ข้าพเจ้าอายุ 50 ปี อยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้มาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวันครั้งแรกเมื่อ
พ.ศ. 2541 และได้มาวัดทุกครั้งที่กลับมาประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม
พ.ศ. 2545 ข้าพเจ้าป่วย ท้องเสียและอาเจียนอย่างหนัก จนต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
แพทย์ได้ฉีดยาให้ข้าพเจ้า แพทย์ได้ฉีดยาให้ข้าพเจ้า หลังจากฉีดยาได้ไม่นานข้าเจ้าเกิดอาการแพ้ยา
มีอาการพูดไม่ออก หายใจติดขัดไปหมด ลิ้นแข็งและจุกปาก
ช่วงคอและหัวใจรู้สึกว่าร้อนไปหมด ตัวแข็งไปครึ่งตัว ข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่าข้าพเจ้าต้องตายแน่
ข้าพเจ้าได้อธิษฐานจิตว่าถ้าตายก็ขอให้อย่าได้ทรมานเลย
พอสิ้นคำอธิษฐานปรากฏว่า ได้ยินเสียงหลวงพ่อจรัญดังขึ้นมาอย่างชัดเจนว่า
"สติอยู่ที่ไหน มีสติอยู่ทำไม่ใช้" ประโยคนี้ |
ทำให้ข้าพเจ้าคว้าเหยือกน้ำที่อยู่ข้างเตียงนอนยกขึ้นดื่มไปหนึ่งเหยือก
แล้วใช้ภาษาใบ้ขอน้ำอีกสองเหยือกจากเพื่อนดื่มจนหมดโดยไม่รู้ว่าข้าพเจ้าดื่มเข้าไปได้อย่าไร
ทั้งที่ลิ้นก็แข็งและจุกปากโดยไม่มีน้ำเปียกตัวเลย สักครู่หนึ่งข้าพเจ้าเกิดอาการกระดุก
สั่นไปทั้งตัว เพื่อนและพยาบาลไม่กล้าแตะตัวข้าพเจ้า คิดว่าข้าพเจ้าต้องตายแน่
หลังจากนั้นอาการดีขึ้น มีการขับถ่ายปัสสาวะและพูดให้ช่วยได้
ข้าพเจ้ารอดตายมาได้ด้วยปฏิหาริย์จริง
ๆ สติช่วยให้ข้าพเจ้ารอดชีวิตมาวัดอัมพวันได้อีก ได้ไปปฏิบัติกรรมฐาน
ได้สร้างหนังสือสวดมนต์ถวายหลวงพ่อ ด้วยความระลึกถึงคำสอบของหลวงพ่อว่า
"เราพูดอยู่เสมอถึงคำว่าสติปัญญา เราใช้ปัญญาอยู่เสมอก็จริง
แต่สตินั้นแท้จริงแล้วเรานำเอามาใช้น้อยนัก ทั้งที่สตินั้นมีคุณค่าแก่ชีวิตและจำเป็นแก่ชีวิตอย่าเหลือที่จะประมาณได้..." |
 |
ดิฉันได้พบและเล่าเรื่องให้หลวงพ่อฟัง ท่านบอกว่า
"เอาหนังสือสวดมนต์ไปสวด มีลูกด้วยกันไม่ต้องหย่า"
แล้วท่านก็ไปโบสถ์ ดิฉันงงอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนบอกว่าหลวงพ่อตอบแล้ว
ดิฉันถามกลับ "แค่นี้หรือ" ทุกคนตอบว่า "ใช่"
ดิฉันก็ยังงงอยู่ จนท่านพระครูสังฆรักษ์บอกว่า "อยากรู้ไหมว่าทำกรรมอะไรไว้
ก็ให้มาปฏิบัติกรรมฐานสิ"
ข้าพเจ้าขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย โปรดดลบันดาลให้หลวงพ่อมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิแผ้วพาน
มีอายุยั่งยืนนาน
|