ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 18
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง บันทึกกรรมฐาน
จรรยา ชูสุวรรณ
ในการปฏิบัติกรรมฐานครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ข้าพเจ้าได้ประสบกับเรื่องราวที่แปลกไม่น่าเชื่อ เช้าวันหนึ่งหลังจากปฏิบัติกรรมฐานในช่วงแรกตั้งแต่เวลา ๐๔.๐๐ น. - ๐๖.๐๐ น. ข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนเพียจึงไปนอนพักที่ห้อง ข้าพเจ้านอนกำหนดสติจับที่ท้อง กำหนดไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้สึกถึงความเงียบสงบและเย็นอย่างน่าประหลาด ข้าพเจ้าไม่ได้หลับเพราะหูยังแว่วเสียงคนกวาดลานวัดอยู่ แล้วข้าพเจ้าก็มองเห็นตัวเองนอนอยู่ในชุดของผู้ปฏิบัติธรรมในท่าเดิมและห้องเดิม เลือบมองไปทางซ้ายมือก็เห็นแม่ของข้าพเจ้านั่งชันเข่าข้างหนึ่ง มีผ้าห่มสีขาวคลุมตั้งแต่ไหลลงมา แม่มีอาการหนาวสั่น จิตบอกว่าแม่ไม่สบาย เมื่อข้าพเจ้าหันหน้ามามองตรง ๆ ก็เห็นหน้าของทวดกำลังก้มมองข้าพเจ้าในระยะใกล้ ๆ ห่างประมาณ ๒ คืบ ใบหน้าใหญ่มาก ประมาณ ๗ - ๘ เท่าของใบหน้าเดิม ข้าพเจ้ามองเห็นได้ชัดเจน มีปุยเมฆเป็นเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ ลอยผ่านใบหน้าของทวด มีผ้าขาวบางคลุมศีรษะและปล่อยชายลงมาข้างบ่า หน้าของทวดที่ก้มมองข้าพเจ้านั้นอิมเอิบเป็นสีชมพู ยิ้มละมัยอย่างเมตตา ข้าพเจ้่ดีใจจนบอกไม่ถูฏ ผวาลูกขึ้นนั่งพับเพียบจับมือทั้งสองทวดมากุมไว้แล้วละล่ำละลักพูดขอร้องทวดเป็นภาษาปักษ์ใต้ว่า "ทวด ช่วยบาวแอบกัน ช่วยบ่าวแอบกันนะ" เพราะขณะนั้นจิตของข้าพเจ้าจดจ่ออยู่กับน้าชายที่กำลังป่วยหนัก ทวดเงียบไปครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมของข้าพเจ้า ลุกขึ้นยืนหันหลังกลับ ข้าพเจ้ามองตามร่างของทวด ซึ่งสวมเสื้อสีขาวแขนกระบอก และมีผ้าสไบเฉียงพาดไหล่ นุ่งโจงกระเบนสีเม็ดมะปราง แต่ทวดเดินหลังตรงไม่งงงุ้มและไม่ได้ถือไม้เท้าเหมือนที่ข้าพเจ้าเคยเห็นเมื่อตอนเด็ก ๆ ทวดเดินห่างออกไปราว ๓ -๔ ก้าวแล้วหันหน้ามาพูกภาษาปักษ์ใต้กับข้าพเจ้าว่า "ก็มันทำตัวมันเอ ง" แล้วค่อย ๆ เดินหายไป
ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าข้าพเจ้าจึงนิมิตเห็นทวดทั้งที่ข้าพเจ้าไม่เคยฝันเห็นทวดเลยตลอดระยะเวลาเกือบ ๒๐ ปีที่ทวดตายไป (ันบถึง พ.ศ. ๒๕๓๑ ซึ่งข้าพเจ้ามาปฏิบัติกรรมฐานครั้งแรก) นอกจากเป็นเพราะขณะเจริญวิปัสนากรรมฐานจิตของเราสะอาด สงบ จึงรับได้ อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นอานิสงส์จากการอุทิศส่วนกุศล

เมื่อข้าพเจ้านำเรื่องนี้ไปเล่าให้แม่ใหญ่ฟัง แม่ใหญ่นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วบอกว่า "ท่านเป็นเทพแล้ว ท่านลงมาบอกขณะนี้จิตเราสะอาด สงบ จึงรับได้"

