|
ดิฉันชื่อ นางเทพเทวี ปาละวงศ์ และสามีชื่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญมี
ปาละวงศ์ ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๖๙/๕๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลนครชุม อำเภอเมือง
จังหวัดกำแพงเพชร ได้มาปฏิบัติธรรมทีวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
เป็นเวลาติดต่อกันหลายปีและหลายโอกาสด้วยกัน
 |
สิ่งที่ดิฉันจะนำเรียนท่านผู้เจริญในธรรม
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ ประสบการณ์ชีวิตที่ได้ข้อคิดจากการให้พรของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
เจ้าคุณพระเทพสิงหบุราจารย์(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) |
เมื่อวันที่
๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ดิฉันได้ชวนสามีมากราบนมัสการหลวงพ่อด้วยจิตคิดทำบุญกุศลถวายจตุปัจจัยร่วมสร้างเสนาสนะตามอัธยาศัยของหลวงพ่อ
ในโอกาสคล้ายวันเกิดของดิฉันเอง ดิฉันลืมบอกไปว่า ดิฉันเกิดวันที่
๒๐ มีนาคม ๒๔๘๙ แต่ที่ต้องมากราบหลวงพ่อในวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๓
ซึ่งไม่ตรงวันเกิด เพราะสามียังไม่ว่างจากงานในการเดินทางจากจังหวัดกำแพงเพชร
ระยะทางประมาณ ๒๐๐ กว่า กิโลเมตร โดยเริ่มออกเดินทาง เวลาประมาณ
๐๗.๓๐ น. ได้อธิษฐานจิตตลอดเวลาว่าขอให้ได้พบและมีโอกาสได้สนทนากันหลวงพ่อด้วย
เมื่อดิฉันและสามีมาถึงวัดอัมพวัน ปรากฏว่ามีรถยนต์จอดทั้งด้านในและด้านนอกวัดเต็มไปหมด
เมื่อไปถึงกุฏิหลวงพ่อได้ทราบจากคณะศิษยานุศิษย์ของท่านว่าวันนี้คณะนายตำรวจมาปฏิบัติธรรม
เมื่อหลวงพ่อ ฉันเพลเสร็จก็จะไปทำพิธีเปิด ดิฉันและสามีไปถึงวัดอัมพวันดูเหมือนจะเป็นเวลา
๑๑.๐๐ น. พอดี จึงเข้าไปกราบท่านพร้อมกันคนอื่นๆ ที่เฝ้ารออยู่พร้อมกับได้ถวายจตุปัจจัยร่วมสร้างเสนาสนะ
โดยมอบให้กับไวยาวัจกรของท่าน หลวงพ่อได้ถามว่ามาจากไหน ตอบหลวงพ่อว่า
มาจากจังหวัดกำแพงเพชร หลวงพ่อมองหน้าดิฉันสักพักหนึ่งแล้ว บอกว่าให้รอรับพรก่อนอย่าพึ่งกลับ
แล้วท่านก็หันมาบอกอีกว่า ไม่นานจะได้รวยเป็นเศรษฐี ดิฉันก็ได้แต่ปลื้มใจ
จึงตอบหลวงพ่อว่า ขอให้สมปรารถนา |
จากวันนั้นเป็นต้นมาเวลาผ่านไป ๓ เดือน ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม
๒๕๔๓ สามีของดิฉันก็ล้มป่วยลง จึงพาไปโรงพยาบาลทั้งของเอกชนและของรัฐบาล
ประมาณ ๑ อาทิตย์ หมอตรวจรักษาให้ยาแล้วก็ให้กลับบ้าน แต่อาการไม่ดีขึ้นแลย
๒ อาทิตย์ต่อมา อาการทรุดหนักลงทุกวันๆ สามีเลยพูดกับดิฉันว่า เขาคงไม่หายหรอกให้คุณกลับไปอยู่กับน้องคุณที่บ้านจังหวัดยโสธรก็แล้วกัน
มันคงเป็นโรคกรรมตามมา
ดิฉันเลยนึกขึ้นได้ อ้อ! ที่หลวงพ่อบอกว่าไม่นานจะได้รวยเป็นเศรษฐีนั้น
ก็เพราะจะได้เงินค่าทำศพของสามีนี้เอง ดิฉันก็เลยกับสามีว่า
ไม่ต้องการเงินของเขาแม้แต่บาทเดียว ถ้าเขาจะตายก็ให้มอบฉันทะทั้งหมดให้แม่และน้องๆ
ของเขา พอตื่นเช้ามาเลยบอกสามีว่า จะมานอนรอความตายอยู่ทำไม
