๓. การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เป็นคุณเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันประการหนึ่ง คนที่มีพวกพ้องมากสามารถทำกิจการใหญ่ๆให้สำเร็จได้
ก็เพราะอาศัยกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังความคิด ของพวกพ้องเข้าประกอบกัน
ผลของความช่วยเหลือกัน นอกจากทำกิจให้สำเร็จยังเป็นคุณปลุกความชื่นบานแก่หมู่คณะ
เมื่อทำการใดได้เห็นพวกพ้องช่วยเหลือโดยเต็มใจ ย่อมรู้สึกเบิกบานมีใจชื่นชม
ก็เพราะเขาเหล่านี้มีไมตรีสนิทสนมต่อกัน ฝ่ายใดมีกิจช่วยกันทำช่วยกันคิดให้กิจนั้นๆสำเร็จลุล่วงไปโดยความช่วยเหลือกันนำมาผลซึ่งผลคือปีติและโสมนัสแก่กัน
ต้องตามพุทธภาษิตว่า อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายาสหาย
(คนร่วมกิจการร่วมสุขร่วมทุกข์กัน) นำความสุขมาให้ในเมื่อกิจเป็นประโยชน์เกิดขึ้น
สุภาษิตข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า คนที่เป็นสหายกันจะเห็นน้ำใจกันก็เมื่อเวลามีกิจเกิดขึ้น
เมื่อได้รับความช่วยเหลือก็แลเห็นผลอันเกิดแก่ความที่มีสหาย
ความดูดายเพิกเฉยในเวลาที่พวกเดียวกันมีกิจเกิดขึ้น หรือฝ่ายหนึ่งต้องทุกข์ภัยได้รับความลำบากทำเพิกเฉยไม่นำพา
หรือกลับซ้ำเติมส่งเสริมโทษภัย เป็นเหตุทำลายความสามัคคี คนเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นสหาย
เมื่อหมู่คณะเห็นน้ำใจก็ชักเบื่อ ไม่อยากคบหาสมาคมเพราะฉะนั้น
ความช่วยเหลือกัน จึงเป็นคุณสำคัญในการยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน
๔. ความประพฤติตนสม่ำเสมอ เป็นคุณยึดเหนี่ยวน้ำใจกันประการหนึ่ง
ข้อนี้มีต่างอาการที่จะพึงประพฤติคนที่เป็นญาติกันประพฤติตนตามฉันที่เป็นญาติ
ที่เป็นมิตรกันประพฤติตนตามฉันที่เป็นมิตร ที่นับเนื่องเป็นหมู่เดียวกันประพฤติตนตามฉันที่เป็นพวกเดียวกัน
ที่เป็นผู้ใหญ่ประพฤติตนตามฉันที่เป็นผู้ใหญ่ ที่เป็นผู้น้อยประพฤติตนตามฉันที่เป็นผู้น้อย
ไม่คิดเอารัดเอาเปรียบ ต่างรักษาประโยชน์ของกัน รู้จักผ่อนผันประพฤติตามสมควรแก่ประชุมชนที่ตนเนื่องอยู่ด้วย
มีจิตคงที่ไม่แปรผัน สงเคราะห์กันตามฉันที่สนิทและห่าง แม้จะมีโภคสมบัติหรืออำนาจหรือคุณวุฒิวิทยาความรู้อย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี
ก็ไม่ดูหมิ่นผู้อื่นว่าเลวทรามกว่าตนเกินไป ทำความเห็นและความประพฤติให้สม่ำเสมอกัน
ธรรมดาบุคคลจะเป็นที่รักใคร่เคารพนับถือของประชุมชน ต้องอาศัยความประพฤติของตนอย่างหนึ่ง
เมื่อได้ทำกิจธุระของกันและกันด้วยกายหรือวาจาก็ดี ด้วยเมตตาจิตคิดจะช่วยจริงๆก็ดี
ต่อหน้าฉันใดลับหลังก็ฉันนั้น ผู้ที่เห็นความดีเช่นนั้น ก็รู้สึกยินดีนิยมนับถือ
และกิจการที่จะทำร่วมกันก็ไม่ทำให้ลักลั่นตลอดกาลเวลา ประพฤติเที่ยงธรรมตามหน้าที่
ไม่ให้เสียระเบียบของหมู่คณะข้อนี้สมเด็จพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย
ก็ตรัสสอนเป็นพุทธโอวาทไว้ ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์และบรรพชิต ความว่า
เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก
และพร้อมเพรียงกันช่วยกันทำกิจที่ต้องทำ อย่างนี้พึงหวังความเจริญฝ่ายเดียวหาความเสื่อมมิได้
ความประพฤติเที่ยงธรรมตามระเบียบอย่างนี้ ก็นับง่าประพฤติตนสม่ำเสมอ
ความประพฤติเสมอต้นเสมอปลายนอกในเสมอกันแล้ว แม้จะไม่แสดงกิริยากายและวาจาแต่น้ำใจหวังสุขประโยชน์ต่อกันแล้ว
กิริยากายวาจาก็เป็นที่ต้องตาต้องหูของกันและกัน ผู้ที่ได้รับไมตรีจิตเช่นนั้นภายหลังก็แสดงไมตรีจิตตอบ
ข้อนี้เป็นธรรมดา
ปูชโก ลภเต ปูชฺ ผู้บูชาย่อมได้บูชา
วนฺทโก ปฏิวนฺทนฺ ผู้ไหว้ย่อมได้ไหว้ตอบ
|