ดิฉันเป็นครู
อายุ 49 ปี มีบุตรชาย 2 คน ดิฉันแต่งงานเมื่ออายุ 26 ปี
ชีวิตคู่มีปัญหา ดิฉันจึงต้องพึ่งหมอดู ไม่ว่าหมอดูที่ไหนแม่นดิฉันก็จะกระเสือกกระสนดั้นด้นไปดูให้ได้
ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลถูกหรือแพงจะดูหมด เรียกว่าบ้าหมอดูเลยที่เดียว
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดิฉันดีขึ้นเลยมีแต่เสียเงินเสียเวลา
ความทุกข์ที่เกิดจากสามีเจ้าชู้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย กลับยิ่งมีมากขึ้น |
ดิฉันมีลูกชายคนแรกปี พ.ศ. 2542 และลูกชายคนที่ 2 ปี 2529
ชีวิตของดิฉันก็ดำเนินมาเรื่อย ๆ มีสุขบ้างแต่มีความทุกข์มากกว่า
บางครั้งเคยถามตัวเองเหมือนกันว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้
เมื่อลูกชายคนแรกมีอายุ
15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง เขาก็เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นนักเลง
ชกต่อยกับคนอื่นจนเลยเถิดไปติดยา ในช่วงนี้ดิฉันได้ประสบกับมรสุมชีวิตหนักที่สุด
มากกว่าปัญหาเรื่องความเจ้าชู้ของสามี เราหย่าร้างกัน
ดิฉันได้เลี้ยงลูกทั้งสอง ดิฉันต้องรับภาระแก้ปัญาแต่เพียงผู้เดียวด้วยความสมัครใจของดิฉันเอง
ลูกชายเริ่มนำของในบ้านไปขาย อะไรแลกเป็นเงินได้เป็นเอาหมด
เพื่อจะได้เสพยา ดิฉันก็พยายามซื้อของคืน ลูกไปเป็นหนี้สินที่ตรงไหนก็ตามใช้หนี้ให้
ปัญหาก็ไม่ได้จบสิ้นกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น ดิฉันไม่ทราบจะพึ่งใครได้
เคยคิดจะยิงตัวตายเพื่อประชดลูก จนดิฉันไปได้หนังสือสวดมนต์ของหลวงพ่อมาจากเพื่อนครูคนหนึ่ง
เขาไม่ได้อธิบายอะไร บอกเพียงว่าลองสวดมนต์ดูซิ |
 |
ดิฉันก็เริ่มสวดมนต์ด้วยความศรัทธาเพราะหวังว่าช่วยลูกของดิฉันได้
ดิฉันเป็นคาธอลิก การสวดมนต์จึงยากสำหรับดิฉัน แต่ในยามที่ดิฉันมีทุกข์อย่างนี้
อะไรก็ได้ที่คิดว่าเป็นหนทางช่วยลูกดิฉันจะทำหมด ดิฉันสวดมนต์ของหลวงพ่อโดยไม่ทราบว่าต้องมีการแผ่เมตตาอย่างไรเวลาผ่านไปได้
3 เดือนเต็ม ๆ ผลก็ยังไม่เห็น ดิฉันไปตักบาตรทุกวัน เหตุการณ์ก็ไม่ดีขึ้นมาเลย
เมื่อดิฉันเริ่มไม่มีเงินที่จะให้ลูกชาย เขาก็หันจากเป็นผู้เสพมาเป็นผู้ส่งของเสียเอง
จนในที่สุดก็ถูกตำรวจจับ ต้องไปเสียค่าปรับในชั้นศาล เป็นครั้งแรกที่ต้องเห็นลูกชายถูกใส่กุญแจมือ
และนั่งท้ายรถกระบะตำรวจเพื่อไปศาล หัวใจของแม่แทบแตกสลาย น้ำตาไหล
ในสมองคิดว่าจะช่วยลูกอย่างไร มันเป็นภาพที่ตรึงอยู่ในใจของดิฉัน
เมื่อได้ไปเสียค่าปรับที่ศาลก็กลับมาบ้าน ดิฉันคิดว่าลุกคงจะเข็ดขยาด
แต่ลูกกลับไปมั่วสุมหนักกว่าเก่า ดิฉันได้พยายามบอกเขาว่า ไม่มีเงินจะไปเสียค่าปรับอีกนะ
เขาเข้าออกจากทัณฑสถาน 5 ครั้ง บางครั้งอยู่ 1 เดือนก็ไปเสียค่าปรับออกมา
ในที่สุดเมื่อหมดเงินก็ต้องปล่อยให้อยู่เช่นนั้น แต่ในใจมีแต่ความเศร้าหมอง