ไปหาหมอที่โรงพยาบาลพิษณุโลกหรือที่กรุงเทพฯ ให้เลือกเอา ทั้งนี้เพราะดูอาการแล้วมันเพียบลงทุกวัน
เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาลพิษณุเวช(โรงพยาบาลของเอกชน) จังหวัดพิษณุโลก
โดยขอให้รถของสถาบันราชภัฏกำแพงเพชร ซึ่งเป็นที่ทำงานของสามีไปส่ง
ไปถึงบอกหมอว่า ให้ตรวจเช็คหมดทุกอย่าง เมื่อหมอตรวจเสร็จก็บอกว่าต้องนอนค้างคืน
เพราะอาการที่ปรากฏในช่วงนั้น คือ เป็นไข้ ท้องอืด ผลการตรวจเลือดหมอแจ้งว่า
มีเม็ดเลือดขาวมากกว่าเม็ดเลือดแดง หมอจึงถามว่าเคยไปเที่ยวป่าให้ยุงกันก่อนหน้านี้สัก
๒-๓ เดือนไหม ดื่มสุราหรือไม่ ก็ไม่ได้เคยไปเที่ยวป่าและไม่ดื่มสุรา |
 |
เวลาประมาณบ่าย ๕ โมงเย็นของวันที่ ๒ ในการเข้าพักรักษาตัว
สามีก็บอกดิฉันว่า คุณบอกให้หลวงพ่อจรัญ ช่วยหน่อยเถอะดิฉันก็สวดมนต์นั่งสมาธิ
อธิษฐานจิตบอกหลวงพ่อให้ช่วยลูกด้วยเถอะ สามีของลูกป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลพิษณุเวช
ห้อง(จำหมายเลยไม่ได้) ชั้น ๗ จังหวัดพิษณุโลก
อาการป่วยของสามีดิฉันแทบไม่ได้นอนเลย ประเดี๋ยวร้อน
ประเดี๋ยวหนาวตลอดทั้งคืน พยาบาลเข้าออกทุกระยะ ๔ ชั่วโมง ช่วงประมาณตี
๓ - ๔ ดิฉันฝันไปว่าหลวงพ่อจรัญไปเยี่ยม แต่ไม่ได้เข้าไปในห้อง ผู้ที่เข้าไปในฝันก็คือ
ท่านเจ้าคุณพระราชสารโมลี เจ้าอาวาสวัดนาควัชรโสภณ (วัดช้าง) อ.เมือง
จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นวัดที่เข้าไปช่วยงานของท่านตลอดมา
พอรุ่งเช้าดิฉันก็เล่าให้สามีฟังว่า
หลวงพ่อจรัญมาแต่ไม่ได้เข้ามาหา ผู้ที่เข้ามา คือหลวงพ่อวัดช้าง
ดิฉันก็ใจไม่ดี เพราะคิดว่าหลวงพ่อท่านคงไม่ช่วยแล้ว ก็ทำใจว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
ก็ไม่ได้บอกให้น้องๆ หรือใครทราบ เพราะคิดว่าถึงบอกไปเข้าก็ช่วยอะไรเราไม่ได้
ตายก็ตายแทนเราไม่ได้ ก็อยู่กันเพียงสองคน พอเวลา ๑๐.๐๐ น. ของวันที่
๓ ในการเข้ารักษาตัวก็มีพระอาจารย์จากวัดนาควัชรโสภณ(วัดช้าง)
กำแพงเพชร ไปเยี่ยมจึงถามท่านว่า รู้ได้อย่างไรว่ามาอยู่โรงพยาบาลนี้
ท่านบอกว่า มาลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เลยโทรศัพท์เช็คตามโรงพยาบาลต่างๆ
ในจังหวัดพิษณุโลก ทางโรงพยาบาลพิษณุเวช เลยบอกว่ามีชื่อผู้ป่วยดังกล่าวเข้ามารักษาที่นี่
๒ วันแล้ว ก็เป็นเรื่องแปลก หลังจากนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสารโมลี
เจ้าอาวาสวัดนาควัชรโสภณ(วัดช้าง) กำแพงเพชร ก็ไปเยี่ยมพร้อมทั้งพระภิกษุสามเณร
จึงทำให้นึกทบทวนถึงความฝันที่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพสิงหบุราจารย์(หลวงพ่อจรัญ)
ไปเยี่ยมแต่ไม่ได้เข้าไปในห้อง กลายเป็นพระเดชพระคุณพระราชสารโมลีเข้าไปเยี่ยมแทน
ก็เป็นจริงดังฝันทุกประการ สามีรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวช ๕
วัน จึงขออนุญาตหมอว่าจะกลับบ้านได้หรือไม่ หมออนุญาต และออกใบนัดให้มาตรวจอีกครั้ง
หลังจากนั้นประมาณ ๗ วัน เมื่อกลับมาตรวจตามหมอนัด หมอเห็นว่าอาการยังไม่ดีขึ้น
จึงบอกว่าอาจารย์ย้ายโรงพยาบาลหรือไม่ เพราะอยู่ที่นี่ค่าใช้จ่ายแพงหน่อย
