เรื่องของยศและตำแหน่งการงาน ตัวฉันและสามีได้รับยศพระราชทานสูงขึ้นในปลายปี
๒๕๔๑ หลังจากที่ไม่เคยมีการขยับเขยื้อนนับสิบปี ฉันได้ย้ายที่ทำงานไปยังหน่วยใหม่ที่มีความสุขทั้งกายและใจ
ได้ทำงานที่ฉันรัก คือการเขียนบทความและเรื่องสั้นลงนิตยสารทหารช่าง
ได้ทำโครงการให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด มีอิสระในการสร้างสรรค์งาน
โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเขม่น ไม่มีการอิจฉาริษยา และฉันมีโอกาสได้
๒ ขั้น
ในส่วนของอารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการฝึกปฏิบัติ
วันแรกที่ฉันได้ฝึกนั่งสมาธิ แค่เพียงยกขาขวาขึ้นวางทับขาซ้าย
ฉันก็ปวดแทบขาดใจแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปฉันเริ่มอดทนได้มากขึ้น
ความเจ็บปวดทรมานยังคงอยู่ แต่จิตใจที่ดิ้นรนกระวนกระวายกลับน้อยลง
ความสงบและเบาสบายเริ่มเข้าแทนที่ ยิ่งปฏิบัติต่อเนื่องกัน ฉันเริ่มมองเห็นตัวเองมากขึ้น
ฉันมองเห็นกรรมที่เคยทำจากการเบียดเบียนสัตว์อื่น แล้วฉันต้องมารับกรรมโดยถูกผู้อื่นเบียดเบียนบ้าง
ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเอง ฉันเริ่มใช้สติที่ฝึกมาให้เกิดประโยชน์
พยายามหาเหตุผลในเรื่องต่างๆและพยายามไม่หงุดหงิด อดทน และอภัยในความผิดพลาดของคนอื่นได้มากขึ้น
ผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์เกิดทึ่งและศรัทธาต่อการฝึกกรรมฐานมาก
เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
ด้านสุขภาพนั้น ฉันได้รับผลกระทบที่เลวร้ายจากการสะสมความเครียดในการทำงานมานานนับสิบปี
ความคับข้องใจที่เกิดจากความบีบคั้นของผู้บังคับบัญชาที่หาเรื่องตำหนิรายวันและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไร้ระเบียบวินัย
ทำให้ป่วยเป็นมะเร็งที่ไต จนต้องตัดทิ้งไปข้างหนึ่ง และถูกตัดเนื้อปอดส่วนที่เป็นมะเร็งออกอีกเล็กน้อย
โชคดีที่ฉันได้ฝึกกรรมฐานจากวัดอัมพวันมาล่วงหน้า ๒ ปี จึงทำให้ฉัน
"ปลง" ทำใจได้เร็วกว่าปกติ นอกจากนั้นพลังจิตที่ปรารถนาให้ฉันหายป่ายจากคนที่รัก
เช่น แม่ สามี ญาติพี่น้อง รวมถึงมิตรสหาย ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะพลังแห่งความเมตตาจากหลวงพ่อจรัญนั้น
เป็นส่วนที่ทำให้ฉันผ่านพ้นจากวิกฤตแห่งสุขภาพมาได้ ฉันใช้การเดินจงกรม
การนั่งกรรมฐาน เป็นเครื่องมือของจิตมาควบคุมกาย ให้ต่อสู้กับความอ่อนเพลียจากการใช้ยาเคมีบำบัดต่อสู้กับอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว
และที่สำคัญต่อสู้กับความกลัวตาย ที่แฝงอยู่ในจิตใจของฉันตลอดเวลา
ยามใดที่จิตตกและเกิดความกลัวขึ้นมา
คำพูดที่หลวงพ่อปลอบฉันให้สวดมนต์ แผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลและนั่งกรรมฐานนั้น
ก้องอยู่ในหู ฉันจะเกิดความแข็งแกร่งขึ้นในจิตใจ จนเอาชนะความกลัวนั้นได้
ฉันได้พบสัจธรรมอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดที่เรากลัวจนถึงที่สุดเราจะเลิกกลัวทันที
การทำกรรมฐานก็เช่นกัน หลวงพ่อบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เวทนามันถึงที่สุด
เราสามารถผ่านห้วงเวลานั้นมาได้ เราก็จะอยู่เหนือเวทนา
คืออดทน |
 |
เวลานี้สุขภาพฉันดีขึ้นมาก เรียกได้ว่าหายแล้ว
แต่ต้องไม่ประมาท ฉันต้องดูแลภาวะร่างกายและจิตใจให้สมดุล ต้องไม่เครียด
ไม่สะสมความโกรธข้ามวัน ที่จำเป็นที่สุด คือต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
อย่ามัวคิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว และกังวลกับอนาคตเพราะยังมาไม่ถึง
หลวงพ่อใช้คำว่า "อย่าจับให้มั่นคั้นให้ตาย" แน่ละมันเป็นเพียงแค่เงา
เราจะไขว่ขว้ามันได้อย่างไร
สำหรับคนรอบข้าง อันประกอบด้วย แม่ น้อง สามี
และหลานๆ ก็ได้รับอานิสงส์จากการปฏิบัติของฉันโดยทั่วหน้า ทุกคนจะวู่วามน้อยลง
ใส่ใจที่จะสวดมนต์ไหว้พระและทำบุญสุนทาน จากการที่เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของฉัน
ทั้งสุขภาพและอารมณ์ ทำให้เขาเกิดความศรัทธาต่อการปฏิบัติกรรมฐานและองค์หลวงพ่อ
ยิ่งได้มีโอกาสกราบหลวงพ่อด้วยตัวเองก็ยิ่งเชื่อมั่นในความดีงาม
เชื่ออานิสงส์ของการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งกรรมฐานมากขึ้น ที่เห็นชัดเจนคือแม่ที่อารมณ์ดีขึ้น
ปล่อยวางปัญหาต่างๆได้มาก และศรัทธาต่อหลวงพ่อสูงสุด ท่านจะอ่านหนังสือของหลวงพ่อ
และปฏิบัติตามทุกอย่าง ฉันภูมิใจมาก เพราะหลวงพ่อสอนว่า การตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ที่ได้อานิสงส์สูงสุด
คือการชักจูงให้ท่านเข้าหาธรรมะ อย่างน้อยฉันก็ได้ตอบแทนคุณของพ่อ-แม่เพิ่มขึ้น
นอกเหนือจากส่งเสียเลี้ยงดูตามปกติ
|