คิดหาทางช่วยเหลือลูก
วันเวลาผ่านไป ชีวิตของดิฉันมีแต่ความทุกข์
ดิฉันเหมือนตกอยู่ในนรก ใจหดหู่ ตั้งแต่แต่งงานจนถึงระยะลูกติดยามานี้
เป็นระยะเวลาหาความสุขในชีวิตไม่ได้
จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2545 ได้คำชักชวนจากเพื่อนรักคือ
คุณดวงกมล ยิ่งวรากุล ว่าไปวัดเถอะชีวิตจะได้ดีขึ้น จึงตัดสินใจไปวัดอัมพวัน
ตอนนั้นดิฉันคิดว่าพระที่วัดนี้คงดูหมดแม่น และมีญาณพิเศษช่วยปัดเป่าทุกข์สุขของชาวบ้านที่ไปหาได้
ดิฉันเคยบ้าหมอดู จึงยิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะไปพบหลวงพ่อ
เมื่อดิฉันไปกราบหลวงพ่อที่กฏิ หลวงพ่อพูดกับเพื่อนที่กราบเรียนหลวงพ่อเรื่องสามีไปติดผู้หญิงว่า
"สามีที่ดีต้องอยู่กับเรา สามีไม่ก็ไม่อยู่กับเรา ก็ปล่อยเขาไป
คนไม่ดีจะเอามาทำไม ทำกรรมฐานซิ สามีคนดีก็จะกลับมา" และหลวงพ่อก็หันมามองดิฉันและพูดว่า
"ลูกที่ติดยาก็จะดี" ดิฉันแปลกใจมากว่าหลวงพ่อทราบได้อย่างไรว่าดิฉันมีปัญหาเรื่องลูก
ครั้งนั้นดิฉันเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติกรรมฐาน
9 วัน ด้วยใจที่มุ่งมั่นมาก ได้ปิดวาจา เพียรพยายามทำตามเวลาที่ทางวัดกำหนดทุกอย่าง
ช่วงพักเราก็จะนำหนังสือของหลวงพ่อขึ้นมาอ่าน ได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างมาก
วันสุดท้ายดิฉันได้พูดกับเพื่อนว่า "ใช่เลย ส่งที่ดิฉันเคยพยายามเรียนรู้
เป็นสิ่งที่ดิฉันค้นหามานาน เป็นบุญของดิฉันที่ได้มาพบมาเจอ
ไม่ต้องพึ่งหมอดู เจ้าเข้าทรง แต่พึ่งตนเองและเห็นผลด้วย"
| 
|
เมื่อกลับมาจากวัดอัมพวัน
ดิฉันก็มาปฏิบัติที่บ้านตลอด3 เดือน ช่วงนี้ลูกชายเพยามากขึ้น
ไม่หลับไม่นอนเป็นอาทิตย์ ไม่กินข้าวกินปลา ซูบผอม อิดโรย
หน้าดำหมองคล้ำ หากวันไหนนอนก็จะนอน 2 วัน 2 คืน หงุดหงิด
หาเรื่องทะเลาะกับน้องกับแม่แทบทุกวัน บางครั้งก็หนีตำรวจหัวซุกหัวซุน
ดิฉันเริ่มลังเลว่ากรรมฐานจะช่วยได้หรือ คุณพาณิชย์ก็จะเตือนสติดิฉันว่า
"ยิ่งปฏิบัติมาก กรรมก็จะเข้ามาเร็ว จะได้ใช้กรรมได้ไว
จะได้หมดกรรมเร็ว แล้วอย่าไปสร้างกรรมใหม่อีก" |
"ในช่วงเดือนมิถุนายน รัฐบาลทำสงครามกับยาเสพติด
มีการกวาดล้างเอาจริงเอาจัง ลูกชายดิฉันก็ไม่สามารถหายามาเสพได้
จึงหันมาดมกาวแทน จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2546 ลูกชายเลิกทุกอย่าง
เลิกเอง และให้ดิฉันช่วยหางานให้ทำ ดิฉันสุขใจ ภูมิใจ ดิฉันเริ่มมีรอยยิ้ม
ดิฉันเห็นว่ากรรมฐานสามารถใช้กรรมได้จริง ตามคำที่หลวงพ่อกล่าวครั้งแรกที่ดิฉันได้เข้าไปพบ
ดิฉันขอกราบเท้าหลวงพ่อที่ทำให้ดิฉันได้เห็นกรรมและการใช้หนี้กรรม
ดิฉันจะไม่ละทิ้งของดีสิ่งนี้แน่นอน
ขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อ ขอบคุณคุณพาณิชย์สมาบุตร
ที่ให้คำแนะนำ และคุณดวงกมล ยิ่งวรากุล ที่ชักชวนให้ดิฉันมาวัดอัมพวัน
|