ทวดของข้าพเจ้าชื่อ ผล ขาวเขียว ท่านตายไปแล้ว 33 ปี ขณะมีชีวิตอยู่ทวดเป็นคนดีมีเมตตา ใจบุญสุนทาน อยู่ในศีลในธรรม ไปวัดทุกวันพระ รักษาศีล 5 เป็นนิตย์ สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำทุกวัน ตลอดช่วงอายุ 103 ปีของทวด ท่านทำแต่กรรมดี หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล ข้าพเจ้าจึงเชื่อคำพูดของแม่ใหญ่ที่บอกว่าท่านเป็นเทพ ท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ของข้าพเจ้า ท่านจึงได้รับส่วนกุศลนี้และลงมาบอกกับข้าพเจ้าว่า น้าทำตัวของน้าเองไม่มีใครช่วยได้ นั่นคือน้าตาย ถ้าท่านไม่มาบอก ข้าพเจ้าก็คงไม่ทราบเรื่องนี้ ญาติทางกรุงเทพฯ ไม่ได้บอกข้าพเจ้า เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าข้าพเจ้ามาวัดอัมพวัน

ขณะที่เราเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น จิตของเราสะอาด สงบ จึงรับหรือสื่อสารได้ เป็นการสื่อสารโดยทางจิต จิตรับรู้และเข้าใจได้โดยไม่ต้องใช้ภาษาพูด จะเกิดขึ้นได้ในขณะที่เราสำรวมจิตจนดิ่งลึกเข้าสู่สมาธิ

มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าปฏิบัติกรรมฐานที่พระอุโบสถ ข้าพเจ้านั่งสมาธิอยู่ทางด้านขวามือของพระประธาน ก็เกิดนิมิตเห็นตัวเองยืนอยู่ข้างโบสถ์ และมีผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าเรียกท่านว่าป้าเลียบ สวมชุดกรรมฐานกำลังกุมมือของข้าพเจ้าเขย่าด้วยอาการดีอกดีใจ พร้อมทั้งพูดว่า "ป้าเลียบมาหายานะนี่" ข้าพเจ้าเก็บความสงสัยไว้ว่าทำไมเราจึงเห็นป้าเลียบ ภายหลังจึงได้ทราบว่าท่านเสียชีวิตแล้ว

 

ป้าเลียบเป็นญาติของข้าพเจ้าเหมือนกัน เมื่อข้าพเจ้าอุทิศส่วนกุศลให้ป้าเลียบท่านก็ได้รับ ท่านจึงไปหาข้าพเจ้าและคงไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วย เพราะขณะที่มีชีวิตอยู่ท่านเป็นคนมีจิตใจดีงาม ถือศีลและไปวัดฟังธรรมสม่ำเสมอ นั่นแสดงว่า คนที่จิตใจดี จิตเป็นกุศล ตายไปแล้วก็จะไปอยู่ในที่ดีเหมือนทวดของข้าพเจ้าและป้าเลียบ

เมื่อเดือนมกราคม 2542 แม่ของข้าพเจ้าป่วยหนัก เพราะเส้นเลือดฝอยในสมองแตก

เดือนเมษายน 2542 ข้าพเจ้าไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน เพื่อช่วยให้แม่หายป่วย ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติเพื่อให้ผลบุญผลกุศลจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจะส่งผลให้แม่ของข้าพเจ้าหายป่วยและเดินได้ตามปกติ

ข้พเจ้าเชื่อว่าผลบุญจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานช่วยแม่ได้ แม่มีอาการดีขึ้นมาก กินได้ นอนหลับตามสภาพของคนแก่ เพียงแต่เดินไม่ได้เท่านั้น

ปัจจุบันนี้แม่มีอายุได้ 93 ปี ที่แม่อายุยืนคงเป็นเพราะกุศลผลบุญที่แม่ได้สั่งสมด้วยตัวของแม่ และบุญกุศลที่ลูกๆร่วมกันสร้างให้แม่ เช่นทำบุญทอดผ้าป่า ซึ่งต่างพร้อมใจกันให้แม่เป็นเจ้าภาพทอดกฐินสร้างพระอุโบสถ สร้างเมรุ แล้วลูกหลานยังรวมเงินกันซื้อหนังสือพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย รวมทั้งตู้พระไตรปิฎก ถวายวัดในนามของแม่ นอกจากนี้บุญกุศลจากการที่ลูกเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ก็คงทำให้แม่มีความสุขและมีอายุยืนด้วย

