ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 18
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ของดีจากหลวงพ่อ
โดย จารุวรรณ ฟองสวัสดิ์

มื่อ 7 ปีที่แล้ว ดิฉันได้เข้าวัดอัมพวันแบบไม่ได้ตั้งใจ เวลาเขาปฏิบัติธรรมกัน ดิฉันก็นั่งพิงเสาศาลาหลับ แต่พอมาเจอปัญหาทุกข์ใจในครอบครัวก็เลยตั้งใจมาวัดเพื่อปฏิบัติธรรม

คืนแรกเริ่มเดินจงกรม 1 ชั่งโมง นั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง ไม่มีเวลาพัก กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน วันที่ 2 รับประทานเช้าเสร็จไม่ได้ออกนอกห้องไปไหน เพราะมีแม่ครัวเอากับข้าวมาส่งหน้าห้อง ดิฉันจึงเก็บอารมณ์กรรมฐานต่อเนื่อง เดิน 1 ชั่วโมง นั่ง 1 ชั่วโมง เดิน 1 ชั่วโมงครึ่ง นั่ง 1 ชั่วโมงครึ่ง สลับกันไป ขาดิฉันเริ่มสั่น เข่าแทบทรุด ตอนลุกยืนต้องเกาะกำแพงข้างฝา มีช่วงหนึ่งตอนบ่าย เดินจงกรม 2 ชั่วโมง นั่ง 2 ชั่วโมง ตอนนั่งสมาธิดิฉันหายใจไม่ออก ท้องมันแน่น ไม่พอง ไม่ยุบ รู้แต่ว่ามันจุกแน่นหายใจไม่ออก คิดอย่างเดียวว่าต้องตายแน่ๆ ถ้าอาการเป็นอย่างนี้ และแล้วดิฉันก็เห็นหลวงพ่อลอยมากลางอากาศ เป็นภาพใสๆ หลวงพ่อตะโกนบอกดิฉันว่า หายใจลึกๆ หายใจเข้ายาวๆ ดิฉันจึงสูดเอาลมหายใจเข้าไปเต็มที่ แล้วกำหนดรู้หนอ อาการแน่นก็ดีขึ้น

ระหว่างการปฏิบัติธรรมดิฉันจะคิดถึงแต่ความตายตลอดเวลา ตอนเวทนาเกิดนั้น มันปวดมาก กำหนดยังไงก็ไม่หายจึงร้องไห้ แล้วพูดในใจกับตัวเองว่า ทีเวลาไปทำบาป สร้างความชั่วมากมาย ทำไมทำได้ง่าย แต่การสร้างความดีคือทำกรรมฐานทำไมทนเวทนาแค่นี้ไม่ได้ รู้สึกเสียใจ จึงคิดว่าชาตินี้คงทำกรรมฐานไม่ขึ้นแน่ๆ และแล้วเสียงหลวงพ่อก็ดังก้องผุดขึ้นมาในใจอีกว่า ยากแท้เพราะเราไม่เคยทำ ง่ายแท้เพราะเราเคยทำ หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครเป็นคนกลึง ดิฉันจึงเกิดสติปัญญาขึ้นมาทันทีเลยว่าชาตินี้ต้องทำได้แน่ๆถ้ามีความเพียร ตอนแรกจะแพ้ใจตัวเองตลอดเวลา ใกล้จะแผ่เมตตาทนเวทนาไม่ได้ ต้องยกขาลงทุกที แต่ตอนนี้ไม่คิดอีกแล้ว ตายให้มันตาย ร่างกายสังขารมันไม่มีอะไรดีเลย ระหว่างนั่งปวดมากๆ จึงกำหนดปวดหนอรู้หนอสลับกันไป จึงแยกเวทนาออก จิตไม่เข้าไปยึด จึงไม่ปวด ตอนนั้นรู้ว่าร่างกายถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกตรงขาไม่ปวด ช่วงที่ 2 ท้องยุบหนอ พองหนอ ช่วงที่ 3 ลิ้นปี่ รู้หนอ รู้หนอ สลับกันไปกับยุบหนอพองหนอ พอสติเผลอจิตก็จะเข้าไปเกาะที่ตรงขา เวทนาก็เกิดอีก สติจึงเข้าไปควบคุมจิตกลับมาที่ลิ้นปี่อีก จึงกำหนอรู้หนอ รู้หนอ แล้วกลับมาพองหนอ ยุบหนอ หมดเวลานั่งจึงกำหนดลุกขึ้น เดินจงกรมต่อเป็นช่วงที่ 2 เดิน 1 ชั่วโมง นั่ง 1 ชั่วโมง ดิฉันก็แยกเวทนาออกอีกเป็นครั้งที่ 2 จิตมันเร็วมาก ตัวสติต้องควบคุมจิตตลอดเวลา พอแยกเวทนาออกปัญญาก็เกิด

พอตกบ่ายดิฉันออกไปเดินจงกรมหน้าห้อง คราวนี้ยุงกัดเกิดความรำคาญ จึงเดินเข้ามาปฏิบัติในห้อง นั่งลำคอตั้งตรง หายใจสะดวก ตอนนั้นดิฉันคิดในใจว่าปวดจะตายอยู่แล้ว แยกเวทนาไม่ออก จิตมันเข้าไปยึดเวทนาเต็มๆ พอ 5 โมงเย็นก็ปฏิบัติอีก เดิน 1 ชั่วโมง นั่ง 1 ชั่วโมง นั่งตัวตรงๆ ใบหน้าตรง ไม่แหงนและไม่ก้มหน้าจนเกินไป ความรู้สึกหายใจเต็มท้อง จับยุบหนอพองหนอชัดมาก และลมหายใจเย็นที่ท้องมาก รู้สึกมีความสุขอยู่กับลมหายใจ ยุบหนอพองหนอเป็นจังหวะชัดขึ้น จึงไม่เบื่อที่จะปฏิบัติต่อ เวทนาก็ไม่เกิดขึ้นง่าย รู้แต่ว่าความคิดมันผุด เมื่อดิฉันได้ลมหายใจแล้ว จึงเกิดความสุข มีพลังในการปฏิบัติ กว่าเวทนาจะมาเยือนก็หมดเวลา จึงแผ่เมตตาและกำหนดนอนหนอๆ หลับไปไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็เริ่มปฏิบัติใหม่กลางดึก ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ดิฉันทำได้แล้ว รู้สึกว่าสู้ไม่ถ้อย ถึงแม้จะนอนน้อยแต่มีพลังในการปฏิบัติ เดิน 1 ชั่วโมง นั่ง 1 ชั่วโมง เสร็จแล้วนอนกำหนดช้าๆ นอนหนอๆ เหมือนคนใกล้จะตาย เพราะเหนื่อยและล้ามาก ใจคิดว่านอนก็ดีเหมือนกัน แต่อาการที่เกิดขึ้นมันเร็วมาก ปลายเท้าแข็งทื่อเหมือนซากศพ หลังกระตุกท้องโบ๋เป็นหลุมกว้างใหญ่ ตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น ดิฉันจึงกำหนดรู้หนอ จึงเกิดปัญญาว่า นี่แหละเราได้นอนหนอแล้ว พอถึงตอนเช้าก็แผ่เมตตา



การปฏิบัติธรรมระหว่าง 7 ปีที่แล้ว ดิฉันเดินหลงทางบ้าง หวั่นไหวกับสิ่งที่มากระทบบ้าง เสียดายเวลาที่ผ่านมาจริงๆ หลังออกจากกรรมฐาน เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 47 ก็คิดในใจว่า ต่อให้ทำงานหนักขนาดไหนก็จะไม่ทิ้งการปฏิบัติกรรมฐานแม้แต่วันเดียว พอกลับถึงบ้านคืนแรกก็ลงมือปฏิบัติอีก เดินชั่วโมงครึ่ง นั่งชั่วโมงครึ่ง ปวดแทบตาย ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย ทำไมถึงยากขึ้นทั้งที่ฝึกฝนมาแล้วอย่างดี ได้โทรศัพท์ถามพี่พาณิชย์ จึงทราบว่าพอขึ้นสูงก็ยากอย่างนี้แหละ ให้ตั้งสัจจะไว้ก่อน ดิฉันจึงตั้งสัจจะว่าจะปฏิบัติทุกวัน และขอให้ปฏิบัติธรรมโดยสะดวก คำอธิษฐานเริ่มขลังและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันเริ่มคิดถึงเพื่อนๆที่ผัดวันประกันพรุ่ง หลวงพ่อบอกว่าเวลามีเหมือนกันทุกๆคน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้เวลาเป็น บางคนทำงานโลกนี้จนลืมงานโลกหน้า ตัวดิฉันเองทำงานรับผิดชอบครอบครัวมากมาย แต่ก็ชนะใจตนเองได้เพราะความเพียร ขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างหาที่สุดมิได้

 

หน้าที่แล้ว --- หน้าถัดไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่