้งฉีดยาเป็นระยะยาว ไม่หายจนมานั่งปฏิบัติใหม่ๆ ดิฉันนั่งขัดสมาธิไม่ได้
เพราะปวดหัวเข่า ด้วยความศรัทธาในองค์หลวงพ่อก็พยายามแต่ก็นั่งไม่ได้นานนัก
มาวันหนึ่งระหว่างนั่งปฏิบัติเท้าเริ่มชา ดิฉันจะเอาขาลงก็ลงไม่ได้
ด้วยสติที่ดิฉันพอจะได้บ้างจากการปฏิบัติก็ปวดหนอๆๆๆๆ มีความรู้สึกได้ขนาดว่า
เส้นเลือดมีกี่เส้น เส้นไหนกำลังแล่นขึ้นมาถึงไหน ปวดเหมือนเส้นจะแตกออกมาปวดไล่ขึ้นถึงโคนขา
เป็นเวลาที่ดิฉันต้องใช้ความอดทนอย่างมากจนกระทั่งมีความรู้สึกว่า
ความปวดกำลังแผ่กระจายซ่าๆๆๆๆ มากๆ หลังจากเหตุเกิดครั้งนั้นจนวันนี้ดิฉันไม่เคยปวดส่วนใดๆ
ไม่ต้องหาหมอหลวง ไม่ต้องหาหมอนวดอีกเลย ดิฉันมีความเชื่ออย่างไม่ต้องมีความสงสัยว่าตัวเราต้องช่วยตัวเองด้วยกรรมฐาน
การปฏิบัติก็ต้องเชื่อมั่นและปฏิบัติให้จริงแล้วจะได้ในสิ่งที่ต้องการปัจจุบันนี้ดิฉันอายุ
๕๙ ปี เดิน หนึ่ง นั่งหนึ่ง สบายๆ และต้องปฏิบัติให้มากขึ้นกว่านี้ยิ่งปฏิบัติยิ่งเกิดความสุข
ไม่ต้องเสียสตางค์ซื้อ เพียงแต่ให้มีความมั่นคงของจิตใจ และความเพียรพยายามอดทน
เพราะการปฏิบัตินี้ไม่ง่ายก็หมายความว่ายากมาก แต่เป็นของจริงแท้แน่นอนมีเรื่องที่คาดไม่ถึงอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับดิฉันด้วยความศรัทธาในองค์หลวงพ่อผู้มีเมตตาทำในหลายสิ่งเพื่อช่วยคนให้ปฏิบัติกรรมฐาน
หลวงพ่อเสียสละมากมายเพื่อช่วยคนโดยไม่เลือกว่าใครมาจากไหนช่วยโดยไม่ได้เรียกร้องอะไร
คนมีก็ช่วยค่าน้ำค่าไฟเต็มใจช่วยกันเองเพราะเดือนๆ หนึ่งหลวงพ่อรับคนมาปฏิบัติมากอยากให้ทุกคนที่มาปฏิบัติได้รับความสะดวกสบาย
เพราะหลวงพ่อสงสารอยากช่วย ค่าน้ำค่าไฟ หลวงพ่อต้องจ่ายเองท่านไม่ได้ต้องการค่าน้ำค่าไฟ
จากนักปฏิบัติเพียงขอให้ปฏิบัติให้จริง เพื่อได้ช่วยตัวเองได้และหลวงพ่อต้องการสร้างบุญทุกคนที่เป็นลูกศิษย์รู้ทั่วกัน
ดังนั้นความสุขที่หลวงพ่อให้ไม่ต้องเสียสตางค์เว้นแต่ว่าใครอดทนมีความเพียรก็ได้ความสุขที่ไม่ต้องเสียเงินนี้ไปมากน้อย
กรรมฐานปฏิบัติอย่างใจบริสุทธิ์แล้ว จะได้พบในสิ่งที่สมความปรารถนาโดยไม่คาดคิด
ที่ดิฉันเล่ามานี่เป็นเพียงต้องการให้ท่านอย่าได้เคลือบแคลงสงสัยในการปฏิบัติเพียงท่านตั้งใจคิดเสมอว่าปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์
ไม่ใช่เพื่อจะได้ในสิ่งที่อยากได้ แล้วท่านจะได้เมื่อท่านปลง คือไม่เร่าร้อนได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
อย่างดิฉันได้ประสบด้วยตัวเองมาแล้ว เมื่อท่านได้รับทราบในเรื่องส่วนตัวที่เล่ามาเพื่อได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ของประโยชน์ของการปฏิบัติกรรมฐาน แต่ถ้านักกรรมฐานจริงด้วยกันจะได้รับเหตุการณ์ที่มากมายของจริงยิ่งกว่าดิฉันมากนัก
แต่ถ้ายังไม่ปฏิบัติจริงก็ไม่ต้องมาติมาชมไว้ปฏิบัติจริงด้วยตัวเองจะพบด้วยตัวเอง
แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ามองเห็นว่าง่ายปฏิบัติแล้วจะรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด
ต้องอดทนเพียรพยายามและตั้งใจจริง แล้วท่านจะมีความสุขสมหวังในทุกประการแต่อยู่ที่ท่านตั้งใจที่จะปฏิบัติมากน้อยเพียงใด
ขอให้ทุกท่านพบความสุขสมหวังในสิ่งที่ถูกต้องทุกประการทุกคน
สุดท้ายนี้ขอพรและบารมีของ พระเทพสิงหบุราจารย์(หลวงพ่อจรัญ)
โปรดได้เมตตาให้ดิฉัน และชาวไทยทั้งประเทศและประเทศชาติ จงอยู่รอดปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งปวง
ขอให้หลวงพ่อได้มีโอกาสอยู่สร้างบุญบารมีอีกนานเท่านานนับร้อยกว่าปี
อยู่เป็นมิ่งขวัญแก่ลูกศิษย์ให้มีโอกาสสร้างความดี เพื่อตัวเองครอบครัวและสังคม
หลวงพ่อเป็นพ่อดังนั้นลูกๆ จึงต้องขอพรหบวงพ่อไม่ทราบดิฉันคิดเช่นนี้จะถูกต้องหรือไม่ผิดพลาดสิ่งใด
ดิฉันหวังได้รับการให้อภัยด้วยนะค่ะ
จากชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
พรทิพย์ โล่สิริลักษณ์
ห้างทองสิริลักษณ์
๑๕๒/๑๑ ถนน ชมสินธุ์
อำเภอ หัวหิน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์
|