|
พระครูวินัยธรธีรวัฒน์ ฐานุตฺตโร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จะเข้ารับพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศฯ ของเขตการปกครองคณะสงฆ์หนตะวันออก ภาค 8-9 ณ วัดหนองแวง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2548 เวลา 13.30 น
สังคมไทยปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่าในยุคสมัยใด
แต่ในขณะเดียวกันปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของคนในสังคมก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่เหมือนเดิม
ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหานี้จะมีความรุนแรงมากขึ้นทุกที
จนเป็นอุปสรรคกีดขวางความเจริญก้าวหน้าของสังคมไทย ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์กว่าหลายประเทศทั้งในภูมิภาคเดียวกันและต่างภูมิภาค
แต่ในเรื่องคุณภาพของประชากรแล้วประเทศไทยยังด้อยกว่าหลายประเทศ
|
 |
นักวิชาการชาวตะวันตกคนหนึ่งเคยให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเทศไทยว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศเป็นปัญหาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติเหมือนสิงคโปร์และอิสราเอล การขากความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เรื่องการบริการจัดการองค์ให้มีประสิทธิภาพ และการขาดจิตรสำนึกทางสาธารณะเป็นตัวอย่าสำคัญของปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพจองประชากรชาวไทย ปัญหารสองประเภทแรกอาจแก้ไขได้ด้วยการศึกษาไม่ยากลำบากเหมือนปัญหาประเภทหลัง ที่เป็นเรื่องของจิตใจที่ละเอียดอ่อนและเปลี่ยนแปลงได้ยาก การขาด จิตสำนึกทางสาธารณะสุขเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทางจริยธรรมสำคัญของสังคมไทยปัจจุบัน ข่าวคราวเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในองค์กรต่างๆ และความเสื่อมโทรมทางจิตใจของนักเรียนนักศึกษามีอยู่ในหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่วงการศาสนาเองก็มีเรื่องเสื่อมเสียทำนองน
คำสอนในศาสนาต่างๆ มิได้ต่อต้านทั้งความเจริญก้าวหน้าของสังคมและการพัฒนาตนให้เป็นคนมีจิตใจสาธารณะ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ตน คนไทยมีศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ แต่คนไทยที่นำคำสอนในศาสนาที่นับถืออยู่มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจังนั้นมีอยู่จำนวนน้อย
คนไทยส่วนมากมักจะปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามกระแสเชี่ยวของวัตถุนิยม บริโภคนิยมและความเห็นแก่ตัวที่เป็นอันตรายต่อส่วนรวม ถ้าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคนไทยจะมีชีวิตห่างไกลจากความสงบสุขไปทุกที และสังคมไทยอาจพบกับจุดจบในวันใดวันหนึ่งได้ เห็นจะเป็นด้วยเหตุนี้ จึงมีการรณรงค์เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในวงการต่างๆ เป็นการใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศชาติ และมีการกระตุ้นให้สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนาเร่งช่วยแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมในบุคคลกลุ่มนี้ให้มากเป็นพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการถึงกับกำหนดให้การสอนคุณธรรมเป็นภารกิจหลักของสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ

|
หลวงพ่อมีสายตาไกล มองเห็นความสำคัญของการสร้างคนดีมีคุณธรรมให้แก่ประเทศชาติมานาน
ก่อนที่จะมีการรณรงค์ในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงมุ่งมั่นทำให้วัดอัมพวันเป็นศูนย์พัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของคนทุกประเภท
ตั้งแต่ที่ยังไม่มีการตื่นตัวในเรื่องความเสื่อมโทรมทางด้านจริยธรรมในจิตใจของคนไทย
หลวงพ่อได้ใช้วัดอัมพวันเป็นสถานที่ฝึกอบรมจิตใจคนทุกวงการไปแล้วหลายแสน
นอกจากนั้นหลวงพ่อยังได้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวันที่จังหวัดขอนแก่น
สำหรับให้คนแถวภาคอีสานและประเทศใกล้เคียงที่ไม่มีโอกามาวัดอัมพวัน
ได้ใช้พัฒนาจิตใจของตนให้เจริญงอกงามขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ประมาณการว่ามีผู้มาใช้ประโยชน์จากศูนย์แห่งนี้ไปแล้วจำนวนมากกว่าแสนคน
งานพัฒนาจิตใจของประชาชนคนไทยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหลวงพ่อ
ที่จะเสกคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและแก่ประเทศชาติ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายทศวรรษจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อได้ทำภารกิจนี้สม่ำเสมอ
ด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ต้องการให้ทุกคนไม่ว่ามีฐานะใดได้มีโอกาสพัฒนาตนให้เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐตามศักยภาพที่มีอยู่ |
ข้อเขียนนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะแนะนำผู้อ่าน ให้รู้จักวิธีการต่างๆ ในการสอนคุณธรรมที่จะทำให้มนุษย์ผู้ประเสริฐ วิธีการต่างๆ เหล่านี้ ได้ความคิดมากจากความบันดาลใจจากการสังเกตดูวิธีเสกคนของหลวงพ่อ และจากการสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเป็นครั้งคราว ผู้เขียนหวังว่าข้อเขียนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ครูอาจารย์ ที่กำลังแสวงหาวิธีปลูกฝังคุณธรรมในตัวนักเรียน นักศึกษา และบิดามารดาที่ต้องการสอนลูกให้เป็นคนดีมีคุณธรรม เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
คุณธรรมและจริยธรรม : อยู่ที่ไหน
เหมือนกันหรือต่างกัน
คุณธรรมเป็นเรื่องของจิตใจ หมายถึงคุณสมบัติพิเศษที่ถ้าหากผู้ใดมีสิ่งนี้อยู่ในตัว
ก็ถือกันว่าผู้นั้นเป็นคนดี ทั้งต่อหน้าผู้อื่นและเมื่ออยู่ลำพังคนเดียว
คนมีคุณธรรมจะเป็นคนดีแต่เฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ ต้องมีความดีอยู่ในตัวเราเวลาไม่มีผู้ใดมองเห็นด้วย
ส่วนจริยธรรมเป็นเรื่องของความประพฤติที่แสดออกให้เห็น คนที่มีคุณธรรมคือคนที่มีจิตใจดีงาม
และโดยปกติแล้วเป็นผู้มีจริยธรรมหรือความประพฤติดีงามควบคู่กันไป ดังนั้นเวลาพูดถึงคนดี
เราจึงมักจะหมายถึง ผู้มีทั้งคุณธรรมที่จิตใจและจริยธรรมในความประพฤติ
ถึงแม้นทั้งสองสิ่งนี้จะมีฐานที่อยู่คนละแห่ง(ฐานของคุณธรรมอยู่ที่จิตใจที่มองไม่เห็น
แต่ฐานของจริยธรรมอยู่ที่ความประพฤติที่มองเห็น) ในทางทฤษฎีคุณธรรมและจริยธรรมแยกออกจากกันไม่ได้
แต่ในชีวิตจริงคนมีจริยธรรมไม่จำเป็นต้องมีคุณธรรมเสมอไป คนบางคนอาจทำตัวเอง
(เสแสร้ง ) ให้คนมองเห็นว่าเป็นคนมีความประพฤติดีตามความคาดหวังของสังคม
เพื่อประโยชน์อะไรบางอย่าง ทั้งๆ ที่ตามความเป็นจริงแล้วผู้นั้นเป็นคนไม่มีจิตใจดีงามเหมือนกับความประพฤติที่แสดงออกให้เห็น
ในทำนองเดียวกัน คนบางคนอาจมีจิตใจดีงาม แต่เนื่องจากขาดปัญญาหรือความรู้เกี่ยวกับลักษณะของการกระทำที่ดีพฤติกรรมที่แสดงออกมาจึงไม่ดีงามเหมือนจิตใจ
ดังนั้นจึงสรูปได้ว่า การที่คุณธรรมและจริยธรรมมีฐานที่อยู่ไม่เหมือนกันนั้น
ทำให้คุณธรรมและจริยธรรมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้อยู่ห่างกันมากจนไม่มีความสัมพันธ์กันเลย
คุณธรรมและจริยธรรมอาจสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในบางกรณีและอาตอบู่ห่างไกลกันในบางกรณีเช่นกัน
ทำไมมนุษย์ต้องมีความยุติธรรมด้วย?
คุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ เพราะคุณธรรมย่อมนำความสุขมาสู่ตัวคนแต่ละคน ผู้อื่นที่เกี่ยวข้องและสังคมที่อยู่ในสมัยนี้คนที่ไม่มีคุณธรรมย่อมนำความทุกข์หรือความเสียหายมาสู่ตนเองและผู้อื่น สังคมมักจะเรียกผู้ไม่มีคุณธรรมว่าเป็นคนไม่ดีหรือคนชั่
ความชั่วไม่แต่เพียงเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนมะเร็งร้ายที่ทำลายตัวคนชั่วเองด้วย คือทำให้คนชั่วตกต่ำลงไปทุกที เพราะจะทำให้จิตใจเสื่อมโทรมลงไปทีละน้อย ความเสื่อมโทรทางจิตใจส่งผลให้ความทุกข์ทางใจเพิ่มขึ้น และโดยเหตุที่จิตใจและร่างกายมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นเมื่อจิตใจทุกข์ ร่างกายจึงมักจะทุกข์ตามไปด้วยดังนั้นการเป็นคนดีมีคุณธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการหาความสุขให้แก่ตัวเองและ/หรือผู้อื่น ความสุขที่คนชั่วมีไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะเกิดจากความหลงผิดมากกว่า เหมือนกับคนที่หลงเชื่อว่าแสงระยิบระยับบนยอดหญ้าที่ต้องแสงอาทิตย์ในยามเช้าเป็นแสงวูบวาบของเพ็ชร ความเสื่อมโทรทางจิตใจไม่อาจนำความสุขมาให้แก่ตัวเราได้เพราะความสุขเป็นเรื่องของจิตใจสะอากและเจริญงอกงามด้วยคุณความดี ไม่ใช่จิตใจที่มีมลทินและเสื่อมโทรม วิธีทำร้ายคนที่โหดร้ายที่สุด คือการปล่อยให้จิตใจของคนที่เราไม่ชอบถูกกัดกร่อนด้วยความชั่วในตัวเอง (เช่นความหยิ่งยะโส การยกตนข่มผู้อื่น) ไปทีละน้อย จนกระทั่งผู้นั้นไม่มีแม้แต่เงาของความดีเหลืออยู่ในจิตใจแม้แต่เพียงน้อยนิด |
 |
คุณธรรมอะไรบ้างที่ทำให้คนแต่ละคน และสังคมมีความสุข
ปัญหาที่ว่าคุณธรรมหรือคุณสมบัติวิเศษ ที่ทำให้คนแต่ละคนและสังคมมีความสุขอะไรบ้างนั้น
ในคำสอนของพุทธศาสนาที่หลวงพ่อได้เมตตาชี้ให้เห็นนั้น คุณธรรมสำคัญความขยันหมั่นเพียร
การควบคุมตัวเองความพอดี มีความสำคัญเหมือนกัน แต่สำคัญน้อยกว่าคุณธรรมทั้งสอง
การที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ปัญญาหรือความรู้มากเป็นพิเศษกว่าคุณธรรมอื่น
เพราะพุทธศาสนาถือว่าความรู้เป็นรากฐานของคุณธรรมต่างๆ ความกล้าหาญในพุทธศาสนาไม่ใช่ช่วยทั้งๆ
ที่ว่ายน้ำไม่เป็น ความกล้าประเภทนี้ไม่ใช่คุณธรรม เพราะสามารถนำอันตรายหรือความทุกข์มาสู่ตัวเราได้
ความกล้าหาญที่เป็นคุณธรรมเป็นการกล้าในสิ่งที่สมควรจะกล้าและการไม่กล้าในสิ่งที่สมควรไม่กล้า
คือกล้าทำความดีและกลัวความชั่ว พยายามหลีกหนีแม้แต่เงาของความชั่ว
ในทำนองเดียวกัน ความพอดีหรือการมีชีวิตอยู่ในทางสายกลางเป็นคุณธรรมในพุทธศาสนา
เพราะมีปัญญาเข้าไปเกี่ยวข้อง
ปัญญาหรือความรู้ทำให้เราสามารถควบคุมอารมณ์และความต้องการต่างๆ
ไม่ให้มีมากเกินไป พร้อมทั้งสามารถเลือกตอบสนองอารมณ์และความต้องการบางอย่างที่สมควรตามความเหมาะสมแต่ละกรณี
ดังนั้นความพอดีหรือทางสายกลางและความรู้จึงแยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าหากปราศจากความรู้ว่าความต้องการใด
ดีหรือไม่ดี และเส้นที่ขีดคั่นระหว่างความพอดีและความสุดโต่งอยู่ที่ไหน
เราก็จะมีคุณธรรมความพอดีหรือทางสายกลางไม่ได้
ความเมตตาที่เป็นคุณธรรมในพุทธศาสนานั้น มีปัญญาหรือความรู้เป็นพื้นฐานเช่นเดียวกับความกล้าหาญความเมตตาในพุทธศาสนาไม่ได้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกชั่วคราว
เช่นอารมณ์สงสาร ที่มักตะไม่คงทนถาวรแต่เป็นผลของการมปัญญาหยั่งรู้สัจธรรมมากกว่า
ดังนั้นความเมตตาจึงเป็นสิ่งไม่เปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้างเหมือนอารมณ์
เช่นการที่รู้ว่าชีวิตประเภทในสังสารวัฏมีความทุกข์เป็นพื้นฐานเหมือนกัน
ทำให้เรามองเห็นความสำคัญของความเอื้ออาทรและการช่วยเหลือผ่อนปรนความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น
การมองเห็นด้วยปัญญานี้เป็นบ่อเกิดของความเมตตาหรือความต้องการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
ความเมตตานอกจากมีฐานอยู่ที่ปัญญาแล้ว การแสดงออกของความเมตตายังมีปัญญาเกี่ยวข้องอีกด้วย
ความเมตตาที่ไม่มีปัญญาเกี่ยวข้องอาจนำอันตรายมาสู่ตัวเราและผู้ที่เราเมตตาโดยไม่ตั้งใจได้


|
คุณธรรมเป็นสิ่งที่สอนได้หรือไม่?