ปี พ.ศ.2543-2545 ข้าพเจ้าไม่สามารถไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันได้ เพราะหัวเข่าซ้ายและนิ้วเท้าขวาอักเสบเรื้อรัง เวลาเดินจะบวมและปวดมาก หมอห้ามนั่งขัดสมาธิ ต้องนั่งห้อยขาสวดมนต์อยู่บนเตียง สวดอิติปิโสพาหุงมหากา สวดคาถาชินบัญชรและยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ข้าพเจ้าต้องทนทรมานจากอาการปวดหัวเข่าและนิ้วเท้าอยู่หลายปี

ท้ายที่สุดสรุปว่าข้าพเจ้าต้องเข้ารับการผ่าตัด

ก่อนเข้าผ่าตัด ช้าพเจ้าได้รับนิมิตว่าให้ไปปฏิบัติกรรมฐาน ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าไปวัดก็เป็นการสร้างกุศลให้แม่ ให้ตัวเอง และทำจิตใจให้เข้มแข็ง อดทนไม่กลัวการผ่าตัด จึงไปวัดอัมพวันเพื่อปฏิบัติกรรมฐาน เตรียมพร้อมทางด้านจิตใจและบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อรับการผ่าตัด วันที่ 30 ตุลาคม

ข้าพเจ้าฟื้นตัวเร็ว ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนหรือเวียนศรีษะเลย นี่คือผลจากการทำกรรมฐาน

ข้าพเจ้าแข็งแรงดีเหมือนไม่ใช่คนป่วย เพราะการทำสมาธิทำให้ไม่เสียเลือดมาก จึงไม่ต้องให้เลือด

ข้าพเจ้าใช้กรรมฐานสู้การผ่าตัด กรรมฐานทำให้จิตใจของเราเข้มแข็งอดทนไม่กลัวต่อความเจ็บปวดใดๆ การที่เรานั่งสมาธิมาเป็นเวลานาน เราจะผ่านภาวะที่เกิดความเจ็บปวดทรมานเหมือนดังร่างกายจะแตกสลาย เพราะฉนั้นความเจ็บปวดอื่นใดคงไม่เท่าความเจ็บปวดนี้อีกแล้ว กรรมฐานทำให้เราทนได้ จากปวดมากจะเป็นปวดน้อย จากปวดน้อยจะไม่ปวดเลย เหมือนที่ข้าพเจ้าไม่กลัวการผ่าตัด ไม่กังวล ไม่เครียด ทำให้ไม่มีปัญหาในการผ่าตัด ไม่เสียเลือด ไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ฟื้นตัวได้เร็ว ร่างกายกลับคืนสู่สภาพเดิมและแข็งแรงดี

ข้าพเจ้ามาคิดทบทวนว่าเราทำกรรมอะไรไว้จึงต้องถูกผ่าตัด ที่จำได้ไม่ลืมเลยก็คือการฆ่าปู เป็นการทำด้วยความจำใจ มีคนใช้ให้ทำ จำได้ว่าเป็นปูดำตัวใหญ่มาก เขามัดก้ามและขาของมันด้วยเชือกอย่างแน่นหนา ข้าพเจ้าจดๆจ้องๆอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจใช้มีดปักฉึกเข้าที่ท้องของมัน ด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสมันสลัดเชือกขาดผึง จนขาทุกขาของมันหลุดออกจากตัวมัน สั่นริกๆอยู่บนพื้น พร้อมๆกับก้ามใหญ่ข้างหนึ่งของมันก็หนีบเอานิ้วหัวแม่มือของข้าพเจ้าไม่ยอมปล่อย ข้าพเจ้าเจ็บปวดจนน้ำตาไหล ร้องออกมาสุดเสียง พี่ต้องใช้มีดงัดก้ามของมันจึงเอานิ้วของข้าพเจ้าออกได้

ปรากฏว่าห้อเลือดเขียวช้ำและเป็นแผลลึกเกือบถึงกระดูก เวลาผ่นไป 25 ปี บัดนี้ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าต้องชดใช้กรรมให้กับปูตัวนั้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงแผ่ส่วนกุศลให้กับปู ปลาและสัตว์อื่นๆ ที่ข้าพเจ้าเคยทำร้ายให้ได้รับบาดเจ็บหรือตายทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ
ขอกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม (พระเทพสิงหบุราจารย์) ที่ได้อบรมสั่งสอนและให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิ เพื่อแก้กรรมและสั่งสมกุศลผลบุญ

