เพิ่มลดปกติ

วันสำคัญต่างๆที่ ทางวัดอัมพวันจะมีการจัดงานบุญขอเชิญญาติธรรมทุกท่าน มาร่วมกันแสดงมุทิตาสักการะกันได้ ตามกำหนดการที่ประกาศไว้ดังนี้

กำหนดการวันทอดกฐินสามัคคี ประจำปี ๒๕๕๑ ได้กำหนดไว้ดังนี้

  • ๑๙ ตุลาคม วันกฐินของวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  • ๒ พฤศจิกายน วันกฐินของศูนย์ปฏิบัติธรรม สวนเวฬุวัน จังหวัดขอนแก่น

กำหนดการที่วัดอัมพวัน

๑๑.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหาร ณ วัดอัมพวัน
๑๓.๐๐ น. พร้อมกันบนศาลาศุธรรมภาวนา
๑๓.๓๐ น. ทอดกฐินสามัคคี พระสงฆ์อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี

กำหนดการที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น
ณ ศาลา ๗๒ ปีหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
วันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๒.๓๐ น.

๐๙.๐๐ น. คณะกรรมการฯ พร้อมกัน ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน
๑๑.๐๐ น. คณะเจ้าภาพ ท่านผู้มีเกียรติร่วมถวายภัตตาหารเพลพระภิกษุสงฆ์ และกรรมการเชิญคณะเจ้าภาพ ท่านผู้มีเกียรติ ญาติธรรมร่วมรับประทานอาหาร
๑๒.๑๕ น. คณะเจ้าภาพ ท่านผู้มีเกียรติ ญาติธรรมทุกท่านพร้อมกันบนศาลา ๗๒ ปีฯ
๑๒.๓๐ น. ประธาน เดินทางมาถึงศาลา ๗๒ ปีฯ
๑๒.๓๙ น. เชิญประธานจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย
๑๒.๔๕ น. พิธีกรนำบูชาพระ กราบพระ อาราธนา ศีล
๑๓.๐๐ น.

พิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี ๒๕๕๐

  • ประธานกล่าวคำถวายผ้ากฐิน
  • ประธานถวายผ้ากฐิน
  • พระสงฆ์กรานกฐิน
  • ประธาน และคณะเจ้าภาพ ร่วมถวายเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม
  • ประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียคาถา
  • พระสงฆ์กล่าวอนุโมทนา

บรรยากาศในวันนั้น

คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพบรรยากาศในวันนั้น

 

 

๑ มกราคม วันขึ้นปีใหม่

กำหนดการ

๐๗.๐๐ น. คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันทำบุญใส่บาตร
๑๐.๐๐ น. คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันถวายปัจจัย ไทยธรรมที่กุฏิ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้พรปีใหม่ แจกหนังสือและปฏิทิน
๑๓.๐๐ น. ทอดผ้าป่าสามัคคี โดยคณะผ้าป่าจากลพบุรี
พระเดชพระคุณหลวงพ่อขึ้นศาลาสุธรรมภาวนา เพื่อรับผ้าป่า

บรรยากาศในวันนั้น

คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพบรรยากาศในวันนั้น

เช้าวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ ญาติโยมจำนวนมากยังคงปักหลักรวมทั้งผู้ปฏิบัติธรรม ร่วมกันทำบุญใส่บาตร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ บนศาลาสุธรรมภาวนาจนล้นศาลา ส่วนด้านล่าง ก็มีท่านผู้ใจบุญ ตั้งร้านอาหารเลี้ยงอาหารเช้า ข้าวต้ม ข้าวขาหมู หอดทอด ทอดมัน ปาท่องโก๋ ขนมปังปิ้ง ขนมครก กาแฟโบราณ กาแฟสด นอกเหนือจากโรงทานที่เลี้ยงเป็นปกติ

ที่กุฏิพระเดชพระคุณหลวงพ่อผู้คนยังเต็มและรับหนังสือสวดมนตร์ หนังสือปีใหม่และรูปเล็กใหญ่ ปฏิทินพก เรียกว่าแจกกันไม่มีหมด เป็นไปตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ว่า ยิ่งให้ ยิ่งได้ จริงๆ ท่านที่เคยมาวัดคงจะเห็นด้วยตาตนเองแล้วว่า ที่วัดเราแจกกันไม่พัก อาหารก็มีให้ทานกันทั้งวัน ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว อยากจะฝากให้ญาติธรรมได้คิดสักนิดว่า แค่ครอบเราครอบครัวเดียวไม่กี่ปาก เราก็ยังรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายสูง แต่นี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเลี้ยงคนจำนวนร้อยจำนวนพันทุกวันนานนับสิบปี โดยไม่มีการบอกบุญ เรี่ยไร เชิญชวนทำบุญ ไม่มีการเป่าประกาศโฆษณาเชิญชวน เพียงแค่พระเดชพระคุณหลวงพ่ออธิษฐานจิตว่า ใครมีบุญมาเอง

เช้าวันนี้ มีญาติธรรมศรัทธาเข้ามาสมัครปฏิบัติกรรมฐานจำนวนมาก ทุกคนเข้าแถวลงทะเบียนยาวไปจนถึงถนนหน้าสวนป่า ลองนึกถึงภาพดูนะครับว่ามากขนาดไหน ส่วนที่กุฏิพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็แน่น รอบๆกุฏิญาติโยมก็ยืนเรียงรายกันแน่นทั้งด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองด้าน ร้านอาหารก็มีผู้เข้ารับบริการกันเต็มทุกร้าน นับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ที่อิ่มบุญกันทั้งผู้ให้ผู้รับ

ช่วงบ่าย พระเดชพระคุณหลวงพ่อขึ้นศาลาสุธรรมภาวนารับคณะผ้าป่าจากลพบุรี ซึ่งผ้าป่าคณะนี้จะนำผ้าป่าข้าวสาร อาหารแห้งมาทอดเป็นประจำทุกปี นานกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ นาวาอากาศตรี วาด เกตุแก้วยังมีชีวิตอยู่ แล้วญาติพี่น้องก็รักษาประเพณีนี้ไว้เสมอมาไม่ขาดตอน (นาวาอากาศตรีวาด ผู้นี้ ก็คือผู้ที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ประสบอุบัติเหตุจนพระเดชพระคุณหลวงพ่อคอหัก ส่วนนาวาอากาสตรีวาดคือผู้ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าในตอนนั้นว่ากระเด็นออกไปดูเหมือนกับเหาะนั่นเอง) ประชาชนก็ยังแน่นเหมือนเดิม ต่างก็ศรัทธา ทยอยกันเข้ามาถวายปัจจัยแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเหมือนเดิม และครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งจะมีคณะดนตรีไทยบรรเลงเพลงไทย ระหว่างที่รอเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะขึ้นมา และวันนี้เป็นวงดนตรีไทยของ โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี

สุดท้ายแด่ผู้ปิดทองหลังพระ คือพี่ๆน้องๆทหารจากลพบุรี มาช่วยจัดการเรื่องการวางตำแหน่งร้านอาหาร เดินไฟฟ้ามาให้ รวมทั้งจัดหาน้ำ น้ำแข็ง ให้แก่ร้านอาหาร เพื่อบริการประชาชนอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ที่หนักที่สุดก็คือหลังจากบริการกันมาทั้งวัน ทั้งคืน ตีสองตีสามยังต้อง ยังต้องเก็บกวาด ขัดล้างพื้น ขนโต๊ะวางอาหาร ขนเก้าอี๋เก็บ บ่ายวันรุ่งขึ้นยังต้องเก็บกวาดขัดอีกรอบ เหนื่อยจริงๆ ขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

อนึ่งก่อนหน้านี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อและพระสงฆ์วัดอัมพวัน สวดพุทธมนตร์อุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตจากธรณีวิบัติที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ ๒๖ ธค.

โดย คุณชินวัฒก์ รัตนเสถียร
๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพบรรยากาศในวันนั้น

 

กลับสู่ด้านบน

 

๑๔ มกราคม วันแผ่นดินไทย

 

กลับสู่ด้านบน

 

๒๗ มกราคม ทำบุญอุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง (แม่ใหญ่)

โยมสุ่ม ทองยิ่ง อาตมารู้ว่าจะต้องตายภายใน ๓ ชั่วโมง เลยเทศน์ให้ฟัง เทศน์จบเขาก็รีบเดินกลับกุฏิ อาเจียนออกมาเป็นเลือดแล้วก็ตาย เขาเข้าผลสมาบัติไปทันที เพราะเขาเตรียมไว้แล้ว อาตมาเคยสอนกรรมฐานแก่โยมคนนี้เมื่อสมัยยังเป็นสาว อายุ ๓๘ ปี ตอนตาย อายุ ๘๔ ปี ๖ เดือน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ โยมสุ่มเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย จะต้องตาย นายแพทย์บอกว่าหลวงพ่อ ปอดหมดแล้ว อาตมาจึงรับมาอยู่ที่วัด บอกให้เจริญกรรมฐานต่อไป ก็หายวันหายคืน เขาช่วยตัวเอง อาตมาไม่ได้เสกเป่าแต่ประการใด อยู่มาได้ ๑๕ ปี หมดเวลาแล้วจะต้องเดินทางต่อไป เขาก็รู้ตัว อาตมาก็เทศน์ให้ฟังเรื่อง ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย พอ ๓ ชั่วโมง เขาก็ตายจากโลกไป

เรื่อง คุณแม่สุ่ม ศิษย์เอกของหลวงพ่อ โดย เมือง ทองยิ่ง

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอยู่ อายุประมาณ ๑๓-๑๔ ปีเห็นจะได้ กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.๒ ที่โรงเรียนชละเอมวิทยา สิงห์บุรี ผมสังเกตเห็นว่า คุณแม่พายเรือไปกับแม่ช้อย (คุณยายของผม) และคนแก่อีกประมาณ ๒-๓ คน ไปวัดอัมพวันทุกวันพระ บ้านผมอยู่เหนือวัดอัมพวันขึ้นมาไกลโขทีเดียว ประมาณ ๘ กิโลเมตร นัยว่าไปรับกรรมฐานกัน ตกกลางคืนประมาณสองทุ่มคุณแม่ก็นั่งและเดินจงกรมสลับกันไป พอประมาณตีสี่ผมก็เห็นคุณแม่นั่งและเดินอีก ที่เห็นเพราะเรานอนรวมกันทั้งครอบครัว มีผม พี่สาวสองคน คุณแม่และคุณพ่อ ส่วนมากคุณพ่อมักจะนอนนอกมุ้ง ตอนแรก ๆ ผมก็นึกสงสัยว่าคุณแม่ทำอะไร แทนที่จะหลับจะนอน กลับต้องมาอดหลับอดนอนอย่างนี้ เกรงว่าจะเสียสุขภาพ เพราะคุณแม่เป็นคนขยัน ตอนกลางวันทำงานทั้งวัน ปลูกผักถากหญ้าไปตามเรื่อง พอกลางคืนก็นั่งและเดิน ไม่เคยเว้นเลยแม้แต่คืนเดียว

ผมอดรนทนไม่ได้จึงต้องถาม ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ไปรับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวันมาต้องปฏิบัติให้ได้ เพราะทุกวันพระคุณแม่ต้องไปสอบอารมณ์กับหลวงพ่อแล้วก็กลับมาปฏิบัติต่อ เกิดอะไรขึ้นระหว่างปฏิบัติก็ต้องจดไว้ แล้วนำไปถามหลวงพ่อในวันพระต่อไป ตอนนั้นชื่อของหลวงพ่อจรัญยังไม่มีความหมายกับผมเท่าใดนัก บางครั้งยังนึกไม่พอใจเสียอีกที่ท่านมาเป็นเจ้าของหัวใจของคุณแม่อีกคนหนึ่ง เพราะคุณแม่ทุ่มเทกับการปฏิบัติกรรมฐานอย่างมาก จนทำให้ผมมีความรู้สึกว่าคุณแม่ทอดทิ้งคุณพ่อ ผมรักคุณพ่อและเห็นใจคุณพ่อ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมเข้าข้างคุณพ่อเสมอ เป็นความคิดตามประสาเด็ก

บางครั้งก็คิดว่าคุณแม่ตัดช่องน้อยเฉพาะตัว เอาสบายคนเดียว หาได้รู้ไม่ว่าที่คุณแม่ไปวัดอัมพวันทุกวันพระนั้น เป็นการกระทำที่เสียสละทั้งกำลังกายและใจ เพื่อที่จะนำพวกเราที่ดวงตายังมืดมิดอยู่ให้สว่างได้ในอนาคต และคุณแม่ก็ทำได้จริง ๆ ทำให้พวกเราได้พบกับแสงสว่างแห่งชีวิตในที่สุด ซึ่งความสำเร็จทั้งปวงของคุณแม่นี้ก็ด้วยบุญบารมีและพลังความสามารถของหลวงพ่อจรัญ ที่ได้สั่งสอนชี้นำให้ปฏิบัติ ประกอบกับความพยายามอย่างสูงสุดและบุญกุศลที่คุณแม่ได้สร้างสมมาทั้งชาตินี้และในอดีตชาติ

ชื่อหลวงพ่อจรัญเริ่มเข้ามาในความรู้สึกของผมเรื่อย ๆ ผมเป็นคนสนใจทางพระ เห็นคุณแม่ปฏิบัติก็ซักถามอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ได้คำตอบที่แปลก ๆ หลายเรื่อง เช่น การอดนอนกลางคืนเพราะปฏิบัติ ก็บอกว่า ไม่รู้สึกอ่อนเพลียทั้ง ๆ ที่ทำงานทั้งวัน ถามว่าได้อะไรจากการนั่งกรรมฐานบ้าง คุณแม่บอกว่า หลวงพ่อท่านว่าได้ทั้งครอบครัว กุศลผลบุญที่คุณแม่นั่งกรรมฐาน จะได้แก่สามีและลูกด้วย

ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะยังไม่ศรัทธาหลวงพ่อ และยังไม่เคยได้สัมผัสหลวงพ่อด้วยตนเองเลย ในภายหลังเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงได้ตระหนักว่าคำกล่าวนี้เป็นจริงทุกประการ

คุณแม่มีศรัทธาและยึดมั่นในหลวงพ่อจรัญเป็นที่สุด สมัยนั้นหลวงพ่อท่านมีเวลาสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติทุกคนในวันพระ คุณแม่จะจดจำทุกขั้นตอนที่หลวงพ่อบอกแล้วกลับมาปฏิบัติที่บ้านด้วยความพยายามและอดทนจริง ๆ ผมมานึก ๆ ดูแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จในทางสายนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีวิริยะอุตสาหะสูงสุด ต้องไม่วอกแวก ศรัทธาและยึดมั่นในทางสายนี้ ปฏิบัติตามแนวคำสอนนี้อย่างแน่วแน่ทุกขั้นตอน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จกันง่าย ๆ หลวงพ่อจรัญท่านพูดเสมอว่า นั่งกันเดี๋ยวเดียวก็คุยแล้วว่า ได้ขั้นนั้นขั้นนี้ สำเร็จนั่นสำเร็จนี่ ผมดูตัวอย่างจากคุณแม่ของผมแล้ว เห็นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ คุณแม่ฝึกปฏิบัติทุกวันไม่ขาด ตั้งแต่สองทุ่มถึงห้าทุ่ม ตีสี่ถึงหาโมงเช้า เป็นเวลาถึงสิบปีกว่า ท่านจะนั่งสมาธิได้อย่างแนบแน่น เริ่มนั่งตั้งแต่ ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ มีนาฬิกาไว้ดูอยู่ตลอดเวลา

บางครั้งผมเห็นคุณแม่นั่งตัวตรง บางครั้งท่านก็นั่งขัดสมาธิหงายท้อง เดี๋ยวก็ค่อย ๆ นั่งตัวตรง ผมถามว่า ทำไมคุณแม่ต้องนั่งหงายท้อง ท่านบอกว่าสมาธิแรงกว่าสติ พอเผลอสติก็หงายท้องเลย ทั้ง ๆ ที่ยังขัดสมาธิอยู่ พอรู้ตัวก็ต้องใช้สติกำหนดขึ้นนั่งท่าเดิม เรื่องหนึ่งที่ผมเห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์ก็คือ การกำหนดเวลานั่งได้ เช่น ต้องการจะนั่ง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่งโมง ๓๐ ชั่วโมง ๔๐ ชั่วโมง ก็สามารถกำหนดได้ โดยการอธิษฐานจิต เช่นจะนั่ง ๒ ชั่วโมง ก็อธิษฐานว่าจะขอนั่งสมาธิ ๒ ชั่วโมง (มีวิธีอธิษฐาน) เมื่อเริ่มนั่งสัก ๒-๓ นาที ก็จะเกิดสมาธิแนบแน่นและสมาธิจะคลายเมื่อถึงเวลา ๒ ชั่วโมง (จากคำบอกเล่าของคุณแม่) ผมเห็นว่าผู้จะปฏิบัติได้อย่างนี้ต้องผ่านการฝึกปฏิบัติมาอย่างมากกับการนั่งโดยกำหนดเวลา ผมได้เห็นการนั่งโดยกำหนดเวลาของคุณแม่บ่อย

วันหนึ่งท่านก็บอกว่าหลวงพ่อให้นั่ง ๓๐ ชั่วโมง เพราะคุณแม่กำลังจะเลื่อนไปปฏิบัติขึ้นต่อไป จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของคุณแม่เอง คุณแม่เข้าไปนั่งสมาธิในห้องซึ่งไม่เคยมีใครเข้าไปใช้นอนเลยเพราะร้อนอบอ้าว คุณแม่เริ่มนั่งตั้งแต่หนึ่งทุ่มของวันหนึ่งและออกจากสมาธิเวลาตีสองของวันรุ่งขึ้น ครบเวลา ๓๐ ชั่วโมงพอดี โดยไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนเลย คุณแม่บอกว่าไม่รู้สึกหิวหรือต้องการขับถ่ายใด ๆ ระหว่างที่คุณแม่นั่งนั้นพวกเราก็เป็นห่วง คอยไปแอบดูทางหน้าต่าง แต่ตอนกลางคืนไม่มีใครกล้าเข้าไป ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงพ่อได้ให้คุณแม่ไปนั่งสมาธิที่วัดอัมพวันเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง เพื่อเป็นการทดสอบ คุณแม่ก็นั่งได้ ตอนนั้นคุณแม่อายุได้ ๔๕ ปี ผมคิดว่าการนั่ง ๓๐ ชั่วโมงนั้นก็สูงสุดแล้ว แต่เมื่อปี ๒๕๓๐ หลวงพ่อให้คุณแม่นั่ง ๔๐ ชั่วโมง ท่านก็ยังทำได้

เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มสนใจและศรัทธาหลวงพ่อ ก็คือเรื่องการสอบอารมณ์ คุณแม่เล่าว่าเมื่อเวลานั่งสมาธิกันหลาย ๆ คน หลวงพ่อก็จะนั่งสอบอารมณ์ของแต่ละคนไปด้วย แม้แต่เวลาคุณแม่นั่งที่บ้าน ท่านก็สามารถสอบอารมณ์ได้ คุณแม่บอกว่าเวลานั่งสมาธิจะเกิดนิมิตต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ซึ่งจะต้องจดบันทึกไว้ แล้วนำไปบอกหลวงพ่อทุกวันพระ หลวงพ่อจะเป็นผู้บอกว่าปฏิบัติถูกหรือผิด ควรแก้ตรงไหนที่ผิด จะเป็นเครื่องหมายบอกว่าผู้นั้นได้เดินทางมาถูกแล้วหรือไม่

มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณแม่เล่าว่า หลวงพ่อให้นั่งสมาธิที่วัดพรหมบุรี หลวงพ่อก็นั่งคุมอยู่ด้วย คุณแม่บอกว่า เป็นการนั่งที่ทรมานที่สุดในชีวิต ใจแทบจะขาดเสียให้ได้ มีแต่ความทุกข์ทุรนทุราย จึงได้อธิษฐานจิตว่า ถ้าไม่ผ่านก็ขอถวายชีวิต หลังจากได้รับทุกขเวทนาจนถึงที่สุด ดวงใจก็ขาดวับไป เปรียบเสมือนสายว่าวขาดผึง เมื่อถูกพายุพัดแล้วมีความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ใต้ร่มโพธิ์ มีลมพัดเฉื่อยฉ่ำ รู้สึกเย็นชุ่มชื่น มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก พอออกจากสมาธิก็พบว่า หลวงพ่อนั่งยิ้มแสดงความชื่นชมอยู่แล้ว ท่านบอกว่าคุณแม่ผ่านขั้นสำคัญที่สุดแล้ว แสดงว่าหลวงพ่อท่านหยั่งรู้ภาวะจิตของทุกคนได้เป็นอย่างดี

ผมเริ่มรู้จักหลวงพ่อจรัญมากขึ้น เมื่อตอนผมบวชเป็นพระภิกษุที่วัดศรีสาคร ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๐๑ ประมาณ ๔๐ วัน คุณแม่ให้ผมไปรับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญมาปฏิบัติ ผมเริ่มเรียนรู้ถึงแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อสอนว่าผมมีเวลาปฏิบัติน้อย ก็ให้ได้พื้นฐานไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผมมีเวลาปฏิบัติอยู่ได้ ๑ เดือน ไม่ค่อยก้าวหน้าเพราะผมไม่ได้ประจำอยู่ที่วัดอัมพวัน แต่มีจิตน้อมนำและศรัทธาทางปฏิบัติของหลวงพ่อมาก จึงได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ หลังจากลาสิกขาแล้ว ผมกลับไปเรียนต่อที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และต่อที่ มศว.ประสานมิตร จนได้ปริญญาตรี (กศ.บ) ตลอดเวลาที่ผมศึกษาอยู่นั้น ผมใช้วิชาฝึกสมาธิของหลวงพ่อจรัญตลอดเวลาอย่างได้ผลดียิ่ง เช่น ก่อนจะอ่านตำรา ผมจะนั่งสมาธิก่อนประมาณ ๕ นาทีแล้วเริ่มดูหนังสือ จะสามารถทำความเข้าใจจดจำได้เป็นอย่างดี ผมพักอยู่ในหอพักประจำ ทั้งที่บ้านสมเด็จและที่ประสานมิตร ที่อ่านหนังสือมักมีเพื่อนมากมาย ผมใช้วิชาสมาธิช่วยจนสามารถที่จะศึกษาหาความรู้ได้ในทุกสถานการณ์ จะมีเสียงเอ็ดตะโรของเพื่อนหรืออากาศร้อนอบอ้าวก็ไม่เป็นปัญหา

หลักสำคัญที่หลวงพ่อจรัญให้ไว้สำหรับการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือการมีสติกำหนดรู้เท่าทันสภาวะของจิตอยู่ตลอดเวลา กำหนดรู้ทุกอิริยาบถของตัวเรา เมื่อได้ฝึกปฏิบัติจนเป็นกิจนิสัย แล้วก็สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ถึงคราวสุขก็ไม่สุขจนเหลิง ถึงคราวทุกข์ก็ไม่ทุกข์จนเหลือทน ทำให้เป็นคนมีสติ ช่วยขจัดความโลภ โกรธ หลง ลงได้มาก ผมนำไปใช้กับการทนต่อทุกขเวทนา ซึ่งอาจจะเกิดจากกายหรือจิตใจก็ตาม จะรู้เท่าทันทุกข์ที่เกิดขึ้น แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม ก็สามารถทำใจให้สงบ โดยใช้สติกำหนดรู้ แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น ใช้การแผ่กุศลจิตให้ทั้งมิตรและศัตรู โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จนทำให้ความรู้สึกว่าโลกนี้ ผมมีแต่มิตรทั้งนั้น

มีเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่ผมได้รับฟังจากคุณแม่ ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อ บางเรื่องอาจจะเป็นการบังเอิญ บางเรื่องก็เหลือเชื่อ ซึ่งผมก็มักจะบอกกับคุณแม่ว่าอย่าไปเล่าให้ใครเขาฟัง เพราะเขาอาจจะคิดว่าคุณแม่เพ้อฝัน หรืออวดอุตริมนุสธรรม เพราะระดับจิตใจของคนไม่เหมือนกัน ผมจะขอนำมาเล่าบ้างเพียงเพื่อให้เห็นว่า เมื่อได้ปฏิบัติถึงขั้นแล้วอาจจะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างนี้ขึ้นได้ เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองก็คือ ขณะที่ผมกำลังศึกษาอยู่ที่ มศว.ประสานมิตร ประมาณปี ๒๕๐๔ ผมวางแผนจะไปเที่ยวที่ มศว.บางแสน ในการแข่งขันกีฬาเชื่อมสัมพันธ์ ตอนกลางคืนผมฝันว่า คุณแม่ไปหาที่หอพักของมหาวิทยาลัย รุ่งเช้าผมก็ไม่ติดใจอะไรนัก เตรียมตัวขึ้นรถจะไปกับเขา พอรถเคลื่อนออกไป ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้ต้องโดยลงจากรถ เดินกลับหอพักเสียเฉย ๆ ในใจก็นึกถึงความฝันตอนกลางคืน แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคุณแม่ไม่เคยไปที่ มศว.ประสานมิตรเลย และก็ไม่มีใครที่บ้านเคยไปด้วย ผมนั่งทำงานอยู่ประมาณเกือบเที่ยงวัน เพื่อนมาบอกว่า มีคนมาหา คอยอยู่ห้องโถง พอผมลงไปก็พบคุณแม่กับบุญมี (หลานสาว) ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย ทั้งดีใจและตกใจว่า คุณแม่มาได้อย่างไรเพราะทั้งสองคนนั้นไม่เคยไปที่ มศว.ประสานมิตรเลย

ท่านเล่าให้ฟังว่าคิดถึงผม อยากจะมาเยี่ยม ตอนกลางคืนได้อธิษฐานจิตบอกว่า "ทิดเมือง พรุ่งนี้แม่จะไปเยี่ยมนะ ให้คอยรับด้วย" พอรุ่งเช้าก็ขึ้นรถไปกรุงเทพฯ กันแต่เช้า พอถึงตลาดหมอชิตก็ยังหวังว่าผมจะไปรับ แต่เมื่อคอยแล้วไม่เห็นผมไปรับ ก็ตัดสินใจจะขึ้นรถเมล์ไปหาเอง ไม่เคยมีใครไปที่ มศว.ประสานมิตรเลย แม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้จัก ถามเด็กรถว่า ไปวิทยาลัยสรรพสามิตไปทางไหน ลูกชายมาเรียนครูอยู่ที่สรรพสามิต พวกเด็กรถคงจะพอฟังได้ว่าคุณแม่ถามนั้นคือ มศว.ประสานมิตร ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นวิทยาลัยการศึกษาประสานมิตร เรียกกันสั้น ๆ ว่าประสานมิตร จึงบอกให้ขึ้นรถเบอร์ ๓๘ ให้นั่งไปจนสุดทางแล้วจึงลง แล้วให้ถามเด็กรถใหม่ว่าจะขึ้นรถคันไหนไปประสานมิตร เป็นที่น่าอัศจรรย์ คุณแม่ไปหาผมที่ประสานมิตรจนได้ ท่านที่เคยไป มศว.ประสานมิตรคงจะทราบว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลยที่จะไปโดยรถเมล์ ครั้นจะขึ้นแท็กซี่ก็กลัวถูกหลอกลวง

หลวงพ่อบอกว่า ธรรมดาจิตของคนทั่วไปจะกระจัดกระจายฟุ้งซ่านไม่มีพลัง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถ รวมจิตให้เป็นหนึ่งเดียว ก็จะมีพลังอำนาจมหาศาลซึ่งเรียกว่า พลังจิต สามารถทำอะไร ๆ ได้ อย่างที่เราไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้ เช่น การใช้โทรจิต คือการติดต่อกันโดยใช้จิต หลวงพ่อเล่าว่า พระเครื่องที่ท่านสร้างนั้น ท่านสั่งช่างให้ทำโดยทางโทรจิต คุณแม่ก็เล่าถึง พลังจิต ที่เกิดขึ้นกับท่านอยู่หลายเรื่อง เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านไปเที่ยวเขาวงพระจันทร์ที่จังหวัดลพบุรีกับคณะหลายคน ตอนนั้นท่านอายุ ๖๐ กว่าแล้ว ใครที่เคยไปขึ้นเขาวงพระจันทร์ก็คงจะทราบว่าสูงเพียงใด มีหลายคนที่พักคอยอยู่ข้างล่าง พวกอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือแม้แต่อ่อนกว่า ท่านก็ไม่มีใครกล้าขึ้น

คุณแม่คิดว่า เมื่อมาแล้วต้องลองขึ้นดูเพราะหลังจากนี้แล้วก็คงไม่ได้มีโอกาสได้ขึ้นอีกแล้ว จึงตัดสินใจเดินขึ้นไปตามบันไดกับเขา ระยะแรกๆ พวกหนุ่มๆ สาวๆ แรงดีก็แซงขึ้นหน้าไป เหลียวมองดูคุณแม่แล้วซุบซิบกันเหมือนกับจะบอกว่ายายแก่คนนี้จะขึ้นไปถึงยอดกับเขาหรือ ท่านเดินขึ้นอยู่พักใหญ่เห็นว่าเริ่มเหนื่อยแล้วก็ลองใช้การกำหนดจิตจนเกิดสมาธิ และเกิดพลังขึ้นในร่างกาย ทำให้มีความรู้สึกว่าเหมือนกับตัวเบาเดินขึ้นไปได้อย่างสบาย ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แซงหน้าคนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ แล้วผ่านกลุ่มเด็กหนุ่มที่นั่งพักอยู่ริมบันได มองดูท่านอย่างแปลกใจ เป็นเด็กหนุ่มกลุ่มเดียวกันกับที่ซุบซิบกันเมื่อตอนเดินแซงขึ้นหน้าท่านนั่นเอง คุณแม่เดินขึ้นไปจนถึงยอดเขาวงพระจันทร์ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่มีใครตามทัน นั่งคอยอยู่พักใหญ่ พวกที่มาด้วยกันจึงได้ขึ้นไปถึง

คุณแม่ไม่ค่อยได้ใช้พลังจิตบ่อยครั้งนัก จะใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ผมจะไปดูงานที่ประเทศคานาดาเมื่อปี ๒๕๑๘ ตอนนั้นคุณแม่ยังอยู่ที่บ้าน จะมาวัดในวันพระเท่านั้น คุณแม่จะต้องไปส่งผมในวันรุ่งขึ้น แต่ไม่มีโอกาสจะได้บอกเล่ากับหลวงพ่อเลยเพราะยังไม่ถึงเวลามาวัด จึงทดลองใช้โทรจิตกับหลวงพ่อในตอนกลางคืนบอกว่า ไม่มีอะไรจะให้กับลูกเพื่อคุ้มครองตัวในการเดินทางไปเมืองนอก หลวงพ่อก็บอกคาถาให้ ๙ คำเอาไว้ป้องกันตัว คุณแม่จึงจดใส่กระดาษไว้ ตอนไปส่งผมที่สนามบินดอนเมือง ก็ส่งให้ผมแล้วบอกว่า หลวงพ่อให้คาถาไว้ป้องกันตัว ท่องให้ขึ้นใจจะป้องกันเหตุร้ายต่าง ๆ ได้ ผมก็ได้ใช้คาถานี้ตลอดการเดินทาง

มีอยู่ตอนหนึ่งของการเดินทางจากญี่ปุ่นไปเกาะฮอนโนลูลู เครื่องบินจะต้องบินเหนือมหาสมุทรเป็นเวลา ๑๐ ชั่วโมง เหลืออีก ๔ ชั่วโมง จะถึงฮอนโนลูลูก็เกิดพายุปะทะเครื่องบินสั่นไปทั้งลำ ผมมีความรู้สึกเหมือนนั่งเรือหางยาววิ่งปะทะลูกคลื่น ผมไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อนเลย ครั้งนั้นจึงเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต แต่ผู้ไม่รู้สึกกลัวหรือตื่นเต้น เพราะผมบริกรรมคาถาของหลวงพ่อ ทุกครั้งที่มีเหตุเสี่ยงอันตราย ผมรู้สึกปลอดภัยและทำใจได้ มีสติดี ไม่หวั่นไหว เพื่อนของผมที่ไปด้วยกัน บางคนนั่งหน้าซีดตัวสั่น เครื่องบินวิ่งฝ่าพายุอยู่เกือบชั่วโมงจึงพ้น ทุกคนรู้สึกโล่งอก ผมใช้คาถาของหลวงพ่อตลอดมาตราบจนทุกวันนี้ เนื่องจากผมยึดมั่นและศรัทธาในหลวงพ่อและคุณแม่มาก ทุกครั้งที่ผมจะใช้คาถานี้ จะมีความรู้สึกปลอดภัยและมีสติ

คาถามี ๙ คำคือ อุ มะ พัด พา ยะ อุ พัด อะ หัง
คาถาแต่ละคำมีความหมายในตัวเอง ผมจำไม่ได้ ถ้าท่านอยากรู้คงจะต้องถามหลวงพ่อเอาเอง

ในเรื่องการไม่ชอบอิทธิปาฏิหาริย์ของคุณแม่นั้น เป็นหนทางที่ทำให้คุณแม่ได้หลุดพ้นจากการยึดติดและพอใจในพลังอำนาจมาแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ท่านปฏิบัติในระยะแรก ๆ ท่านมีความรู้สึกว่าท่านมีพลังจิตสูงมาก นั่งเพียง ๒-๓ นาที ก็เกิดสมาธิแนบแน่น มีพลังนึกอยากจะรู้อะไรเห็นอะไรก็รู้ได้เห็นได้ทันที ท่านระลึกชาติย้อนหลังได้ถึง ๗ ชาติ สามารถรู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต ได้อย่างฉับพลัน หลวงพ่อบอกว่าท่านกำลังอยู่ในระยะของการเข้าสมถกรรมฐานซึ่งผู้ปฏิบัติทุกคนจะต้องผ่านสมถกรรมฐานก่อน

ส่วนมากคนจะคิดว่าตนสำเร็จแล้วเพราะจะเกิดอิทธิปาฏิหาริย์มากมาย เนื่องจากเป็นระยะที่มีพลังจิตสูงมาก อยู่ยงคงกระพัน เหาะเหินเดินอากาศ นั่งทางในสามารถรู้ได้ทุกอย่าง เมื่อมีอิทธิปาฏิหาริย์คนก็จะศรัทธา ลาภสักการะก็จะตามมา จิตใจที่เคยมั่นอยู่กับการปฏิบัติธรรม ก็จะคลอนคลายไม่สามารถเดินทางไปสู่การหลุดพ้นได้ ระยะที่ คุณแม่ตัดสินใจไม่ยึดติดในอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ หลังจากผ่านขั้นนี้แล้ว ท่านบอกว่าพลังอำนาจก็ลดลง เสื่อมลง ท่านก็ปฏิบัติต่อไปในแนวทางที่ได้ตั้งใจไว้ หลวงพ่อบอกว่าเป็นการปฏิบัติไปสู่วิปัสสนากรรมฐาน นั่นเอง

หลวงพ่อเคยพูดเสมอว่า ท่านไม่ได้สอนวิปัสสนากรรมฐานเฉพาะคนธรรมดาเท่านั้น ท่านยังสอนผีและเทวดาด้วย ครั้งแรกผมฟังก็ยังไม่เชื่อสนิทนัก แต่เมื่อผมคุยกับคุณแม่แล้วก็เชื่อว่าเป็นจริง เพราะคุณแม่ก็มีประสบการณ์ในการสอนผีเหมือนกัน ท่านบอกว่าคนที่ตายไปแล้ว บางคนที่เคยรู้จักกันเคยมาปฏิบัติธรรมก็มาหา บางคนคุณแม่ชักชวนมาปฏิบัติธรรมก็มาปฏิบัติ บางคนก็ไม่มา บางคนก็มาอยู่เฉย ๆ ไม่ปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตของแต่ละคน คุณแม่บอกว่าผีนั่งสมาธิได้ดีกว่าคน นั่งนาน อดทน คุณแม่ชวนมาปฏิบัติธรรมวิปัสสนาอยู่ด้วยหลายคน นาน ๆ ไปพวกเขาก็บอกว่า จะไปจุติแล้วก็หายไป บางครั้งขณะที่คุณแม่สั่งสมาธิอยู่ก็มีผีเป็นจำนวนมากมาหาเพื่อขอรับส่วนบุญกุศลและขอเรียนวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงพ่อนับว่าเป็นหมอชั้นเยี่ยม ท่านไม่เพียงแต่จะรักษาจิตของคนเท่านั้น ท่านยังสามารถรักษาร่างกายของคน โดยใช้พลังจิตได้อีกด้วย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ คุณแม่ได้ป่วยเป็นหวัด มีอาการไอ เหนื่อยมาก ตอนนั้นคุณแม่ยังอยู่บ้าน มาวัดเฉพาะวันพระ ผมจึงพาคุณแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลขุนสวรรค์ สิงห์บุรี คุณหมอวิชัยสั่งให้เอ๊กซเรย์พบว่า ปอดข้างซ้ายมีสีขาวทั้งหมด แสดงว่าเป็นน้ำท่วมปอด จึงได้สั่งให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลทรวงอก นนทบุรี ผลการตรวจ หมอเจาะเอาน้ำออกมาได้ถึง ๑.๓ ลิตร หมอสงสัยว่าคุณแม่อยู่ได้อย่างไร ไม่แสดงอาการ เพราะปอดมีน้ำขนาดนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยมาก หมอได้เจาะชายโครงด้านซ้าย เพื่อตัดเนื้อหุ้มปอดไปตรวจด้วย

คุณแม่บอกว่า ตอนเขาเจาะชายโครงนั้น ท่านเข้าสมาธิแล้วนิมิตว่าเป็นการใช้กรรมอันเกิดจากท่านฆ่างูเหลือมตัวหนึ่ง ผมยังจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ดี งูเหลือมยาวราว ๓ เมตรครึ่ง มากินเป็ดตอนกลางคืน คุณพ่อถือฉมวกลงไปดู ตามด้วยคุณแม่ ผม และพี่สาว งูเหลือมเห็นแสงตะเกียงจึงเลื้อยหนีเข้าป่ากระชาย คุณพ่อไม่กล้าแทง เงื้อฉมวกอยู่ คุณแม่โมโหจึงคว้าฉมวกแทงเอง ถูกค่อนหางของงู ผมเห็นงูดิ้นและพันด้ามฉมวกเป็นเกลียวน่ากลัว พวกเราตีงูเหลือมจนตาย

ผลจากการตรวจน้ำจากปอดและเนื้อหุ้มปอด ปรากฎผลว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ปอดข้างซ้าย ถ้าไม่รักษาจะตายภายใน ๕ เดือน ถ้ารักษาอาจจะอยู่ได้ ๑ ปี เพราะขณะนั้นมะเร็งได้กินถึงเยื่อหุ้มปอดแล้ว ผมตกใจมาก พี่สาวสองคนนั่งร้องไห้ คุณแม่ยังไม่ทราบ เพื่อความแน่ใจจึงให้ลูกของน้าเอาฟิล์มไปให้เพื่อนที่สถาบันมะเร็งดู ก็ได้รับคำตอบเหมือนกัน ผมได้มากราบนมัสการให้หลวงพ่อทราบ ท่านก็บอกว่าทราบแล้วเป็นที่ปอดข้างซ้าย ท่านก็พยายามช่วยอยู่ เมื่อเอาน้ำออกแล้วคงจะดีขึ้น ผมให้คุณแม่พักรักษาตัวอยู่ราว ๒ สัปดาห์

คุณแม่เล่าว่ามีอยู่คืนหนึ่ง ท่านนอนอยู่ได้ยินเสียงแตรรถ จำได้ว่าเป็นเสียงรถหลวงพ่อ สักครู่หลวงพ่อมายืนอยู่ข้างเตียงบอกว่าไม่เป็นไรจะช่วยแล้วก็เดินกลับไป คุณแม่ดีใจมากที่หลวงพ่อมาเยี่ยม ดูอาการดีขึ้นมาก ผมพาคุณแม่ไปพักที่บ้านของผม (บ้านพักครู ร.ร.สิงห์บุรี) ต้มยาแผนโบราณให้กินหลายขนานรวมทั้งของคุณหมอสมหมายด้วย ราว ๓ เดือนก็พาไปเอ็กซเรย์ที่พญาไทเอ็กซเรย์ ปรากฎผลว่าเหมือนเดิม ผมปรึกษาหมอสมหมาย ท่านบอกว่ายาแผนโบราณต้องใช้ควบคู่กันกับยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง ผมจึงไปซื้อมา ๑ ชุด ราคา ๖,๕๐๐ บาท จะให้คุณหมอสมหมายรักษา ยาชุดนี้ขณะใช้จะทรมานคนไข้มาก รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียน ผมจะร่วง และก็ไม่รู้ว่าจะหายหรือไม่ ผมมาตรึกตรองดู เห็นว่าคุณแม่อายุมากแล้ว ตอนนั้นอายุ ๗๐ ปี จะทรมานท่านเปล่า ๆ ถ้าใช้ยาแล้วท่านตายไป คนก็จะบอกว่าเป็นเพราะผมทำ

เมื่อผมไปหาหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า ให้คุณแม่มาอยู่วัด ท่านจะช่วยรักษาทางจิตให้ แล้วให้กินยาสมุนไพรควบคู่ไปด้วย ผมจึงให้คุณแม่มาอยู่วัด ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๒๖ เป็นต้นมา ผมมอบยาชุดนั้นให้คุณหมอไป

ตอนนั้นคุณแม่ยังไม่ทราบว่าท่านเป็นมะเร็ง ผมได้แต่บอกว่าเป็นเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ให้คุณแม่รักษาตัวเองแล้วหลวงพ่อจะช่วยอีกแรงหนึ่ง ท่านก็ปฏิบัติมาตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านนั่งสมาธิ มีความรู้สึกว่า ร่างกายเจ็บแปลบปลาบไปหมด และเหมือนมีอะไรพุ่งออกไปจากตัวท่านทุกสาระทิศ คุณแม่ระลึกได้ว่า หลวงพ่อกำลังช่วยรักษา หลังจากนั้นท่านก็รู้สึกดีขึ้นและหายเป็นปกติ ขอบตาที่เคยดำคล้ำก็หายไป หลวงพ่อบอกว่าคุณแม่ได้ตายไปแล้ว แต่ด้วยบุญบารมีที่ท่านได้สร้างสมมาจากการปฏิบัติธรรม และช่วยสั่งสอนให้คนปฏิบัติธรรม จึงช่วยให้มีชีวิตขึ้นใหม่ คุณแม่มาทราบว่าท่านเป็นมะเร็งประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เพราะหลวงพ่อได้เล่าให้ผู้เป็นมะเร็งคนหนึ่งฟังว่า การนั่งสมาธิสามารถรักษามะเร็งให้หายได้ ตัวอย่างเช่น แม่สุ่ม เป็นต้น ชายคนนั้นจึงมาถามคุณแม่ว่า เป็นมะเร็งหรือ หลวงพ่อบอกว่ารักษาหายแล้วใช่ไหม คุณแม่จึงทราบตอนนั้นเองว่าท่านเป็นมะเร็ง

ผมเคยจะคิดพาคุณแม่ไปเอ็กซเรย์ว่าคุณแม่หายแล้วหรือยัง ปรึกษาหลวงพ่อแล้ว ท่านบอกว่า อย่าไปตรวจเลย เดี๋ยวเห็นโน่นเห็นนี่แล้วทำให้ไม่สบายใจ แม่ใหญ่อายุมากแล้ว อย่าไปทรมานแกเลย แกยอมสละชีวิตเพื่อพระศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะเป็นจะตายก็คงไม่เสียดายชีวิต ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่หลวงพ่อพูด คุณแม่ไม่เคยกลัวตาย ถือเป็นเรื่องธรรมดา ท่านอุทิศชีวิตเพื่องานของหลวงพ่อ งานอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยขจัดอวิชชาของมนุษย์ ให้เข้าใจหลักปฏิบัติธรรมอันถูกต้องและแท้จริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณแม่รู้ดีแล้วว่าเมื่อท่านตายไปแล้วท่านจะไปอยู่ที่ไหน คงจะเป็นเพราะบุญบารมีของคุณแม่ที่ได้สร้างสมมาประกอบกับพลังจิตของหลวงพ่อที่พยายามรักษา และ ยาแผนโบราณที่คุณแม่รับประทานทุกวัน จึงช่วยให้คุณแม่ยังคงมีชีวิตอยู่มาตราบเท่าทุกวันนี้ เป็น แม่ใหญ่ ของผู้ใคร่ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เป็นกำลังสำคัญของหลวงพ่อที่จะช่วยกันสืบทอดพระศาสนาต่อไป

หลวงพ่อจรัญนั้น นอกจากท่านจะส่งเสริมในเรื่องการปฏิบัติธรรม แล้วท่านยังส่งเสริมในส่วนการศึกษาอีกด้วย ท่านมีความประสงค์อยากให้สถานศึกษาต่าง ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากวัดอัมพวันในการอบรมบ่มนิสัยเยาวชนให้มากที่สุด ในส่วนของโรงเรียนสิงห์บุรีนั้นท่านให้ความสนใจมาก เพราะถือว่าเป็นโรงเรียนใหญ่และท่านเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนสิงห์บุรี ท่านให้ความเมตตาและช่วยเหลือโรงเรียนสิงห์บุรีตลอดมา ท่านมีส่วนช่วยให้โรงเรียนสิงห์บุรีสมัยผู้อำนวยการ ชลิต เจริญศรี ได้รับบริจาคหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด ๒๕๐ KVA จากนายห้างสมเจตน์ เจ้าของบริษัทศิริวัฒน์ ราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๖

สมัยที่ผมมาเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนสิงห์บุรี หลวงพ่อได้ให้ความเมตตาตลอดมา รับเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในงานทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสร้างประปาขึ้นใช้เองในโรงเรียนเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๓ ได้รับเงินบริจาคประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้ท่านยังบริจาคเงินติดตั้งตู้น้ำเย็นให้นักเรียนดื่มอีก ๒ ที่ เป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท และช่วยเป็น ประธานในงานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างห้องสมุดของโรงเรียนสิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ได้รับเงินบริจาคประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท หลวงพ่อมีส่วนช่วยสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่โรงเรียนสิงห์บุรีอย่างมาก นับเป็นบุญของนักเรียนโรงเรียนสิงห์บุรีที่มีหลวงพ่อช่วยดูแลให้ความอนุเคราะห์เสมอมา ขออำนาจแห่กุศลผลบุญที่หลวงพ่อได้สร้างสมมา โปรดจงเป็นพลวปัจจัยดลบันดาลให้หลวงพ่อมีพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง หายจากโรคาพยาธิทั้งมวล ได้เป็นที่พึ่งของพวกเราผู้ใฝ่ในธรรมทุกคน

บันทึก
อันที่จริงผมตั้งใจจะเขียนเรื่อง "หลวงพ่อจรัญที่ผมรู้จัก" แต่เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วผมรู้เรื่องของหลวงพ่อจรัญผ่านทางคุณแม่ของผม ผมจึงจำเป็นต้องเขียนเรื่องของท่านทั้งสองควบคู่กันไป บางเรื่องที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว ผมอาจจะจดจำผิดเพี้ยนไปจากความจริงบ้าง ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ เรื่องของคุณแม่นั้นยังมีอีกมากมายซึ่งผมไม่มีโอกาสที่ซักถามพูดคุยด้วย เป็นประสบการณ์ที่ท่านได้รับระหว่างการปฏิบัติ ได้เรียนรู้ด้วยตัวท่านเอง และยังจดจำได้เป็นอย่างดียิ่ง

กลับสู่ด้านบน

 

ประสบการณ์ของคุณแม่สุ่ม
(นับเป็นบุญที่คุณแม่สุ่มกรุณาเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ฟัง จึงถือโอกาสบันทึกต่อท้ายไว้ ณ ที่นี้ด้วย)
สมพร แมลงภู่ - ๕ ก.ค. ๓๕

ถางกิเลส

สมัยเมื่อมาอยู่วัดอัมพวันใหม่ ๆ หลวงพ่อสั่งให้ลับมีดให้คม เอาไว้ถางกิเลส ฟันให้ดะไปเลย พบกอไผ่ก็ฟันเข้าไป ฉันกลับมานั่งกรรมฐาน ราว ๆ ตี ๓ เห็นเป็นกอไผ่จริง ๆ อยู่ข้างถนนหน้าวัดอัมพวัน สมัยก่อนนั้นมีจริง ๆ ฉันก็ฟันเสียจนทะลุเป็นทางไปเลย พอฟันทะลุแล้ว ก็ผ่านไปได้ ไปพบปลายไม้ไผ่สระอยู่ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า อ๋อ นี่หลุดจากโน่นแล้ว ยังจะมีนี่อีกหรือ ยังมีไม้หักขวางอีก จึงเดินเลี่ยงปลายไม้ไป เดินเข้าทางไปเลย เพราะเห็นทางแล้ว เดินตามทางไปเรื่อย ๆ พบบ้านหลังหนึ่งไม่มีคนอยู่ มีเสียงบอกว่า ที่เห็นเป็นเมืองนิพพาน ฉันก็เหลียวดูไปรอบ ๆ มองไม่เห็นขอบฟ้า ป่าไม้ ต้นไม้สักต้นก็ไม่มี มีแต่ทราบเป็นแก้วใสละเอียด อ่อนนิ่มเท้าเวลาเดิน บ้านเป็นไม้เก่าชั้นเดียว

ฉันนั่งดู ๆ อยู่ เห็นพระเดินมา จึงลงนั่งพนมมือ ใจรู้สึกว่าไม่ใช่พระธรรมดา เป็นพระอรหันต์ ฉันก็ไหว้ท่านจนสุดแถวนับได้ ๑๑ องค์ พอสุดแถวฉันก็เดินต่อท้ายเลยรวมเป็น ๑๒ เดินตามท่านไปทางทิศเหนือ ดูตะวันยังอยู่สูง แต่แดดไม่ร้อนเลย สว่างแต่ไม่ร้อน เดินมาเย็นตลอด ตามท่านไปจนเลี้ยวโค้งกลับ ฉันก็รู้ว่ากำลังนั่งกรรมฐานอยู่ในกุฏิ

ระลึกชาติ

หลวงพ่อท่านบอกว่า ฉันเคยทำกรรมฐานมา ๗ ชาติแล้ว มาชาตินี้ปฏิบัติได้ครบ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ท่านก็บอกถึงแล้ว ฉันก็เลยนั่งย้อนไปดูจึงได้รู้ว่า

ชาติที่ ๑ (ถอยหลังไป ๖ ชาติ) เกิดเป็นผู้ชาย เคยฝึกพุทโธ ใช้ธูปจุดเวลาปฏิบัติ มองเห็นก้านธูปเต็มสุ่มเลย ได้อธิษฐานในชาตินั้น ขอให้พบอาจารย์ที่สอนในทางวิปัสสนา เพราะที่ทำอยู่ขณะนั้นเป็นสมถะ จึงได้มาพบในชาติที่ ๗ ซึ่งเป็นชาติปัจจุบัน

ชาติที่ ๒ เกิดเป็นเทวดา เป็นผลจากกุศลที่เคยปฏิบัติเมื่อชาติก่อน

ชาติที่ ๓ เกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำลงมา เพราะไม่ได้เจริญกุศลเพิ่มขึ้น ได้จุติเป็นเทวดาเฝ้าพระทวารในวังกรุงศรีอยุธยา เจ้าวังนี้มีพระราชธิดาสวยงามมาก เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ในพระราชธิดา เลยถูกเทพเบื้องบนสาปให้เกิดเป็นผู้หญิงตลอดไป

ชาติที่ ๔ เกิดเป็นผู้หญิงอยู่ในวังเมืองสุโขทัย ชาตินี้ได้เคยสอนกรรมฐานให้แก่คนจำนวนมาก เวลาเสร็จจากการรบทัพจับศึกก็มานั่งปฏิบัติกรรมฐานกัน ชาติปัจจุบันจึงมีผู้คนมาปฏิบัติกันมาก

ชาติที่ ๕ เกิดเป็นผู้หญิงอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา สิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๑๗ ปี

ชาติที่ ๖ เกิดเป็นผู้หญิงอยู่ใกล้วัดพรหมบุรี มีลูก ๔ คน สามีเป็นโรคคันทั้งตัวเน่าเฟะ ฉันบอกให้เขากลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่เถอะ ไม่ต้องห่วงลูกหรอก ฉันจะเลี้ยงเอง เขาก็ร้องไห้กลับไปอยู่กับแม่ ตอนนั้นกำลังสร้างศาลาวัดพรหมบุรี สามีได้ลักเชือกก้านมะพร้าวของวัดมา พอเขาไปอยู่กับแม่แล้ว ฉันก็นำไปคืนวัดหมด ชาตินี้อายุ ๔๐ กว่าก็ตาย

ชาติที่ ๗ (ปัจจุบัน) พ่อแม่แต่งงานกันเดือน ๑๒ เขาไปยกช่อฟ้าที่วัดพรหมบุรี เขาเดินคู่กันมา พ่อก็สวย แม่ก็สวย พ่อนุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อป่าน รู้สึกรักเขามาก เหมือนเห็นก่อนตาย เพราะที่บ้านกับวัดพรหมบุรีไม่ไกลกัน พอตายแล้วก็เกิดเลย ตอนเกิด เกิดที่บางงา อ. พรหมบุรี ตอนที่นั่งดูอยู่นั้นเห็นลูกชายคนโตก็ตาย และมาเกิดแล้ว เป็นทหารมาอยู่กับลูกสาวคนโต ลูกสาวก็ให้มาช่วยฉัน และขอให้ฉันบวชให้ ฉันก็เลยดูว่าคนนี้เป็นอย่างไรถึงสนิทสนม เรียกแม่ใหญ่ทุกคำ เขาบอกว่าต้องบวชให้เขานะ เพราะในอดีตนั้นพอมีลูกชาย จิตมีสัญญาจะต้องบวชลูก แต่ยังไม่ทันบวช ฉันก็ตายเสียก่อน ลูกอีก ๒ คนก็เคยพบ เขาเคยมาหาอยู่ทางภาคอีสาน มาช่วยทำงาน ลูกผู้หญิงยังมีชีวิตอยู่ ตอนที่ดูนั้นอายุ ๘๐ กว่าแล้ว ยังอยู่ที่บางงา สามีได้มาเกิดเป็นสุนัขอยู่ที่ตลาดสิงห์บุรี ฉันเห็นเข้าก็นึกรักและสงสาร เพราะเป็นขี้เรื้อนและเป็นแผลทั้งตัว พอพามารักษาก็หาย เวลาฉันเดินจงกรมเขาก็เดินด้วย เวลานั่งก็มานั่งด้วย จึงนั่งดูรู้ว่าเป็นสามีเมื่อชาติที่แล้ว ตามมาให้เราใช้หนี้ที่ให้เขากลับไปอยู่กับแม่ ไม่ได้ดูแลรักษาเขา คนที่พบกันในชาตินี้ส่วนใหญ่ เคยพบกันเมื่อชาติที่ ๔ รู้สึกมีความผูกพันกับสถานที่วัดอัมพวันมาก ทรัพย์สมบัติทีฝังไว้เห็นหมด พระทองคำมีเยอะ ทรัพย์สมบัติเขาเคลื่อนที่ได้ เขามีเจ้าของเฝ้าอยู่ ที่เห็นหลวงพ่อว่าจริงทั้งนั้น หลวงพ่อขอก็ไม่ให้ ถ้าให้ต้องมีตัวตายตัวแทน

เข้าผลสมาบัติ

หลังจากที่ฉันนั่งกรรมฐานที่บ้านตามคำสั่งของหลวงพ่อซับไปซ้อนมา วันนี้นั่ง ๑ ชั่วโมง วันที่สองนั่ง ๒ ชั่วโมง ไปถึง ๑๐ ชั่วโมง แล้วก็ย้อนไป ๑ ชั่วโมงใหม่อีก ทำอย่างนั้นอยู่ ๔ ปี หลวงพ่อได้สั่งให้ไปที่เรือนยายแต้ม อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านฉันที่บางมอญเพื่อทดลองให้นั่งกรรมฐานตามที่หลวงพ่อสั่ง ในวันนั้นหลวงพ่อให้ฉันนั่งคนเดียว กำหนดจิตที่พองยุบ จิตดับที่พองยุบ พอจิตเข้าแล้วตัวแข็งหมด นั่งไปได้ ๑๕ นาที หลวงพ่อให้แม่แพเอามือจับก่อน แล้วจึงให้เอาเข็มแทง ปรากฎว่าแทงไม่เข้า เลือดไม่ออก แข็งทั้งตัว

ตอนนั้นมีคนนั่งดูกันหลายคนเป็นกลุ่ม หมอชลอก็นั่งอยู่ด้วย เขากำลังสูบยาอยู่ เขาสูบเสียแดง ที่เห็นเพราะแสงมาเข้าตา เขาก็เอาบุหรี่นั้นเข้ามาแหย่ไปที่รูจมูก ควันขึ้นเพดาน ก็อัดไว้ไม่ให้ขึ้น ควันก็ออกมาข้างนอก รู้สึกร้อนนิดหน่อย แต่ไม่สำลัก เขานั่งหันหลังให้หลวงพ่อ ท่านจึงไม่เห็นที่หมอชลอเอาบุหรี่แหย่รูจมูกฉัน ฉันก็ไม่ได้บอกให้หลวงพ่อฟัง วันนั้นนั่ง ๒๐ นาที เป็นการทดลองกัน ก่อนหน้านี้ ฉันเคยเข้ามาหลายครั้งแล้ว