คุณธรรมเป็นสิ่งที่สอนได้แน่นอน ถ้าหากไม่เป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าคงไม่เสียเวลาสอนคุณธรรมแก่คนทั้งหลายและเผยแพร่ศาสนาไปยังกลุ่มบุคคลต่างๆ อย่างแน่นอนปัญหาถกเถียงกันในเวลานี้ในวงการศึกษา ไม่ใช่ปัญหาที่ว่าคุณธรรมเป็นสิ่งที่สอนได้หรือไม่ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับวิธีการสอนคุณธรรมมากกว่า เพราะการสอนคุณธรรมแตกต่างจากการสอนวิชาอื่น การสอนคุณธรรมมุ่งมั่นที่จะให้ผู้เรียนเป็นคนดีมีคุณธรรมที่สอนอยู่ในตัว ดังนั้นการสอนคุณธรรมจึงต้องพิถีพิถันเรื่องวิธีการสอนมากเป็นพิเศษ นักวิชาการบางคนมีความคิดว่าวิธีการสอนคุณธรรมที่จะให้ผลตามความต้องการ ต้องเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับธรรมชาติมนุษย์เป็นปัญหาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ |
ทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์ที่นักวิชาการสาขาต่างๆ
สร้างขึ้นมามีอยู่มากมายหลายทฤษฎี และทฤษฎีต่างๆ เหล่านี้มักจะขัดแย้งกัน
เราจึงสรุปให้เด็กขาดลงไปไม่ได้ว่าธรรมชาติมนุษย์เป็นอย่างไรแน่ แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์ทุกทฤษฎี
ต่างชี้ให้เห็นเหมือนกันว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่สอนได้ (หรือที่พุทธศาสนาเรียกว่าเวไนยสัตว์)
ดังนั้นไม่ว่าธรรมชาติมนุษย์จะเป็นอย่างไร การสอนคุณธรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้แน่นอน
และเป็นประโยชน์แก่มนุษย์แน่ ปัญหาที่เกิดตามมา คือปัญหาที่ว่าเราจะสอนคุณธรรมอย่างไรจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน
(๑) การสอนด้วยการสร้างปัญญา
นักวิชาการบางคนเชื่อว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผลและมีปัญญาเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิต
ดังนั้นการมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ จึงเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้การสอนคุณธรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติมนุษย์มากที่สุด จึงต้องมุ่งมั่นให้ผู้เรียนเกิดปัญญาหรือความรู้มากกว่าให้จดจำคำสอน
และโดยเหจุที่ความรู้ไม่ใช่วัตถุสิ่งของที่จะหยิบยื่นให้กันได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดจากการใช้สติปัญญาของผู้เรียนเอง
ดังนั้นการสอนคุณธรรมที่มุ่งให้นักเรียนมีความรู้เรื่องคุณธรรม จึงต้องไม่ใช้วิธีการสอนแบบบรรยายที่ให้นักเรียนจดจำคำสอนและยึดถือครูเป็นสรณะ
การสอนในรูปของการสนทนาโต้ตอบระหว่างครูและนักเรียน เป็นวิธีการสอนที่เหมาะสมกว่าเพราะการสอนด้วยวิธีนี้จะกระตุ้นให้นักศึกษารู้จักคิดวิเคราะห์เอง
ทั้งในเรืองของความหมายและประเภทของคุณธรรมที่ตนควรจะปลูกฝังให้มีอยู่ในตัว
การคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองนี้มีความสำคัญมากในการเรียนการสอนคุณธรรม
เพราะตะนำไปสู่ความรู้ในที่สุดได้ในการสอนรูปแบบนี้ ครูไม่มีหน้าที่
"สอน" ในความหมายที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แต่มีหน้าที่ช่วยเหลือให้นักเรียนมีความรู้ด้วยสติปัญญาของตนเอง
เช่นด้วยการที่ครูตั้งคำถามและให้นักเรียนขบคิดกาคำตอบเอง และด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของนักเรียน
ว่าเป็นความคิดที่สมเหตุสมผลและตรงกับความจริงมากน้อยเพียงใด ครูมีหน้าที่ให้คำตอบที่ถูกต้องแก่ยักเรียนไว้จดจำ
ในนัยนี้ครูจึงมีหน้าที่เหมือนหมอตำแยสมัยก่อน ที่ช่วยหญิงที่กำลังจะคลอดลูกให้คลอดลูกได้ง่ายขึ้น
เช่นด้วยการบีบนวดหรือใช้ยา แต่ไม่ใช่ด้วยการคลอดลูกแทนหญิงทีครรภ์
การสอนคุณธรรมด้วยวิธีการสนทนาโต้ตอบที่กล่าวมาเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการช่วยเหลือให้เจ้าสำนักต่างๆ
เกิดปัญญาหยั่งรู้เรื่องคุณธรรมเอง เช่นการสารทนาธรรมกับพระพุทธองค์
ทำให้นิคนธ์ที่เป็นเจ้าสำนักลัทธิศาสนาสำนักหนึ่งเกิดปัญญารู้เองว่า
ไฟที่ตนควรเกรงกลัวมาที่สุดคือไฟของกิเลสตัณหา ไม่ใช่ไฟในหองไฟ
การสอนด้วยการสารทนาโต้ตอบอาจเป็นวิธีที่เหมาะสมแก่สมัยปัจจุบันที่นักเรียนเรียกร้องที่จะคิดเอง
ไม่ต้องการให้ผู้ใดยัดเยียดความคิดหรือสร้างโปรแกรมใส่ในจิตของตนปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการนำวิธีนี้มาใช้ในทางปฏิบัติ
คือปัญหาเกี่ยวกับครูสอนคุณธรรม เพราะครูจะต้องมีความรู้เรื่องคุณธรรมและมีความสามารถในหารสอนมากเป็ฯพิเศษจึงจะสามารถช่วยให้
นักเรียนรู้เองว่าอะไรดีหรืออะไรไม่ดี สอนด้วยวิธีนี้อาจยากลำบากสำหรับครูที่ไม่ได้รับการฝึกฝนโดยตรงให้ทำหน้าที่เช่นนี้
และไม่อาจนำมาใช้ในชั้นเรียนที่มีนักเรียนจำนวนมากจนครูไม่สามารถให้ความสนใจแก่นักเรียนคนใดเป็นพิเศษได้
ดังนั้นวิธีการสอนแบบนี้ จึงเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจในวงการศึกษา แต่เป็นวิธีที่ยากลำบากในการปฏิบัติ
หลวงพ่อได้ใช้วิธีนี้สอนคุณธรรมแต่คนบางคนที่มีพุทธจริต(สติปัญญาสูง)เท่านั้น
สำหรับคนทั่วไปหลวงพ่อใช้วิธีอื่นที่จะได้กล่าวต่อไป
| วิธีการสอนคุณธรรมวิธีหนึ่งที่ได้ความคิดมาจากหลวงพ่อ คือการนำคุณธรรมในศาสนาพุทธมาสอนมากกว่าการให้นักเรียนคิดค้นหาคุณธรรรมในศาสนาพุทธมาสอนมากกว่าการให้นักเรียนคิดค้นหาคุณธรรมด้วยตนเอง การสอนในรูปแบบนี้ครูยังมีบทบาทสำคัญอยู่เหมือนการสอนด้วยวิธีสนทนาโต้ตอบ กล่าวคือครูจำเป็นจะต้องมีความรู้เรื่องคำสอนในพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งมากพอที่จะอธบายให้นักเรียนเข้าใจได้ ครูจะเสแสร้งทำตัวว่ามีความรู้ดังกล่าวไม่ได้ มิฉะนั้นนักเรียนจะขาดความเคารพและเลื่อมใสในตัวครู |
 |
นอกจากความรู้ทางศาสนาแล้ว ครูสอนคุณธรรมจะต้องรู้วิธีสอนที่จะทำให้การเรียนการสอนคุณธรรมไม่น่าเบื่อสำหรับนักเรียนด้วย
ส่วนการสอนด้วยวิธีที่สนุกสนานจะทำให้นักเรียนมีคุณธรรมที่สอนหรือไม่นั้
เป็นอีกเรื้องหนึ่งที่จะต้องประเมินกันอย่างจริงจัง นักเรียนอาจสนใจเรียนรู้เรื่องคุณธรรมศาสนา
เพราะครูสอนเก่งและสอนสนุก แต่นักเรียนจะยอมปลูกฝังคุณธรรมที่เรียนมาให้มีอยู่ในตัวมากน้อยเพียงใด
และคุณธรรมนั้นจะอยู่ในตัวนักเรียนยาวนานแค่ไหนนั้น จะต้องมีการประเมินอย่างจริงจังเช่นกัน
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงในการสอนคุณธรรมด้วยวิธีดังกล่าว
คือครูควรจะให้นักเรียนมีโอกาสคิดวิเคราะห์คำสอนในศาสนา ด้วยสติปัญญาของตัวเองด้วยนักเรียนจะได้เกิดปัญญารู้ว่าทำไมคุณธรรมในศาสนาจึงเป็นสิ่งดีเป็ฯประโยชน์
เช่น ทำไมศาสนาพุทธสอนว่าความเพียนพยายามเป็นคุณธรรม ทำไมจึงไม่สอนให้เป็นคนอยู่เฉยๆ
ไม่ทำอะไรเลย ทำไมจึงควรให้อภัยคนที่ทำความเจ็บปวดแก่จิตใจเราด้วย
ในเรื่องของความเมตตาที่เป็นคุณธรรมสำคัญของพุทธศาสนานั้น
ครูควรให้นักเรียนวิเคาะห์ความหมายและธรรมชาติของความเมตตาให้เข้าใจถ่องแท้
จะได้รู้ว่าความเมตาควรมีขอบเขตจำกัดแค่ไหน สิ่งสำคัญที่ใม่ควรมองข้ามคือในการสอนคุณธรรมในพระพุทธศาสนา
ครูจะต้องพยายามให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาปัญญาของตนควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง
แม้แต่ศีล ๕ ที่ดูเหมือนจะเข้าใจง่ายนั้น ครูก็ต้องให้นักเรียนได้คิดและเข้าใจด้วย
เช่นทำไมสังคมปัจจุบันที่มีสภาวะแตกต่างจากสังคมสมัยพุทธกาล การรักษาศีล
๕ จึงยังคงเป็นประโยชน์อยู่เหมือนเดิม และเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับกาลสมัย
การสนทนาโต้ตอบระหว่างครูกับลูกศิษย์ในเรื่องศีล
๕ จะทำให้นักเรียนเข้าใจศีล ๕ ได้ถูกต้องขึ้น เช่นเข้าใจว่าศีลข้อ
๒ และข้อ ๕ ไม่ได้มีลักษณะคับแคบไม่ครอบคลุมกรณีที่พ่อค้าโกงลูกค้า
หรือคอร์รัปชันและยาเสพติด ในทำนองเดียวกันการใช้เหตุผลวิเคราะห์จะทำให้นักเรียนเข้าใจศีลข้อ
๒ ที่ห้ามลักทรัพย์ผู้อื่นว่ามีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้เราได้ทรัพย์ต่างๆโดยไม่ชอบธรรม
พร้อมเข้าใจด้วยว่าทรัพย์ที่ศีลข้อ ๒ พูดถึงนั้นมีทั้งทรัพย์ที่เป็นวัตถุและทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนเช่นความคิดและเวลา
พ่อค้าที่โกงลูกค้าหรือกักตุนสินค้าไว้ ทำให้เกิดการขาดแคลนขึ้น เพื่อจะได้ขายสินค้าในราคาสูงกว่าปกติ
ถือว่าเป็นการลักทรัพย์อย่างหนึ่ง ข้าราชการที่ใช้เวลาทำงานไม่เต็มที่แบบที่เรียกกันว่า
"เช้าชามเย็นชาม" ถือว่าละเมิดศีลข้อนี้เช่นกัน ความเข้าใจดังกล่าวนี้จะเกิดมีขึ้นต่อเมื่อนครูสอนศีล
๕ ด้วยการสนทนาโต้ตอบกับนักเรียน
หลวงพ่อได้ย้ำเสมอว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผล
ธรรมทุกประเภทที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นมีเหตุผล ดังนั้นในการนำคุณธรรมต่างๆในศาสนาพุทธมาสอน
ครูจะต้องให้นักเรียนได้ใช้ปัญญาของตนวิเคราะห์เหตุผลในคำสอนนั้น หรือพุทธศาสนาเรียนว่าโยนิโสมนสิการ
ด้วยเหตุนี้การสอนคุณธรรมในศาสนาพุทธด้วยการให้นักเรียนท่องจำนั้น
จึงสวนกับเจตนารมณ์ของพุทธศาสนาที่ต้องการให้ศึกษาด้วยปัญญา แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง
ทรงเน้นให้สาวกใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ธรรมให้ถ่องแท้ ก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อและปฏิบัติตาม
ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เชื่อตามที่ได้ยินได้ฟังมาอะไรง่ายๆ
ให้ขบคิดวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัยในเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาก่อนที่จะเชื่อ
(๒) การสอนด้วยแบบอย่าง
วิธีการสอนคุณธรรมวิธีหนึ่ง ได้ข้อคิดมาจากการมองเห็นหลวงพ่อทพองค์ท่านให้เป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่ผู้มาปฏิบัติธรรมหลวงพ่ออดทนต่อความยากลำลากต่างๆ
มีความใฝ่รู้ มีความกตัญญูต่อบุพการีครูอาจารย์และผู้มีคุณทั้งหลาย
ครูสอนธรรมควรทำตัวเป็นบบอย่างดีงามแก่นักเรียน ถึงแม้ว่าจะสวนทางกับความจริงในชีวิตบ้าง
(เช่น บิดามารดาที่ดีแต่มีลูกที่เลว ครูดีแต่มีลูกศิษย์ที่เลว) แต่วิธีการสอนแบบนี้ก็ไม่ผิด
เช่น "แม่ปูเดินคดลูกปูก็เดินคดไปด้วย"
การที่ครูทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ ประโยชน์อย่างน้อยที่สุดทำให้ลูกศิษย์ไม่ผิดหวังในตัวครู
สิ่งนี้ทำให้ลูกศิษย์มีศรัทธามากจนยอมทำตัวตามแบบอย่างครู ดังนั้นการที่ครูทำ
ตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่ลูกศิษย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสอนคุณธรรมแก่นักเรียน
 |
การทำตัวเป็นแบบอย่างอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้นักเรียนได้เรียนรู้ประวัติของคนดีที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย ประวัติของบุคคลเหล่านั้นจะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความต้องการที่จะทำตัวเองให้เป็นคนดีตามแบบอย่างของบุคคลนั้น งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า เด็กในสังคมไทยปัจจุบันต้องการเป็นตัวของตัวเองในเรื่องของความคิด แต่ในเรื่องเกี่ยวกับความประพฤติเด็กจังต้องการผู้ใหญ่ที่มีความประพฤติเป็นแบบอย่างอยู่ ต้องการให้ผู้ใหญ่เป็นคนน่ารัก น่าเคารพ พ่อแม่และครูเป็นผู้ใหญ่ที่เด็กคาดหวังในเรื่องจริยธรรมมาก ถ้าไม่ทำตัวตามความคาดหวัง โอกาสที่เด็กจะเป็นคนชั่งอาจมีมากขึ้น |
การระลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือพระธรรมทุกครั้งก่อนที่จะทำอะไรลงไป
เป็นการสร้างรูปแบบการกรทำที่ดีขึ้นมาให้เราปฏิบัติตาม การสร้างรูปแบบเช่นนี้มีความสำคัญมาในยามวิกฤต
ในสถานการณ์เช่นนี้แทนที่เราจะทำตัวเหมือนคนทั่วไป เช่นปล่อยให้ "มืออ่อนตีอ่อน"
เราจะไม่ยอมอยู่เฉยโดยไม่ทำอะไรสักอย่าง แต่จะพยายามควบคุมตัวเองให้ได้
ดึงสติปัญญาในตัวเองที่หายไปให้คืนมา เมือทำได้เราจะาสามารถประเมินได้ว่าในวิกฤตที่เผขิญอยู่นั้นเรามีทางออกทางใดหรือไม่
และมีวิธีพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างไร การนำพุทธธรรมมาสร้างเป็ฯพื้นญานแบบอย่าวของการกระทำจะทำให้เราหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ต่างๆได้โดยไม่บอบช้ำมาก
(๓) การสอนด้วยระเบียบวินัย
วัดอัมพวันเป็นวัดที่มีระเบียบวินัย ให้ผู้ปฏิบัติกรรมฐานที่วัดปฏิบัติตามในกิจวัตประจำวัน
ระเบียบวินัยมีความเกี่ยวข้องกับคุณธรรมอยู่ไม่น้อย การสอนคุณธรรมด้วยการกำหนดกฎระเบียบให้นักเรียนฝึกตาม
เป็นวิธีการสอนที่นิยมใช้กันมากในโรงเรียนต่างๆ เพราะเชื่อว่ากฏระเบียบเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างนิสัยที่ดีงามให้เกิดขึ้น
นิสัยหรือความเคยชินมีอิทธิพลในชีวิตคน ในคนจำนวนมากนิสัยเป็นสิ่งที่กำหนดชะตากรรม
เพราะโดยปกติคนเรามักจะทำอะไรตามนิสัย การสอนคุณธรรมจึงควรมุ่งที่จะให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบให้มาก
จะได้มีพฤติกรรมดีงามจะทำให้นักเรียนอยู่ร่วมสังคมได้ด้วยความสุข และสิ่งใดที่ทำให้เป็นนิสัยแล้ว
สิ่งนั้นย่อมจะเคยชินเป็นนิสัย การเป็นคนมีคุณธรรมจะไม่เป้นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับนักเรียนต่อไป
บางคนอาจกล่าวว่าการสอนคุณธรรมควรมุ่งที่จิตใจของนักเรียน
เพราะจิตใจเป้ฯสิ่งสำคัญที่สุด หากจิตใจดีงาม ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีไปด้วยไม่ว่าจะการคิด
การพูด หรือการกระทำ พฤติกรรมเป็นผลมาจากสภาวะของจิตใจ เป็นความจริงที่ว่าจิตใจและร่างกายมีความสัมพันธ์กัน
และสภาพของจิตใจย่อมแสดงออกให้เห็นในการกระทำ แต่เป็นความจริงที่ว่าการเปลี่ยนจิตใจเป็นเรื่องยากกว่าเปลี่ยนพฤติกรรม
ถ้าหากเราเชื่อว่าคนดีคือคนที่มีจิตใจดีงามบริสุทธิ์ผุดผ่องแล้ว เราคงจะหาได้ยากกว่าคนที่มีความประพฤติดีแต่จิตใจยังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เนื่องด้วยจิตใจและพฤติกรรมมีความเกี่ยวข้องกัน ดึงนั้นการส่งเสริมให้เป็นคนดีจึงไม่จำเป้นต้องเริ่มที่จิตใจทุกครั้ง
การให้ความสำคัญแก่กฎระเบียบและนิสัยเป็นการเริ่มที่พฤติกรรมก่อน พฤติกรรมที่ดีมีผลต่อจิตใจในภายหลัง ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆคือผลของการแผ่เมตตาที่มีต่อจิตใจโดยผ่านพฤติกรรม เมื่อทำจนเคยชินแล้ว ความเห็นแก่ตัวมีอยู่ในจิตใจย่อมคลายลง และในที่สุดอาจเปลี่ยนเป็นตรงข้าม ในชีวิตจริงกฎระเบียบเป็นเครื่องมือที่จะควบคุมพฤติกรรมชองคนให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม และคนมักทำตามนิสัยมากกว่าปัญญา ดังนั้นหากต้องการสอนคุณธรรม เราต้องมุ่งมั่นให้นักเรียนมีระเบียบวินัยและสร้างนิสัยดีงามมากกว่าสิ่งอื่น |
 |
วิธีการสอนคุณธรรมที่กล่างมาทั้ง ๓ วิธีเป็นความคิดที่ไดรับความบันดาลใจ
จากการที่หลวงพ่อสอนผู้ปฏิบัติธรรมให้มีคุณธรรม ด้วยการให้ฟังธรรมด้วยปัญญา
ให้ทำตามระเบียบวินัยของวัด และทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีควบคู่ด้วยเราจะสอนคุณธรรมแบบใดนั้น
ขึ้นอยู่กับการเน้นลักษณะต่างๆของคุณธรรมในพุทธศาสนาที่เราจะสอนคุณธรรมมีหลายลักษณะ
ถ้าเราเน้นปัญญา ต้องสอนคุณธรรมที่มุ่งให้รู้จักคิดวิเคราะห์ จนเกิดปัญญา
ถ้าหากเราเน้นที่ลักษณะทางพฤติกรรมของคุณธรรม เราจะเห็นว่าคุณธรรมและแบบอย่างที่ดีมีความสัมพันธ์กัน
กรณีเช่นนี้ เราควรสอนคุณธรรมด้วยการทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน
พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนสร้างแบบอย่างที่ดีงาม โดยนำคำสอนศาสนามาใช้เป็นพื้นฐาน
ถ้าหากเราเชื่อว่าคุณธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ในรูปของนิสัยที่ดีงาม
เราต้องสอนคุณธรรมด้วยการฝึกฝนให้มีระเบียบวินัย เราอาจรวมทั้ง ๓ วิธีนี้เข้าด้วยกันได้
ส่วนจะเน้นที่ลักษณะใดของคุณธรรมนั้น คงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป
อย่างไรก็ตามไม่ว่าเราจะสอนคุณธรรมด้วยวิธีไหน ต้องยอมรับว่าในการสอน
ครูมีบทบาทสำคัญ ครูจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่สอนอย่างลึกซึ้ง มีความสามารถในการสอน
พร้อมทั้งมีระเบียบวินัย และมีความประพฤติดีงามควบคู่ไปด้วย
(๔) การสอนด้วยกรรมฐาน
วิธีการสอนคุณธรรมอีกวิธีหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิยมใช้เสอม
คือการสอนคุณธรรมด้วยกรรมฐาน เพราะเชื่อว่ากรรมฐานสามารถเปลี่ยนจิตใจและพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติให้ดีงามได้
ประโยชน์มากที่สุดของกรรมฐาน คือสามารถเปลี่ยนสภาวะของจิตใจจากจิตของปุถุขนที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ
ให้เป็นจิตของอริยบุคคลที่ใสสว่างและสะอาดบริสุทธิ์ได้ ประโยชน์น้อยที่สุดของกรรรมฐานคือ
สามารถทำให้จิตใจสงบเป็นครั้งคราวได้ เมื่อจิตสงบความคิดในทางอกุศลและการกระทำที่ไม่ดีงามจะไม่เกิดขึ้น
เห็นจะเป็นเพราะประโยชน์ทั้งสองประการของกรรมฐาน โรงเรียนต่างๆจึงนิยมส่งเสริมให้นักเรียนไปเบ้ากรรมฐานตามวัดต่างๆ
และโรงเรียนบางแห่งจัด "ห้องจริยธรรม" ที่โรงเรียนเพื่อให้นักเรียนฝึกจิต
บางโรงเรียนให้เข้าค่ายจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งการเรียนการสอนในหลักสูตรก็มี
การเน้นการฝึกจิตนี้เป็นไปตามความเชื่อของชาวพุทธที่ว่า
จิตเป็นที่มาขอความดีหรือความเลวต่างๆ ดังนั้นถ้าหากต้องการให้คนเป็นคนดี
เราต้องให้ผู้นั้นมีจิตใจที่ดีงามก่อน ไม่มีวิธีใดที่ส่งผลให้เกิการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจได้มากเท่ากรรมฐาน
เพรากรรมฐานเป็นวิธีพัฒนาจิตโดยตรง
หนังสือชุดกฎแห่งกรรม ที่หลวงพ่อจัดทำขึ้นมาทุกปีในตอนหนึ่งของหนังสือชุดนี้
ผู้ปฏิบัติหลายคนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสภาวะจิตใจและพฤติกรรมของตนที่ได้เปลี่ยนไปเพราะกรรมฐาน
การเป็นคนใฝ่รู้ ทำให้หลวงพ่อจดบันทึกเกี่ยวกัลการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่เกิดขึ้นในตัวผู้ปฏิบัติที่ท่านรู้จักหรือสังเกตเห็นไว้หลายกรณี
เรื่องเล่าและบันทึกดังกล่าว ช่วยให้เราพอจะมองเห็นผลของการปฏิบัติกรรมฐาน
ที่มีต่อชีวิตทางจริยธรรมของผุ้ปฏิบัติได้บ้างแต่จะมากน้อยหรือยาวนานแค่ไหนนั้นจะต้องมีการศึกษาวิจัยกันให้จริงจังกว่านี้
เช่นมีการติดตามดูพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติน้องที่สุด ๑ ปี ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหนและคงทนแค่ไหน
 |
บันทึกของหลวงพ่อให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ควรคิดกล่าวคือ การสอนด้วยกรรมฐาน เป็นวิธีการสอนที่เน้นปฏิบัติมากกว่าคำบรรยาย ผู้ปฏิบัติจะเรียนรู้คุณธรรมด้วยปัญญาตนเองมากกว่าครูสอน ยกตัวอย่างเช่นคุณธรรมของพุทธศาสนาเรื่องความเมตตาและการให้อภัยหลวงพ่อตระหนักดีว่าคุณธรรมทั้งสองประการนี้เป็นเรื่องที่สอนไดยาก โดยเฉพาะในกรณีที่นักเรียนไความเจํบปวดทางจิตใจอยางสาหัสจาการกระทำโดยเจตนาของผู้อื่น ดังนั้นหลวงพ่อจึงไม่ได้เทศน์ สั่งสอนนักเรียนผู้นั้นให้มีความเมตตาต่อศัตรู และให้รู้จักไห้อภัยคนที่เคยทำร้ายในอดีต แต่หลวงพ่อกับให้ผู้นั้นไปเข้ากรรมฐานแทน เพื่อที่จะได้เกิดปัญญารู้แจ้งถึงธรรมชาติของคุณธรรมทั้งสองด้วยตัวของตนเอง |
บันทึกของหลวงพ่อกล่าวถึงเด็กหญิงผู้หนึ่งที่มาเข้ากรรมฐานที่วัด
เด็กหญิงคนนี้เกลียดชังบิดาของตนมาก จนถึงกับไม่ยอมพบเห็นหรือพูดถึง
ทุกครั้งที่นึกถึงความเลวร้ายที่บิดาทำแก่ตน ความโกรธความเกลียดจะมากขึ้น
เด็กผู้หญิงพยายามทำตามพระธรรมคำสอนเรื่องความเมตตาและการให้อภัยเพื่อจะได้ไม่เกลียดและโกรธบิดาของตนมากเช่นนั้น
แต่ไม่สำเร็จ เพราะความโกรธมีมาก ทำให้ตนมีความทุกข์มาก หลวงพ่อให้เด็กผู้หญิงเข้ากรรมฐานที่วัดเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์
โดยให้ปฏิบัติเมตตาภาวนา พร้อมกับสอนให้รู้จักแผ่เมตตาให้บิดาตนควบคู่กันไป
กรรมฐานทำให้จิตใจสงบลง จนเด็กคนนี้สามารถมองดูความโกรธที่อยู่ในจิตใจได้เต็มตา
ทำให้มองเห็นธรรมชาติจริงของอารมณ์อกุศลทั้งสอง ว้าเป็นอารมณ์ที่เป็นอันตรายแก่ตัวเองจึงรู้สึกเสียใจที่ทำตัวเป็นคนโง่
ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในของความโกรธมานาน จิตที่สงบทำให้ตนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อบิดาใหม่
สามารถมองดูบิดาตามสภาพความเป็นจริง ไม่ได้มองตามความคิด ความเชื่อและความรู้สึกของตนอย่างเดียวเช่นในสมัยก่อน
ทำให้รู้ว่าบิดาไม่ได้เป็นคนเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีทั้งความดีความเลวอยู่ในตัวเหมือนคนทั่งไป
เมื่อหวนนึกคิดตัวเองก็ตระหนักว่าตัวเองก็เป็นปุถุชนเหมือนกัน การที่ตนยังไม่ได้ทำอะไรผิด
มิได้หมายความว่าตนจะไม่ทำอะไรผิดเลยในชีวิต วันหนึ่งตนเองอาจทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้เช่นกัน
ปัญญาหรือการมองเห็นการเปราะบางทางจริยธรรมของมนุษย์ ทำให้เด็กคนนี้ร้องไห้ออกมาด้วยความสำนึกและตั้งใจที่จะไมองดูบิดาของตนในแง่ร้ายอีกต่อไป
ดังนั้นจึงไปขอขมาบิดาตามคำแนะนำของหลวงพ่อ และเมื่อพลเห็นบิดาที่เป็นคนชราอ่อนแอ
ก็ยิ่งมีความเมตตาต่อบิดามากขึ้นจนยอมย้ายบ้านมาอยู่ดูแลบิดาที่เคยทำร้ายจิตใจอย่างแสนสาหัส
กรณีของเด็กหญิงผู้นี้เป็นตัวอย่างของการสอนคุณธรรมด้วยกรรมฐาน
กรรมฐานทำให้จิตสงบและเกิดปัญญา ปัญญาบอกให้เด็กหญิงผู้นั้นรู้เอง
ว่าอะไรผิดอะไรถูก โดยที่ครูไม่จำเป็นต้องชี้ให้เห็น การสอนคุณธรรมด้วยกรรมฐานกับการสอนด้วยการสนทนาโต้ตอบมีเป้าหมายเหมือนกัน
คือให้เกิดปัญญาขึ้น ปัญญาที่เกิดขึ้นจากรรมฐานมีที่มาแตกต่างจากปัญญาที่เกิดจากการสนทนาโต้ตอบ
ปัญญาในกรรมฐานเป็นผลจากการที่นักเรียนเพ่งพินิจพิจารณาจิตของตนคนเดียว
ในขณะที่ในการสนทนาโต้ตอบ ปัญญาเกิดจากการที่ครูและนักเรียนค้นหาความรู้ด้วยกัน
ชาวพุทธเชื่อว่าปัญญาที่เกิดขึ้นจากกรรมฐานนั้น มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันมาก
เพราะทำให้เรามองเห็นธรรมชาติของสรรพสิ่งต่างๆได้ตามความเป็นจริงเช่นมองเห็นไตรลักษณ์ของนาม-รูปของตัวเอง
และของศัตรูทำให้รู้ว่าทั้งตัวเราและศัตรู ต่างก็มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย
เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ และอยู่ใต้กฎแห่งกรรมเหมือนกัน ถึงแม้เราจะไม่ทำอะไรแก่ศัตรูเลย
ผู้นั้นก็จะต้องชดใช้กรรมที่ทำไว้แก่เราอยู่ดีตามกฎแห่งกรรม การให้อภัยผู้นั้นนอกจาากจะทำให้เรามีความสุขในปัจจุบันแล้วเมื่อเราตายไป
การให้อภัยยังเป็นการช่วยเหลือศัตรูที่ทำร้ายเราให้มีความทุกข์จาอกุศลที่ไดทำแก่เราน้อยลงหรือไม่ต้องรับกรรมนั้นเต็มที่
ประสบการณ์ที่ผู้เข้ากรรมฐานที่วัดอัมพวันเล่าไว้ในหนังสือชุดกฏแห่งกรรม
ย้ำให้เห็นว่าการสอนคุณธรรมด้วยกรรมฐาน สามารถปรับเปลี่ยนจิตใจ นิสัยและพฤติกรรมได้แน่นนอน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นในบางกรณีเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
เช่นจากการเป็นคนใจร้อนมาเป็นคนใจเย็นครั้งคราว ในรายที่ปฏิบัติสม่ำเสมอมีการเปลี่ยนแปลงแบบผลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้การสอนคุณธรรมด้วยกรรมฐานเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะกรรมฐานทำให้เกิดปัญญาที่รู้ความจริงโดยยึดพระธรรมเป็นแนวทางดำเนินชีวิตและยึดพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์เป็นตัวอย่าง
การสอนคุณธรรมทั้ง 4 วิธี ที่ได้ความคิดมาจากวิธีการที่หลวงพ่อใช้เสกคนให้เป็นคนดีมีคุณธรรมสอดคล้องกับความจริงในชีวิตที่พบเห็น จากการที่ส่งเสริมให้กำลังใจจากการเรียนแบบอย่างที่ดีงาม จากการปฏิบัติตามกฏระเบียบและจากการฝึกจิต
อย่างไรก็ตาม เราคงยอมรับว่าในบางกรณีคนเราสามารถมีคุณธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยเหล่านี้ เช่น คนดีมีคุณธรรมได้เองโดยไม่รู้ว่าคุณสมบัติดีงามที่มีในจิตคือ "คุณธรรม"ของพุทธศาสนา ศาสนาพุทธอธิบายคุณธรรมที่คนได้มาโดยไม่ต้องการเรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ ว่าเป็นผลจากการบำเพ็ญเพียรของผู้นั้นมาเป็นระยะเวลายาวนานและเรียกคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวคนหนึ่งคนได้มาแต่เกิดว่าเป็น "บารมีเก่า" ที่ติดตัวมาพร้อมทั้งอธิบายว่าการทำความดีของบุคคลประเภทนี้ในปัจจุบัน เช่น การให้ทาน และรักษาศีลเป็นการสร้างบารมีหรือความดีให้สมบูรณ์แบบ เช่นพระโพธิสัตว์
ในกรณีทั่วไปเราคงต้องยอมรับว่า การส่งเสริมและการให้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรมได้ง่ายขึ้น พ่อ แม่ ครู อาจารย์และเพื่อนใกล้ชิด ล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในชีวิตทางจริยธรรมของเด็กและเยาวชนทั้งนั้น ตลอดจนคนสำคัญเช่น ผู้ปกครองและพระสงฆ์ |



|
การส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมที่สำคัญคือการที่สังคมยอมรับและยกย่องคนดีและช่วยทำนุบำรุงคนดีให้อยู่ในสังคมได้ด้วยความสุข
เช่น ด้วยการช่วยป้องกันไม่ให้คนชั่วมีอำนาจและส่งเสริมคนดีได้ทำประโยชน์แก่สังคมในทุกโอกาส
เราอาจตั้งข้อสังเกตว่า ในโลกของความจริงคนดีเหมือนกับต้นไม้ที่เจ้าของจะต้องทะนุบำรุง
ต้นไม้จึงจะโตและออกดอกออกผลเต็มที่ ในโลกของสังสารวักคนดีจะยืนหยัดอยู่โดยลำพังได้อยากทุกสิ่งทุกอย่างมีความสำพันธ์เกี่ยวข้องกัน
สังคมต้องส่งเสริมและช่วยเหลือคนดีด้วย คนดีจึงจะสามารถทำประโยชน์แก่สังคมเต็มที่
หลวงพ่อเป็นกัลยาณมิตรแก่ทุกคนที่ต้องการหนีความทุกข์หาสุขวัดอัมพวัณเป็นสถานที่ร่มรื่นและผ่อนคลายด้วยกระแสเมตตาจากหลวงพ่อ
สำหรับคนทั่วไปการไปวันอัมพวัณนอกจากจะได้กราบหลวงพ่อแล้วยังมีโอกาสได้เรียนรู้คุณธรรมสำคัญที่ทำให้ตนและสังคมมีความสุขได้เห็นพฤติกรรมเป็นแบบอย่างที่ดีงามจากองค์หลวงพ่อ
ได้สร้างนิสัยดีงามที่เกิดขึ้นในตัวด้วยปฏิบัติกฏระเบียบของวัดและได้ฝึกจิตจนเกิดปัญญารู้ในความดีแล้วยังมีโอกาสได้สร้างกุศลให้เกิดแก่ตัวเอง
ด้วยการทำบุญทำทานเสมือนเสบียงติดตัวไปหลังความตาย
ด้วยเหตุนี้การไปวัดอัมพวัณจึงไม่ใช้เรื่องธรรมดาสำหรับทุกคนและไม่ใช้ทุกคนจะไปได้
หล่วงพ่อกล่าวตลอดเวลาว่าผู้ที่สามารถไปวัดอัมพวัณได้จะต้องมีบุญกุศลเป็นพื้นฐานของจิตอยู่บาง
คนที่มีจิตใจที่เป็นโทษจะไม่ไปวัดอัมพวัณและจะไปทำบุญทำทานอะไรก็ไม่ได้ผลเหมือนกันการใส่ปุ๋ยต้นไม้ที่ตายแล้ว
หลวงพ่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ดังนั้นจึงได้เมตตานำพระธรรมและวิธีปฏิบัติที่เป็นทางสายเอกในพระพุทธศาสนามาสอนแก่ผู้ที่เข้าวัดทุกคนเพื่อเติมบุญกุศลในตัวให้เพิ่มขึ้นจนเต็มเปี่ยม
หลวงพ่อได้มอบเครื่องมือสำคัญที่หาได้ยากแก่คนทุกคนให้นำไปใช้เจียรนัยใจที่หนาทึบด้วยกิเลสตัณหาให้เป็นใจที่ใสสว่างเป็นประกายด้วยแสงแห่งปัญญาดุจเพ็ชรเม็ดงาม
ไม่มีบุญคุณใดจะใหญ่หลวงกว่าการที่หลวงพ่อช่วยเหลือชาวพุทธให้เป็นชาวพุทธแท้
และเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ
ความทุกข์นั้นได้ผูกพันอยู่กับชีวิตของคนเราตั้งเกิดจนกระทั้งตาย
เหตุที่ชักนำให้เกิดความทุกข์นั้น ได้แก่ตัณหาเมื่อดับตัณหาซึ่งเป็นเหตุแล้วทุกข์ซึ่งเป็นผลย่อมดับตามไป
เพระว่าตัณหาเป็นเหตุของอุปาทาน- ความเข้าไปยึดถือเบญจขันธ์ว่าเป็นตัวตน
อันเป็นจุดอุบัติของทุกข์ทั้งปวง ดังนั้นเมื่อตัณหาดับอุปทานก็จะดับไปตาม
เมื่อความเข้าไปยึดถือเบญจขันธ์ถูกถอนออกไปได้โดยสิ้นเชิงแล้ว ความทุกข์ก็เป็นอันถูกถอนไปด้วย
ในขณะเดียวกัน เบญจขันธ์ที่ดำรงอยู่ก็จะเป็นแต่สักว่า เบญจขันธ์ที่แปรเปลี่ยนจะเสื่อมจะแตกทำลายไปอย่างไร
ก็ไม่ก่อความทุกข์ให้แก่ใคร เพราะไม่มีใครเข้าไปยึดถือมันเสียแล้ว
จาก "แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา"
โดย พระเทพสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธัมโม)
แต่งเมื่อ ๒๕๑๕ ขณะดำรงสมณศักดิ์ พระครูภาวนาวิสุทธิ์
|