ข้าพเจ้ารู้ว่าหลวงพ่อทำงานหนักมาก หลวงพ่อฉันน้อย จำวัดน้อย ทำงานมาก ทุ่มเทให้กับงานพัฒนาคนของท่านซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูง


หลวงพ่อย้ำสอนเสมอว่าให้พวกเราอดทน พากเพียรปฏิบัตธรรม เพื่อสะสมหน่วยกิจแห่งความดีไว้ ให้เดินจงกรมอย่างถูกต้อง ยืนหนอให้ถูกต้อง เวลาเดินจงกรมท่านแนะนำให้เดินให้เท้าสัมผัสดินจึงจะดี

หลวงพ่อเป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติงดงามทั้งกาย วาจา และจิตใจ ท่านครองจีวรสีกลักอย่างเรียบร้อยสวยงาม น่าเลื่อมใส พูดจาไพเราะน่าฟัง มีจิตใจที่ดีงามสูงส่ง ชีวิตของหลวงพ่อมีแต่การให้ ให้วัตถุสิ่งของ ให้ความรู้ ให้ธรรมะ ให้โอกาสแก่ผู้คนทั่วทุกสารทิศได้ปฏิบัติธรรม และใช้ธรรมะแก้ไขปัญหาให้พ้นจากความทุกข์ หลวงพ่อสามารถพัฒนาวัดอัมพวันให้เจริญรุ่งเรืองอย่างไม่หยุดยั้ง พระภิกษุสามเณรในวัดอัมพวันมีกิริยามารยาทที่งดงาม รักษาศีลอย่างเคร่งครัด สวดมนต์และเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่เสมอจึงมีหน้าตาเปล่งปลั่งอย่างผู้ทรงศีล และเป็นที่น่าประหลาดใจว่าถึงแม้มีคนเข้ามาอยู่ในวัดนี้หลายพันคน แต่วัดกลับเงียบสงบปราศจากสรรพสำเนียงใดๆ

อีกสองท่านที่ข้าพเจ้าระลึกถึงอยู่เสมอ ด้วยถือท่านเป็นครูอุปัชฌาย์ คือ แม่ใหญ่(อุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง) ท่านเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของหลวงพ่อ เมื่อลูกๆของท่านเรียนจบและทำงานแล้วจึงได้มาช่วยงานหลวงพ่อเต็มที่ แม่ใหญ่บอกว่าพวกเราทุกคนที่มาปฏิบัติธรรมที่นี่เป็นคนกรุงเก่ามาเกิด ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

อีกท่านคือแม่ชีสมคิด เป็นผู้สอนกรรมฐานให้กับข้าพเจ้าในครั้งแรก ขณะนั้นแม่ชีสมคิดเพียงคนเดียว ที่ช่วยแม่ใหญ่สอนกรรมฐานให้กับผู้ที่มาใหม่ในฝ่ายคฤหัสถ์ที่เป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายจะมีพระสอน แม่ชีเป็นคนพูดน้อยแต่เด็ดขาด ทำอะไรว่องไว สอนอยู่ตลอดเวลาจนกว่าเราจะปฏิบัติได้ แม่ชีคงเหนื่อยมาก ถึงแม้ในตอนหลังจะมีแม่ชีซูง้อมาช่วยแต่จำนวนผู้มาปฏิบัติก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอรุ่นนี้เริ่มปฏิบัติได้รุ่นใหม่ก็มาให้สอนอีก

แม่ชีเหน็ดเหนื่อยมาหลายสิบปีโดยไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่แม่ชีก็ยังมีความตั้งใจช่วยงานสร้างคนของหลวงพ่ออย่างน่าสรรเสริญ แม่ชีสมคิดคือครูอุปัชฌาย์อาจารย์คนที่สาม ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือ

ข้าพเจ้าจะตั้งใจอดทนพากเพียรพยายามสะสมหน่วยกิจแห่งความดีนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่ และขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ได้เกิดใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและใต้ร่มบวรพระพุทธศาสนาทุกชาติไป

 

หน้าที่แล้ว --- หน้าถัดไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่