ครั้งแรกที่เข้าได้ตอนที่ปวดเต็มที่แล้วเจ็บก็ดับปุ๊บไป รู้สึกตัวเหมือนนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ เย็นสบาย สมัยอยู่วัดพรหมบุรี ครั้งต่อมาดับแบบดิ่งพสุธาเลยไปโผล่ที่เมืองบาดาล เห็นเป็นอุโมงค์และคูหาอยู่ข้างล่าง แลเห็นพระบรมสารีริกธาตุอยู่ใต้พื้นดิน มีไฟสว่างไสวแบบนีออน ติดอยู่รอบ ๔ ทิศ มองโล่งเข้าไป แลเห็นพระธาตุอยู่ทางทิศเหนือ ฉันก็เข้าไปเดินนมัสการ พอกราบเสร็จก็เลิกกรรมฐานพอดี

ต่อมาหลวงพ่อให้มาปฏิบัติที่โบสถ์ ท่านให้ยืนกำหนด ให้ฉันปฏิบัติคนเดียว ให้มีคนยืนสองข้าง ท่านกลัวว่าจะล้ม ปรากฎว่าไม่ล้ม ตอนที่ทดลองนั้น ไม่ได้เดินจงกรม กำหนดยืนหนอ พอตั้งอธิษฐาน ขอให้สมาธิแน่วแน่จิตเข้าผลสมาบัติกี่นาที เขาก็ดับไปตามที่กำหนด กำหนดพองหนอ ยุบหนอ ๓-๔ ครั้ง จิตก็เข้าเลย หลวงพ่อและคนอื่น ๆ ได้แต่ยืนดูเฉยๆ

ต่อจากนั้นหลวงพ่อท่านให้ทำที่บ้าน ๒๐ ชั่วโมง ๒๘ ชั่วโมง แล้วก็ออกมา อยู่วัดอย่างมาก ๓๐ ชั่วโมง เวลานั่งกรรมฐานที่บ้าน ไม่มีใครกล้าเข้าไปดู ฉันจะอธิษฐานที่บ้านคราวละ ๓๐ ชั่วโมง พอครบกำหนดแล้ว จิตจะคลายออกเอง ก่อนเข้าจะบอกลูกหลานไว้ก่อน

ขณะที่จิตเข้าอยู่ ๓๐ ชั่วโมง ตอนนั้นไม่เห็นอะไร แต่มีสติอยู่กับตัวตลอด ไม่รับอารมณ์อะไรเลย มันซึ้งอยู่ในตัวเรา แรก ๆ จะไม่ได้ยินเสียง แต่ตอนหลังได้ยิน พออายุ ๔๕ ปี หลวงพ่อให้มานั่งที่วัด ศาลาหลังเก่า ๓๐ ชั่วโมง ตั้งแต่ ๖ โมงเย็นถึง ๖ ทุ่มของวันรุ่งขึ้น เห็นเจ้าของวัดเป็นพระมาบอกว่า พอแล้ว ให้เลิกได้ แต่ฉันบอกว่ายังไม่ถึง ท่านก็ให้เห็นนาฬิกาบอกเวลา ๖ ทุ่ม แต่ฉันไม่เลิก พอครบกำหนดจิตจะออกเอง กายกับจิตเขาจะรู้เวลาของเขาเอง จะค่อย ๆ คลายออก แสดงว่าท่านมาทดลองเรา

ต่อจากนั้นฉันก็ปฏิบัติมาจนแก่จนมาอยู่ที่กุฏิปัจจุบันนี้ ก็คิดว่าจะยังนั่งได้หรือเปล่า จึงได้นั่งดู ไม่ได้ อธิษฐานจิตว่า จะกำหนดเวลาเท่าไร จิตคลายออกเมื่อไรก็สุดแล้วแต่ ปรากฎว่าฉันนั่งไป ๓๖ ชั่วโมง ไม่มีปีติอะไร มาช่วยหลังอายุ ๗๕ ก็นั่งอีก ปรากฎว่านั่งไป ๔๘ ชั่วโมง ปีนี้อายุ ๗๘ แล้วนั่งไป ๔๐ ชั่วโมง นั่งโดยไม่ได้อธิษฐานจิต ให้เขาออกของเขาเอง

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ตอนนั้นอายุ ๗๕ ปี ขณะที่เข้าผลสมาบัติอยู่นั้น เห็นพระจุฬามณี มีดอกไม้ธูปเทียนเต็มไปหมด มีคนเฝ้าอยู่คนหนึ่งคอยเข็นรถนำไปทิ้ง เป็นเครื่องดอกไม้ธูปเทียนที่เขาใส่มือคนก่อนที่จะตาย เมื่อตายแล้วก็ไปไหว้ที่พระจุฬามณี ปีนี้ พ.ศ. ๒๕๓๕ เห็นพระจุฬามณีอีก ดูโน่นดูนี่ดูจนทั่ว ไม่มีผู้คน ไม่มีเครื่องดอกไม้ธูปเทียนเหมือนเมื่อก่อน ใจนึกว่าเมื่อก่อนทำไมมีดอกไม้ธูปเทียนมากมาย เดี๋ยวนี้ไม่มี ก็มีเสียงตอบมาว่า เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เครื่องบินตกตายก็มี ตายในโรงพยาบาลก็มี ถูกรถชนตายกลางถนนหนทาง ตายเรี่ยราดไปหมดแล้ว ไม่มีเตรียมของใส่มือหรอก ที่นั่นถึงไม่มีของดอกไม้ธูปเทียน

เมื่อหันหน้าไปทางทิศเหนือ แลเห็นพระบรมสารีริกธาตุและเห็นมาลัยดอกพุดที่เคยร้อยถวายหลวงพ่อบูชาพระธาตุที่กุฏิท่าน คล้องอยู่ที่เจดีย์ เมื่อตอนนั่งได้ ๔๘ ชั่วโมงก็เห็นดอกไม้ในห้องเต็มไปหมด กำหนดอย่างไรก็ไม่หาย พอออกจากกรรมฐานแล้วก็ไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ได้ลงมาพบก็เลยกลับ ไม่ได้เล่าให้หลวงพ่อฟัง กลับมาที่ห้องก็สว่างโล่งไปหมดทั้งห้อง เห็นเป็นตัวหนังสือข้างฝาผนังทั้ง ๔ ด้าน ตัวสวยไม่ใช่หนังสือไทย และไม่ใช่หนังสือขอม เขาบอกว่าเป็นหนังสือเทพ อ่านออกคำว่า "แล้ว" ตัวเดียว การเข้าผลสมาบัติจะมีกำลัง ไม่หิวโหย ไม่ปวดเมื่อย ไม่มีอะไรล้ำปีติก็ไม่ล้ำสมาธิ เสมอเท่ากันหมดเลย มีความสุขไม่ยินดียินร้าย เป็นขั้นอุเบกขา แต่รู้แล้วก็วาง จิตของเรามีจิตเดียว ไม่มีอะไรเข้ามากระทบเลย

ขณะที่เข้าผลสมาบัติ มีความรู้ผุดเป็นขั้น ๆ ผุดแต่ที่ดี แต่ไม่มีปีติ เขาผุดขึ้นมาสอนเรา จิตที่รู้อยู่นั้นไม่ใช่รู้แค่ญาณเดียว มีชั้นหยาบ ละเอียด และละเอียดเข้าไปอีก ชั้นนิพพานละเอียดเข้าไป การเข้าผลสมาบัติอย่างหนึ่ง เข้านิโรธสมาบัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง เสวยอารมณ์นิพพานอีกอย่างหนึ่ง เข้านิโรธสมาบัตินั้นไม่มีตัวตน

ครั้งหนึ่งจิตเข้าไป ๒๐ ชั่วโมง ก่อนเข้าจิตเขาจะรู้ของเขาเอง จิตจะรู้เองว่าเข้าญาณนี้แล้วนะ ญาณ ๑ ญาณ ๒ และต่อ ๆ ไป จิตยิ่งละเอียดลงไป เขาจะเข้าประมาณชั่วโมงหนึ่ง พอถึงชั่วโมงเขาก็คลายออก และบอกให้รู้ว่าเราจะออกจากญาณนี้แล้ว และจะเข้าญาณต่อไป เขาบอกชื่อญาณออกมาเลย แต่ฉันไม่ได้สนใจจำ ได้แต่รู้แล้วก็ผ่านไป ตอนเข้าผลสมาบัตินี้หยาบ เข้านิโรธละเอียด เข้าอารมณ์พระนิพพานยิ่งละเอียดเข้าไปอีก จิตเขาบอกขึ้นมาเอง เวลาออกเขาก็ออกของเขาเองเงียบๆ

หลวงพ่อเทศน์สอนว่า เราควรปฏิบัติให้ถึงแก่น อย่าให้มีกระพี้ติด ให้รู้ถึงแก่นว่าเป็นอย่างไร ฉันก็ตั้งใจปฏิบัติ กำหนดจิตละเอียดละออดี เกิดเห็นเป็นต้นซุงยาวเฟื้อยเลย มีแต่แก่น เหมือนอย่างที่หลวงพ่อว่าไว้ ฉันก็ปฏิบัติไปไม่ให้มีกระพี้ เขาแสดงให้ดูว่าซุงไม่มีกระพี้ติดเลยสักนิด ถึงได้รู้ได้เห็นว่าเข้าผลสมาบัติแล้ว ยังเข้านิโรธ แล้วเข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน เขาปรากฎอารมณ์ญาณนั้นญาณนี้ การเห็นไม่เหมือนกัน ละเอียดเข้าไป ๆ ละเอียดยิ่ง มีจิตเดียว จิตใจไม่ต้องชำระแล้ว

สอนกรรมฐาน

ตั้งแต่อยู่วัดพรหมบุรี มีคนมาขอฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อ ท่านก็ส่งมาให้ฉันช่วยสอนเดินสอนนั่งให้ก่อน หลวงพ่อเป็นผู้อธิบายตอนหลัง ประมาณ ๒ ชั่วโมง ใครแวะมาสอนเลย มาเมื่อไรสอนเมื่อนั้น ตอนอยู่วัดพรหมบุรี ฉันไปวัดวันอาทิตย์ พอมาอยู่วัดอัมพวัน ฉันมาวันพระ อยู่ที่ศาลา หลวงพ่อมีแขกอยู่ ท่านก็ส่งมาให้ฉันสอน ท่านบอกว่าที่สอนไปแล้ว เข้าผลสมาบัติกันได้หลายคนแล้วนะ ช่วยหลวงพ่อสอนมา ๓๕ ปีแล้ว

มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อท่านไม่อยู่ ท่านสั่งให้ฉันมาวัด บอกว่า จะมีหลวงพ่อองค์หนึ่งมาหาท่าน ชื่อหลวงพ่อสุขโต อยู่จังหวัดลำพูน ท่านเคยเข้านิโรธสมาบัติมาแล้ว ท.เลียงพิบูลย์ศรัทธามาก ถวายอาหารเป็นประจำ และยังเคยถวายอาหารตอนท่านออกจากนิโรธสมาบัติ ฉันก็มาวัด มีแม่ยุพิน ยายเตียง เตรียมของมาถวาย นิมนต์ท่านเข้าโบสถ์ ท่านให้ศีลให้พรให้ช่วยสอนญาติโยมทั้งหลายให้ปฏิบัติ ท่านใจดีมาก เวลาท่านพูด กระแสเย็นถึงเราเลย กลับไปวัดแล้ว ท่านก็มรณภาพ

วิญญาณมาปฏิบัติธรรม

มีครอบครัวหนึ่งที่สิงห์บุรี เตี่ยแม่มาบอกว่าให้ช่วยลูกชายของเขาหน่อย เรียนจบแล้วกำลังจะรับปริญญาเกิดเป็นไข้ตาย ฉันก็นั่งดูเขาตามดูเรียกชื่อ ปรากฎว่ามากัน ๔ คนเป็นชายทั้งสิ้น เขาวูบมานั่งข้างหน้า มาจากวัดโพธิ์เก้าต้น ฉันก็ถามว่า "ไปไหนมา" เขาก็บอก "ไปกับเพื่อน" แต่เพือนไม่เข้ามา ยืนอยู่ข้างนอก ฉันถามต่ออีกว่า "สบายดีไหม" เขาตอบว่า "ไม่สบาย คิดถึงแม่ คิดถึงเตี่ย คิดถึงน้อง"

ฉันเพิ่งจะแผ่เมตตาให้เขาเพราะตอนที่นั่งดูไม่เห็น
ฉันถามว่า "จะแผ่เมตตาให้ รับได้ไหม"
เขาบอกว่า "ได้ จะได้ไปสบาย"
ฉันก็แผ่เมตตาให้ สักพักเขาบอก "ฝากแม่ด้วยนะ" แล้วก็ลอยไปเลย เขาบอกว่า "ฉันไม่ลืมบุญคุณป้าหรอก" เรียกฉันว่า ป้า เสียด้วย เขามาอีกทีตอนเช็งเม้ง ลอยวืดเข้ามาเลย มานั่งกราบที่หน้าตอนนั่งกรรมฐาน ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาเคยมา เพื่อนมาด้วย แต่ไม่ได้เข้ามาอีก
ฉันถามว่า "จะไปไหนกัน"
เขาบอกว่า "จะไปเช็งเม้ง" เพราะก๋งของเขาเป็นเจ้าของศาลเจ้าที่หน้าตลาดจังหวัดสิงห์บุรี
ฉันก็ชวนทำกรรมฐาน เหลืออีกตั้ง ๓ วัน ฉันก็สอนกรรมฐานให้ทำเลย สอนเดิน ๓๐ นาที แล้วสอนนั่ง เขาก็นั่งตลอดไป ปฏิบัติได้ ๓ วัน เขาก็มาลาไปหาเตี่ย แม่และก๋ง
เขาบอกว่า "ผมจะไปหาก๋งสัก ๓ วัน" พอครบ ๓ วัน เขาก็กลับมาจริง ๆ มาคนเดียว
ฉันก็เลยอธิษฐานให้เขามีชุดขาว ตอนที่เขามานั้นสวมชุดเสื้อครุยรับปริญญา เขาก้มลงกราบเหมือนคนธรรมดา แต่ฉันไม่ค่อยพูดมาก
เขาปฏิบัติอยู่ ๓ ปีก็ได้กายทิพย์ กายทิพย์ของเขาขาวใสแวบเลย เดิมวิญญาณก็มีรูปเป็นแบบเนื้ออย่างของมนุษย์เรานี้ เขามาก้มกราบลาเหมือนคนธรรมดา เขาสั่งถึงพ่อ แม่ เตี่ย น้อง อาม้า ให้บอกว่า ฉันไปสบายแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดก่อนปี พ.ศ. ๒๕๒๕ แล้ว

มีอีกคนหนึ่ง เป็นช่างก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ผูกคอตายกับรถเครื่อง ทางกรุงเทพฯ โทร.มาหาญาติทางบ้าน พ่อแม่เขามาหาฉัน ขอให้ฉันช่วย ทางบ้านไม่มีใครทราบว่าตายอย่างไร ฉันก็เรียกมา พอเขาเข้ามาในเขตวัด ฟ้าผ่าเปรี้ยงตามมาเลย ลงเหนือวัด ถูกวัวตาย ๑ ตัว คนคุมเขาตามมาแต่ไม่ทัน เขาเข้ามาในวัดเสียก่อน

ถามเรื่องเป็นอะไรตาย ก็ไม่ยอมบอก แต่ฉันทราบ ปกติแล้วเขาต้องไปนรก พอฉันเรียกวิญญาณมาเขาตามมาไม่ทัน เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาเลย ฉันให้เขารับกรรมฐาน สอนให้เดิน ๓๐ นาที แล้วสอนนั่ง พอเป็นแล้วก็ปล่อยให้เขานั่งเอง เขามีหัวหน้าคุมอีกทีหนึ่ง มีบัญชีจดชื่อด้วยเหมือนอย่างที่วัดได้ปฏิบัติอยู่ เขาจะนั่งตลอดไป ไม่มีลุกเดิน ไม่ยุ่งกับคน แต่ถ้าคนจะเดินไปถูกเขาก็หลบ ปฏิบัติจนแยกรูปแยกนามแล้วก็ยังไม่พ้นนรก เขายังคอยเก็บอยู่ จนได้กายทิพย์แล้วนั่นแหละจึงพ้น แต่เขาไม่ไปที่อื่น เขาต้องการปฏิบัติอยู่ที่วัดอัมพวันนี้

ล่วงเกินหลวงพ่อ

เมื่อสมัยอยู่ที่วัดพรหมบุรี หลวงพ่อทำบุญฉลองโบสถ์ มีคณะจากกรุงเทพฯ ไปทอดผ้าป่า และมี ป้าต่อม คนสิงห์บุรีก็นำผ้าป้าไปทอดด้วย หลวงพ่อให้ฉันไปรองรับคณะของป้าต่อมก่อน เพราะท่านกำลังสนทนาอยู่กับคณะศรัทธาจากกรุงเทพฯ ป้าต่อมพูดเสียงดังประกาศลั่นศาลาเลยว่า หลวงพ่อไม่ทักทายเลย เขาเรี่ยไรได้ ๔๐๐ กว่าบาทยังไม่รับหน้าเขา รับหน้าแต่คนที่มีแหวนเพชร แต่เวลาทอดผ้าป่าก็ทอดพร้อมกัน หลังจากนั้นมาป้าต่อมก็มาทำบุญเหมือนกัน แต่ทำกรรมฐานไม่ได้ เดินได้แค่ ๕ นาที นั่งได้แค่ ๕ นาที ปฏิบัติได้แค่นั้น ทุรนทุรายทำไม่ได้เลย เขาก็เลยมาขอขมาหลวงพ่อ พอตายไปแล้ว หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เขามาจับป้าต่อมไปนรก เพราะได้กล่าววาจาล่วงเกินหลวงพ่อ ป้าต่อมก็บอกเขาว่าได้ขออโหสิกรรมกับหลวงพ่อแล้ว แต่เขาไม่ฟัง เขายอมให้ป้าต่อมมาบอกหลวงพ่อไปยืนยันเป็นพยาน หลวงพ่อก็ไป เมื่อได้รับการอโหสิกรรมแล้ว ไปไหนหลวงพ่อท่านไม่ได้บอก

นิมนต์หลวงพ่ออยู่ปฏิบัติกรรมฐาน

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ หลวงพ่ออาพาธหนัก ฉันกำลังนั่งกรรมฐานอยู่ หลวงพ่อดำ (หลวงพ่อในป่าเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อ) มาบอกให้ไปนิมนต์หลวงพ่อ หลวงพ่อท่านจะไม่อยู่แล้ว ท่านนำพานมาให้ดูเป็นตัวอย่าง มีผ้าสบงวางบนพาน ดอกบัว ๓ ดอก ธูปเทียน ท่านนำมายื่นให้ฉัน ฉันก็ไม่รับ ฉันเป็นผู้หญิงจะรับอย่างไร นึกในใจว่า เอ๊ะ เราจะตายเสียแล้วหรืออย่างไร ท่านบอกว่า ไม่ใช่ นำมาดูตัวอย่าง ให้จัดเตรียมนิมนต์เจ้าอาวาส ท่านจะไม่อยู่แล้วนะ ท่านจะละสังขารไปแล้ว ท่านบอกว่า "นิมนต์ให้อยู่ปฏิบัติกรรมฐาน" พอฉันรับพานจากท่าน ก็ออกจากกรรมฐานพอดี ฉันก็ไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง ท่านก็บอกว่า จริง ฉันเลยจัดพาน ซื้อผ้าสบง ดอกไม้ ธูปเทียน ไปด้วยกัน ๓ คนมี แม่ฉ่ำชื่น ยายเตียง และฉัน ไปนิมนต์ท่านที่กุฏิ ท่านบอกว่า "เอ้า รับอยู่ก็เอา" นิมนต์ครั้งนั้นเป็นครั้งแรก ต่อจากนั้นก็นิมนต์ทุกปี ก่อนที่จะถึงวันคล้ายวันเกิด ๑๕ สิงหาคมของทุกปี หลวงพ่อดำท่านบอกว่า ท่านจะมาปฏิบัติด้วย และจะบอกหลวงพ่อให้มาปฏิบัติ ฉันเลยปูอาสนะไว้ ๒ ที่ หลวงพ่อ ๑ ที่ หลวงพ่อดำ ๑ ที่

หลวงพ่อท่านบอกว่า ถ้าสามทุ่มไม่มาให้รอถึงสี่ทุ่ม ปฏิบัติทุกวันเป็นเวลา ๔ เดือน ตั้งแต่ในพรรษา ต่อมานอกพรรษาอีก ใครไม่ทำก็ช่าง ฉันเลิก ๔ ทุ่มทุกวัน ที่ศาลปฏิบัติพระกรรมฐานจะเลิกกัน ๓ ทุ่มครึ่ง ฉันอยู่ถึง ๔ ทุ่ม มีผู้ศรัทธาปฏิบัติต่อด้วย ๓-๔ คน

ไปนรก

เมื่อคุณพ่อของฉันตาย ฉันจะชวนมานั่งกรรมฐาน แต่หาคุณพ่อไม่พบ เลยนั่งดูก็รู้ว่าไปตกนรก ถูกมัดมือมัดเท้า ฉันเข้าไปถามว่า "โทษอะไรถึงได้เป็นอย่างนี้"
คุณพ่อก็ตอบว่า "รู้เห็นเป็นใจกับลูกสะใภ้ โกงค่าทนายจึงถูกมัดตากแดดขึงพืดอยู่"
ฉันถามว่า "ทำอย่างไรถึงจะแก้ได้เล่า"
คุณพ่อบอกว่า ให้ปฏิบัติกรรมฐานแผ่เมตตาให้ ๓ เดือน จึงจะพ้นโทษนี้ คนคุมเขาอนุญาตให้ เพราะมีโทษอย่างเดียว ฉันก็แผ่เมตตาให้ ระหว่างปฏิบัติใน ๓ เดือน ก็ยังเห็นอยู่ในสภาพเดิม พอครบ ๓ เดือนแล้วก็หลุด หลุดแล้วฉันเห็นนั่งอยู่ที่ศาลาวัดศรีสาคร นั่งพิงเสาอยู่เหมือนตอนไปทำบุญขณะยังมีชีวิตอยู่ จิตคุณพ่อผูกพันอยู่กับศาลา เพราะคุณพอได้สร้างไว้ ฉันชวนมาทำกรรมฐานที่วัดอัมพวันก็ไม่ยอมมา คุณพ่อเคยเป็นสมภารวัดตองปุ จังหวัดลพบุรี ได้ก่อสร้างที่วัดนั้น ไม่มีครอบครัว พอมาอยู่บ้านก็บอกว่า จะไม่ไปสวรรค์นิพพาน จะขอเป็นมนุษย์ เพราะมีครอบครัวได้

จิตของคุณพ่ออธิษฐานไว้อย่างนั้น ฉันชวนมาทำกรรมฐานเท่าไรก็ไม่ยอมมา เพราะอธิษฐานไว้แล้ว นั่งพิงเสาคอยเกิดอยู่ที่ศาลานั้นแหละ นั่งดูทีไรก็ยังเห็นอยู่อย่างนั้น ที่นรก จิตเคยสัมผัสครั้งหนึ่ง เห็นเป็นรก ๘ ขุม มีกระทะ ๘ ใบ เป็นเหล็กใบใหญ่มาก อยู่ห่างกันเป็นระยะวาหนึ่ง พอเขาจะผลักนักโทษลงกระทะ จะเอาผ้าออกพาดราวไว้ มีเชือกขึงไว้สำหรับตากผ้า สังเกตดูมี ผ้าจีวร มากกว่า ผ้าสีธรรมดา เก่ามาก และขาดมากด้วย ที่เห็นนั้นไม่เห็นตอนถูกทำโทษ เห็นแต่ผ้าที่พาดเชือกไว้ เขาให้เห็นคนที่รู้จักคนหนึ่งอยู่บางมอญ เขานั่งอยู่ด้วยมีผ้านุ่ง แต่ไม่ใส่เสื้อ

แม่ชีแดง

แม่ชีแดงมาจากภาคใต้ จังหวัดสงขลา พี่สาวพามาบวช ก่อนที่เขาจะออกจากบ้านมาได้ ทะเลาะกับแม่ ตีกับแม่อย่างมาก ขนาดสั่งว่าไม่ต้องเผาผีกันเลย เขาจากบ้านมา ๓๐ ปี โดยไม่ได้กลับไป ทั้ง ๆ ที่ ทิ้งลูกไว้ให้แม่เลี้ยง มาบวชที่วัดอัมพวันได้ ๒ ปี พวกแม่ชีก็บอกว่าทำบาปไว้กับแม่มากนะ ขอให้ไปขออโหสิกรรมกับแม่เสีย แม่ชีได้รวบรวมเงินให้ไป ๒,๖๐๐ บาท ให้ธูปเทียนแพไปเสร็จเรียบร้อย เขาก็ไปแล้วก็กลับมา พวกแม่ชีถามว่า "แม่ว่าอย่างไรบ้าง" เขาตอบว่า "แม่เขาเฉย ๆ ฉันขอขมาแล้ว แม่เขาไม่รับพาน ฉันเลยเหวี่ยงพานใส่หน้าเลย แล้วบอกว่าจะไม่มาอีก ไม่ต้องเผาผีกัน" ต่อจากนั้น เขาก็เป็นมะเร็งลำไส้ นอนป่วยที่โรงพยาบาล ๔ เดือนกว่าก็ตายไป คืนเดียวกับหลวงแม่ชีจันทร์ อดีตหัวหน้าแม่ชีวัดอัมพวัน โทษล่วงเกินกับแม่ผู้มีพระคุณ บาปมาก ทำให้เขาตกนรก ตอนบวชเป็นแม่ชี ความประพฤติก็ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยได้เจริญกรรมฐาน สวดมนต์ก็ไม่สวด มีโลภะเรื่องกินมากที่สุด กินของดี ๆ กินเนื้ออกไก่เปล่า ๆ ตี ๒ ลงมาดูที่ครัวแล้ว ต่อมามีลูกสุนัขตัวหนึ่งเกิดที่วัดอัมพวัน รูปร่างสวย ตั้งชื่อให้ว่า วัว สุนัขตัวนั้นชอบกินก้างและกระดูก วันหนึ่งก้างติดคอ ฉันเป็นคนให้กินเอง รู้สึกไม่สบายใจ เลยนั่งดูตั้งแต่คอเรื่อยลงไปถึงกระเพาะอาหาร เห็นกระดูกไก่เต็มไปหมด จึงทราบว่า จิตของสุนัขตัวนั้นคือ แม่ชีแดง

ฉันก็ถามจิตแม่ชีแดงว่ามาอย่างไร เขาก็บอกว่า "ขอเขามา เขาจะเอาไปนรก ได้ขอเขาให้มาเกิดที่วัดอัมพวัน" เขาบอกว่า "แกต้องอดอยากนะ แกต้องไปกินกระดูกนะ ไปอยู่ที่วัดอัมพวันน่ะ" แม่ชีแดงบอกว่า ถึงอดอยากก็ยอม สุนัขตัวนี้ก็แปลกกินแต่กระดูกไก่ กระดูกหมู เนื้อก็ไม่กิน ฉันเอากระดูกปลาให้กินถึงได้เห็น แม่ชีแดงเขาเป็นโรคหอบมาก่อน สุนัขก็ไอแค้ก ๆ ไอหอบจนกระทั่งตาย เมื่ออายุ ๒ ปี ตายแล้ววิญญาณก็อยู่ที่วัดอัมพวัน ไม่ได้ไปไหน เที่ยวเข้าคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง ถ้าไปสิงที่คนใด คนนั้นจะมีโลภะเรื่องกิน มีนิสัยเหมือนเขาหมด จะต้องเก็บตุนของเอาไว้กิน เขาเห็นแม่ชีสมคิดใจดี อยากได้ไปเป็นเพื่อน เวลาแม่ชีสมคิดหอบทีไรจะตายทุกที เป็นอาการหอบของแม่ชีแดง ไม่ใช่หอบธรรมดา

มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อสวดธรรมจักรที่ศาลาสุธรรมภาวนา คณะกรรมฐานก็ขึ้นไปฟังด้วย เห็นแม่ชีสมคิดผิดปกติ คอก้มต่ำลงเหมือนมีใครมากดคอ จะเงยก็เงยไม่ขึ้น ฉันเลยดู เห็นแม่ชีแดงมากดคอบีบคอ จะหายใจไม่ออก จึงดุออกไป เขาก็ปล่อยมือ ยกมือพนมมือไหว้ฉัน เขาก็ยังมีสติอยู่ ฉันบอกให้เลิกเดี๋ยวนี้นะ กำลังจะจัดแจงทำบุญครบวันตายให้ จะได้มารับส่วนกุศล ให้เลิกรังแกแม่ชีสมคิด และบอกให้เขานั่งอยู่ที่โคนเสานั่นแหละ แต่ต้องทำกรรมฐานนะ นั่งบ้างนอนบ้างอยู่บนศาลานี่แหละ คอยรับส่วนบุญเขาตรงนี้ ต่อมาวันหนึ่งขึ้นไปทำบุญบนศาลา เห็นแม่ชีแดงนอนแผ่ แสดงให้เห็นว่าถูกจับตัวไปเสียแล้ว หลวงพ่อก็ปรารภว่า ชีแดงไปตกนรกเสียแล้ว

พญายม

วันหนึ่งตอนหัวค่ำ นั่งกรรมฐานอยู่ที่ศาลาปฏิบัติธรรม เห็นพญายมตัวใหญ่ ใส่ชุดแดงลูกหว้า นุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อเป็นเทพชั้นสูง เป็นเจ้านายใหญ่ เขามาหยุดยืนที่หน้าฉันที่ศาลาปฏิบัติธรรม เขาชี้ไปที่บ้านที่แม่ฉ่ำชื่นอยู่ มาขออนุญาตขอคนที่บ้านนั้น ฉันบอกอนุญาตให้ไม่ได้ เอาไว้ช่วยกัน ขอไว้เถอะ เขาก็หายไป ตอนเช้าแม่ฉ่ำชื่นมาเล่าว่าเห็นพญายมใส่เสื้อสีเดียวกันมาที่บ้าน มีคนตามมา ๔ คน บ้านที่อยู่มีผู้หญิงอยู่อีกคนหนึ่ง เขาพูดกับผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่เห็นหน้า ผู้หญิงคนนั้นก็หันมามอง แล้วหันไปพูดอะไรกับคนนั้นก็ไม่รู้ แล้วก็เลยไป สักพักหนึ่งเขาก็กลับมาที่บ้านอีก ใจนึกว่าเป็นคนร้ายแน่เลย จะหนีไปไหนดี ถ้าอยู่เขาจะจับได้ หนีไปเขาก็จะจับได้เหมือนกัน ขณะนึกอยู่นั้นก็มีเสียงบอกว่า ไม่ต้องหนีหรอก อยู่ในวัดนี้แหละ ให้ไปหาสมภารเจ้าวัดว่าจะอยู่อีกกี่ปีก็ขอเขา ในใจก็บอกว่า ไม่อยู่อีกกี่ปีแล้ว ตายไปก็ดีเหมือนกัน

พอมีโอกาสพบหลวงพ่อ คนไม่มาก ได้เล่าให้ท่านฟังและกราบเรียนท่านว่าไม่ขออยู่กี่ปีหรอก สุดแท้แต่หลวงพ่อจะเอาไว้ใช้กี่ปีก็แล้วกัน ตายเมื่อไรก็ยินดีตาย ต่อจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย

พ่อใหญ่

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ฉันป่วยมาอยู่ที่วัด คุณพ่อฉันเสียจึงได้ขออนุญาตหลวงพ่อไปทำบุญที่บ้าน ๗ วัน หลวงพ่อก็ไปงานที่บ้านด้วย ได้เรียกพ่อใหญ่ (สามีของฉัน) ว่า "โยมใหญ่ ๆ อยู่ที่ไหน ให้มาพบหน่อย" พ่อใหญ่ก็เข้าไปหา หลวงพ่อก็พูดกับพ่อใหญ่ว่า "ขอโยมสุ่มไปช่วยสอนกรรมฐานที่วัดนะ" พ่อใหญ่ก็ตอบว่า "ได้ครับ ๆๆๆ" เสียงดังเลย ตอนนั้นฉันมาอยู่ที่วัดแล้ว พอทำบุญที่บ้าน พ่อใหญ่ก็สั่งว่า "อย่าทิ้งฉันนะ ให้ช่วยฉันด้วย อย่าให้ตกนรก" สั่งแค่นั้นเอง ไม่ได้มีเรื่องอะไรสั่งเสียอย่างอื่น ต่อมาพ่อใหญ่เสีย รู้สึกสังหรณ์จิตอยู่ก่อนแล้ว ได้ยินพ่อใหญ่มาเรียกเป็นเสียงบอกว่าอยู่อีกไม่ถึงปี มีญาติมาส่งข่าวว่าลูกชายพาพ่อไปโรงพยาบาล ฉันก็มาถามหลวงพ่อ ท่านบอกว่า พ่อใหญ่หมดบุญแล้ว ฉันก็เลยอธิษฐานว่า ขอให้พ่อใหญ่ไปสบาย อย่าเจ็บปวด ไม่กระสับกระส่าย

พ่อใหญ่ไม่เคยขึ้นกรรมฐานกับหลวงพ่อเลย ฉันก็ไม่ได้ชวนมาขึ้นกรรมฐานจริงๆ ได้แต่สอนให้ปฏิบัติ อยู่ทำบุญ ๗ วันแล้วฉันก็กลับมาวัด รถแล่นถึงหน้าบ้านได้ชวนมาทำกรรมฐานด้วย เขาก็มากับน้องสะใภ้ซึ่งตายไปก่อนหน้านี้ ๔๐ กว่าปีแล้ว ในวันฟังสวด ฉันก็เห็นพ่อใหญ่มาฟังสวดด้วย นั่งอยู่ใต้รูป น้องสะใภ้นั่งอยู่ข้างหลัง ฉันไปงานศพใครก็นึกว่าไปสอนกรรมฐานให้คนตายเถอะ ไปเผาศพใครก็เรียกมาสอนกรรมฐาน เรียกชื่อให้มาเผาตัวเอง บางคนก็มา มีอยู่วันหนึ่งมากัน ