เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติธรรมในโครงการแสงธรรมนำชีวิต
สำหรับประชาชนทั่วไป ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น
เป็นเวลา ๗ วัน มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงวันที่ ๔ ของการปฏิบัติ
ข้าพเจ้ากำหนดสติได้ดีมาก เกิดปัญญาสอนว่า กายนั้นอยู่ส่วนกาย
จิตนั้นอยู่ส่วนจิต จิตอิ่มเอิบมากจึงแผ่เมตตาไปจนไพศาล เมื่อออกจากการปฏิบัติ
กำหนดสติรู้ในอริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ดีมาก เช้ามืดวันถัดมา
ข้าพเจ้ากำลังเดินจงกรมอยู่ เกิดปวดท้องมาก จึงไปเข้าห้องน้ำก็ไม่หายปวด
ปวดจนตัวงอไปหมดจึงลงนอนพัก ซึ่งตอนนั้นทุกคนออกไปปฏิบัติกันหมด
เหลือข้าพเจ้าคนเดียว พอกำลังเคลิ้มๆก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งผมยาวประบ่า
นุ่งขาวห่มขาวมายืนอยู่ข้างๆพร้อมกับพาข้าพเจ้าไปสถานที่แห่งหนึ่ง
ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น สถานที่ที่ไปนั้นดูเป็นเมืองที่แปลกมาก
ผู้คนขวักไขว่ แต่ไม่มีใครพูดจากันเลย ข้าพเจ้าก็เดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งพบชายสูงอายุท่านหนึ่ง
ข้าพเจ้าก็เดินเข้าไปหา ชายสูงอายุท่านนั้นก็พูดกับข้าพเจ้าด้วยประโยคสั้นๆ
แต่ข้าพเจ้าจำได้อย่างแม่นยำจนบัดนี้ว่า หนูหมั่นสร้างความดีนะ
อย่าทิ้ง ข้าพเจ้ารับปาก สักครู่ไม่ทราบใครยื่นชามข้าวต้มให้
บอกให้ข้าพเจ้ารับประทาน ข้าพเจ้าจึงรับประทานจนหมด รสชาติหอมอร่อยมากทั้งๆที่เป็นเพียงข้าวต้มเปล่าๆ
เมล็ดข้าวก็ดูแปลก เมื่อข้าพเจ้าทานหมดก็มีคนชี้บอกทางให้เดินข้ามสะพานกลับ
เมื่อข้ามสะพานพันก็รู้สึกตัวเพราะมีคนเข้ามาในห้อง เอายามาให้
แต่ตอนนั้นหายปวดท้องแล้ว
ข้าพเจ้ารู้สึกถึงวาสนาในทางปฏิบัติธรรมของตนเองว่าคงมาในเส้นทางนี้
เพราะได้พบครูบาอาจารย์ที่เป็นเอกเป็นเลิศ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ
พบคุณพ่อคุณแม่ที่ประเสริฐที่ให้การสนับสนุนการปฏิบัติธรรม
นอกจากนี้ท่านอยู่ในภพภูมิอื่นก็ยังอุตส่าห์มากระตุ้นเตือนให้ข้าพเจ้าอย่าทิ้งการปฏิบัติธรรมอีก
นับว่าตนเองโชคดีมากและรู้สึกเสียใจที่ทิ้งกรรมฐานไปหลายปี
จึงบอกตัวเองว่า ต่อไปนี้จะไม่ทิ้งกรรมฐานอีก เพราะโอกาสมีมาโดยพร้อมมูลในชาติภพนี้แล้ว
เมื่อธันวาคม ๒๕๔๖ บุญวาสนาของข้าพเจ้ามาถึงอีกครั้งเมื่อมีโอกาสได้รู้จัก
คุณพี่พาณิชย์-คุณพี่ถวัลย์ สมาบุตรจากการแนะนำของพี่พรภักดี
แซ่อึ้ง พี่ทั้งสองได้แนะนำเรื่องการปฏิบัติให้แก่ข้าพเจ้า
เมื่อข้าพเจ้าปรารภว่าอยากบรรลุธรรมในชาตินีอยากใช้เวลาที่ยังมีครูบาอาจารย์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อคอยสั่งสอนเรื่องการปฏิบัติอยู่นั้นให้คุ้มค่าที่สุดที่ได้เกิดเป็นมนุษย์
ที่พาณิชย์แนะนำว่าจะต้องปฏิบัติทุกวัน เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง
๑ ชั่วโมง ถ้าเป็นคนโสดเดิน ๓ ชั่วโมง นั่ง ๓ ชั่วโมง ได้จะเป็นการดีและสัมฤทธิ์ผลอย่างที่ต้องการแน่
ข้าพเจ้าจึงนำไปปฏิบัติ และไปเข้าโครงการวิปัสสนากรรมฐานเพื่อการพัฒนาการคุณภาพชีวิต
๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖-๑ มกราคม ๒๕๔๗ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน
ข้าพเจ้าเดิน ๓ ชั่วโมง นั่ง ๓ ชั่วโมงได้ แต่ด้วยเวทนาที่มากที่สุดในชีวิต
ท่านพระครูวินัยธรธีรวัฒน์ได้เมตตาควบคุมและช่วยสอนการปฏิบัติอีกครั้ง
มีอยู่ช่วงหนึ่งข้าพเจ้าทิ้งการปฏิบัติกรรมฐานและการสวดมนต์ไปด้วยสาเหตุหลายๆอย่าง
ขี้เกียจบ้าง สนุกสนานเฮฮาบ้าง ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
นิสัยไม่ดี เช่น ขี้โมโห ใจร้อน เห็นแก่ตัว มีทิฐิมานะสูง
ก็เลยกลับมาเหมือนเดิม เจออะไรในชีวิตก็ลืมกำหนด ลืมการปฏิบัติแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้
เอาความรู้ทางโลกมาแก้ปัญหาทางโลกแบบผิดๆถูกๆ ก็เลยไปกันใหญ่
ไม่มีสติปัญญามองเห็นปัญหาและการแก้ปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่ออีก
ท่านชี้มาที่ข้าพเจ้าและบอกว่า " ถ้าเราไม่ปฏิบัติกรรมฐานเพื่อยกชีวิตเราให้ดีขึ้นละก็
ชีวิตก็จะไปตามยถากรรมเหมือนที่มันเป็นอยู่นี้แหละ "
หลวงพ่อท่านเมตตาช่วยเตือนข้าพเจ้าอีกแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่หลวงพ่อพยายามช่วยข้าพเจ้า
รวมถึงการแผ่เมตตาที่หลวงพ่อจะแผ่ให้กับลูกศิษย์ รวมถึงผู้มีความทุกข์ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน
แต่เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิบัติกรรมฐาน ทำให้การแผ่เมตตาของหลวงพ่อไม่เป็นผล
เพราะการที่จะให้หลวงพ่อช่วยเหลืออะไรนั้นตัวเราควรช่วยเหลือตัวเองเสียก่อน
การเดินจงกรมนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าสติและสมาธิจากการเดินจงกรมดีแล้ว
เวลานั่งสติและสมาธิก็จะดีและต่อเนื่องด้วย หลวงพ่อจึงให้เดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิ
หลังจากการปฏิบัติกรรมฐานทุกครั้งข้าพเจ้าจะมีอาการหนาว มือเท้าเย็น
ที่พาณิชย์บอกให้ไปอาบน้ำจึงจะหายหนาว และว่าปฏิบัติกรรมฐานถูกวิธี
มือจะเย็นเสมอ
"เพราะจิตนี้มีกายเป็นข้อต่อรอง ในการทำให้เกิดกิเลสต่างๆนานา
กายเป็นทางเข้าออกของกิเลสโดยทางอายตนะภายในทั้ง ๖ กายนี้ชักนำจิตให้เศร้าหมอง
จิตก็ชักนำกายให้เศร้าหมอง ต่างฝ่ายต่างรวมหัวกันทำความไม่ดี
แต่ถ้าเราสามารถควบคุมจิตไม่ให้วิ่งเข้าสู่กิเลสต่างได้ จิตก็จะดีและชักนำกายให้ดีด้วย
เพราะฉะนั้นต้องหมั่นฝึกจิตด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔" และ
"ในระหว่างกำหนดสตินั้น ทุกๆลมหายใจเข้าออกนั้นเป็นบุญ
เรากำลังสร้างความดี เรามิได้ทำความชั่วเลย ศีล ๕ มีครบถ้วน
มิได้ทีกิเลสโลภ โกรธ หลง ในระหว่างนั้น ดังนั้นถ้ายิ่งเจริญสติมากเท่าใดก็ยิ่งสร้างความดีมากเท่านั้น
เพราะเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญจึงสอนให้เราเจริญสติตลอดเวลา
ทุกวินาที เป็นเครื่องปิดกั้นความชั่ว เพื่อชีวิตนี้จะได้มีความดีตลอดทั้งชีวิต
เป็นมงคลแก่ตนเองทั้งทางโลกและทางธรรม"