นั่นคือหมอแนะนำเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลของรัฐ จึงตัดสินใจย้ายไป
โรงพยาบาลพุทธชินราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ อยู่ห่างจากโรงพยาบาล
พิษณุเวชเพียง ๑๐๐ - ๒๐๐ เมตร เท่านั้นเอง โดยหมอจากโรงพยาบาลพิษณุเวช
ได้ส่งตัวไปยังโรงพยาบาลพุทธชินราช หลังจากหมอตรวจเสร็จก็จัดหาห้องพิเศษให้ทันที่
และโชคดีที่เหลือห้องพิเศษเพียงห้องเดียวอยู่ตึกไอซียู เมื่อเข้าไปคืนแรก
ดูเหมือนเจ้าของห้องไม่อนุญาต พอคนไข้(หมายถึงสามีของดิฉัน)
ขึ้นเตียงนอน เขาก็มาโยกเตียงไปมา จนสามีนึกว่าเป็นดิฉันไปโยกเตียงคนไข้
ก็เลยบอกว่า ไม่ได้โยก และให้สามีกำหนดจิตและบอกเจ้าของห้องเขาและอย่าลืมสวดอิติปิโส
และแผ่เมตตาให้เขาด้วย ในคืนนั้นดิฉันและสามีต่างก็สวดมนต์บทอิติปิโสและแผ่เมตตาให้เจ้าของห้อง
รวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวรด้วย จึงได้มีเวลาได้หลับนอนบ้าง |
แต่ในวันที่ ๒ ดิฉันเข้าห้องน้ำช่วงเวลาประมาณ
๕ - ๖ โมงเย็นก็บอกสามีว่า ขออาบน้ำก่อนนะคุณ เมื่อ อาบน้ำเสร็จเปิดประตูออกมาได้พบกับผู้หญิงนุ่งกระโปรงชุดสีเทายืนอยู่หน้าห้องน้ำ
ด้วยความตกใจจึงร้อง อุ้ย! สามีซึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้ได้ยินจึงถามว่า
ทำไม ก็เลยบอกสามีว่า ไม่มีอะไร พอแต่งตัวเสร็จเลยบอกสามีว่า
เจ้าของห้องเป็นผู้หญิงชื่อนี้นะ (หมายถึงชื่อที่ทางโรงพยาบาลติดไว้ที่หน้าห้องว่าเป็นผู้บริจาคสร้างห้องพิเศษห้องนี้)
ถ้าหายป่วยกลับไปต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาด้วย
สามีพักรักษาอยู่โรงพยาบาลพุทธชินราช ประมาณ
๑๗ วัน เราสวดมนต์แผ่เมตตาให้ทุกวันเหตุการณ์ต่างๆ ก็ไม่เกิดขึ้น
แถมยังช่วยเหลือเราเสียด้วยซ้ำไป เพราะการรักษาของหมอจะต้องให้ยาทางเส้นเลือดครั้งละ
๒๐๐ ซี.ซี. ติดต่อกันช่วงห่างกันประมาณ ๔ ชั่วโมง ในช่วงดึกบางวันก็อ่อนเพลียหลับไปน้ำยาหมดขวด
เขาก็มาสะกิดให้เราตื่น เพื่อเรียกพยาบาลเปลี่ยนยาให้ เป็นต้น |
 |
ประมาณวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๓ หมอแจ้งว่าอาการดีขึ้นแล้ว
กลับบ้านได้แล้ว แต่ต้องตรวจซ้ำอีกครั้ง จึงจะให้กลับบ้านได้ ในช่วงที่รอหมอเข้ามาตรวจ
พอดีมีพระอาจารย์มหาสุพิสิทธิ์ สำเภา ซึ่งอยู่วัดนาควัชรโสภณ(วัดช้าง)
กำแพงเพชร เดินทางไปกับน้องชายเพื่อจะรับกลับ ท่านไปถึงก่อน ๑๑.๐๐
น. เล็กน้อย ก็เลยไปซื้ออาหารมาถวายเพลท่าน และถือโอกาสทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของห้องไปเลย
พอสามีหายป่วยเป็นปกติ ตั้งแต่วันออกจากโรงพยาบาล
ถึงวันครบรอบวันเกิดในปี พ.ศ.๒๕๔๕ (สามีเกิดวันที่ ๑ กันยายน ๒๔๘๖)
เลยชวนมาทำบุญที่วัดอัมพวัน ได้ถวายจตุปัจจัยแด่หลวงพ่อ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐
บาท เพราะดิฉันได้อธิษฐานไว้ว่า ไม่ต้องการเงินจากเขา ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดไป
เลยต้องมาทำบุญทำกุศลตาม "สัญญาใจ"
ดังกล่าว
|