| หลังจากที่ดิฉันได้ปฏิบัติธรรมแล้วระยะหนึ่ง
ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับดิฉัน เมื่อสามีดิฉันได้ตรวจพบโดยบังเอิญด้วยคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก
(MRI) พบว่ามีโพรงในกระดูกขา-แขน ทั้ง ๔ ข้าง เมื่อได้รับการผ่าตัดเอาชิ้นกระดูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา
แพทย์ทางพยาธิวิทยาบอกว่ามีเซลล์อ่อนมากกว่าปกติ สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งดิฉันเองได้รับทราบจากแพทย์ทางโลหิตวิทยาที่มาดูแลสามีดิฉัน
ขณะนั้นสามีของดิฉันยังไม่ทราบทำให้ดิฉันได้เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
เห็นตัวทุกข์แล้วจริงๆ สมดั่งกับคำที่กล่าวว่า
ทุกฺโขติณฺณา เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว
ทกฺขปเรตา เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว
แต่ถ้าเรามีวิชาของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็จะสามารถมองหรือทำความทุกข์ให้เป็นทุกขัง
(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ได้ กล่าวคือ รู้เท่าทันความทุกข์
รู้จักความทุกข์ตามความเป็นจริงแห่งเหตุปัจจัย ถ้าจะอุปมาเหมือนคนเฝ้าประตูบ้าน
ถ้ารู้เท่าทัน รู้จักคนเข้า-ออกประตูว่าเป็นใคร เป็นอย่างไร
ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ และเมื่อสามีดิฉันได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยการเจาะไขกระดูกไปตรวจ
ผลปรากฏว่าปกติดี สมดังที่หลวงพ่อท่านเคยบอกกับสามีดิฉันเรื่องโพรงในกระดูกว่า
"ไม่เป็นไร" เมื่อคราวที่สามีดิฉันได้กราบเรียนให้ท่านทราบ หลวงพ่อท่านก็ตอบเกือบจะทันทีเลยว่า
"ไม่เป็นไร" และก็ไม่เป็นไรสมดังที่หลวงพ่อท่านกล่าวจริงๆ
ดิฉันคิดว่าผู้ปฏิบัติธรรมนั้นควรจะสามารถนำธรรมะของพระพุทธองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาณขั้นพื้นฐาน
อย่างน้อย ๒ สภาวะ คือ เมื่อตัวเราเอง หรือคนที่เรารักจะต้องจากไป
ซึ่งเวลานั้นต้องมีมาแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราควรเตรียมใจพร้อมที่จะยอบรับและสามารถจัดการสิ่งต่างๆตามเหตุปัจจัยของมันได้อย่างเหมาะสม
มีสติ และดำเนินชีวิตของตนเองด้วยความไม่ประมาทถึงสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนี้
ผลของการปฏิบัติธรรมของดิฉันนั้น ทำให้ดิฉันมีความสงบสุข
มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ดิฉันมีชีพจรที่ช้าลงมาก โดยวัดล่าสุดขณะพัก
กึ่งนั่ง-กึ่งนอน ได้ประมาณ ๕๘ ครั้ง/นาที การหายใจก็ละเอียดเบา
และจำนวนครั้งลดลงมาก ก่อนการปฏิบัติธรรมดิฉันเป็นคนหลับยากและตื่นง่าย
อาจเป็นเพราะเหตุให้ดิฉันรู้สึกเหนื่อยเพลีย แต่หลังจากการปฏิบัติธรรมช่วงต้น
ดิฉันเพียงแค่จับพอง-ยุบ ไม่กี่ครั้ง ดิฉันก็วูบหลับไปได้สบาย
แม้บางคืนดิฉันเกิดมีทุกขเวทนา เช่น ปวดศรีษะไมเกรน ซึ่งคืนหนึ่งมีอากาศร้อนจัด
ดิฉันรู้สึกปวดศรีษะมากจนรู้สึกคลื่นไส้จะอาเจียนดิฉันก็กำหนดจิตอธิษฐานขอให้คุณพระค้มครองให้หลับสบาย
ไม่มีอาการปวดทรมานตลอดคืนจนกระทั่งตื่นเช้า
ในด้านการปฏิบัติงานนั้น ดิฉันได้รับมอบหมายให้ทำงานที่ดิฉันคิดว่ายากและคงต้องใช้เวลานานจึงจะทำได้สำเร็จ
ดิฉันได้นั่งสมาธิโดยไม่ได้ตั้งใจจะทำสมาธิเพื่อจะมาทำงาน แต่เป็นการทำสมาธิช่วงสั้นๆในเวลาว่าง
แล้วดิฉันก็ลองเอางานชิ้นนั้นมาลองทำดู ปรากฏว่าดิฉันสามารถทำงานชิ้นนั้นได้เสร็จอย่างง่ายดาย
รวดเร็ว (ใช้เวลาประมาณ ๑๕-๓๐ นาทีเท่านั้น) ได้อย่างน่าอัศจรรย์
และผลงานนั้นดิฉันคิดว่าดีมาก จนดิฉันก็รู้สึกประหลาดใจ ดิฉันทำได้ขนาดนี้หรือ
และแม้ในงานออกข้อสอบวัดทัศนคติ ซึ่งดิฉันดิคว่ายาก แต่เมื่อดิฉันได้รับมอบหมายให้เป็นคนออกข้อสอบ
ดิฉันสามารถทำได้อย่างดีมาก จนอาจารย์แพทย์ท่านอื่นๆชื่นชมและบางคนกล่าวชมว่า
"ดีมากๆเลย" จากนั้นดิฉันก็ได้รับมอบหมายให้ออกข้อสอบอย่างนี้ในปีต่อๆมา
ดิฉันคิดว่านี่เป็นความอัศจรรย์ของจิตที่ได้รับการฝึกฝนปฏิบัติธรรม
ทำให้มีสภาพพร้อมในการทำงาน มีพลัง มีความสงบ ใส เหมาะแก่การทำงานให้เกิดปัญญาต่างๆได้
ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของผลแห่งการปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นผลจริง
ไม่มีข้อสงสัยใดๆ มีบางคนเคยกล่าวอย่างท้อใจกับการปฏิบัติธรรมว่าทำไมไม่เห็นผล
ดิฉันคิดว่าการปฏิบัติมีผลจริงเสมอ และมีผลทั้งนั้น แต่จะมีผลแค่ไหน
ระดับไหน จนเกิดเป็นผลสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง
ดิฉันขออนุญาติเปรียบเทียบการปฏิบัติธรรมเหมือนกับการต้มน้ำในกาน้ำให้น้ำเดือดระเหยไปจนหมดนั้นต้องอาศัย
-
อุณหภูมิความร้อนต้องสูงพอ คือ อย่างน้อยต้องถึงจุดเดือดของน้ำ
-
ต้องนำกาไปตั้งบนเตา
-
ต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ยกขึ้นยกลงๆ
-
ต้องนานพอ
ฉะนั้นเมื่อใครปฏิบัติธรรมแล้วท้อใจว่าไม่เป็นผลนั้น
ก็ต้องดูว่าอุณหภูมิความร้อนสูงเพียงพอหรือยัง (บารมีที่สั่งสมมา)
ถ้ายังไม่พอก็ต้องเพียรพยายามสั่งสมความดีความเพียรต่อไป จนในที่สุดอุณหภูมิความร้อนสูงขึ้นพอ
ได้ปฏิบัติถูกต้องถูกทางหรือไม่ ต่อเนื่องหรือไม่ และนานพอแล้วหรือยัง
จึงขอให้กำลังใจแก่ท่านผู้อ่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านว่าการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ผลจริงอย่างแน่นอน
ไม่ต้องสงสัยเลย ขอให้พยายามสั่งสมความดี ความเพียร อย่าพึ่งท้อใจ
ต้องมีตถาคตโพธิสัทธาเป็นพื้นฐานตั้งมั่น เพราะเรามีพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเป็นแบบอย่างให้เห็นว่า
เมื่อเจริญรอยตามคำสั่งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามมรรคมีองค์
๘ ย่อมมีโอกาสในการบรรลุจุดหมายปลายทางในอนาคตกาลแน่นอน
|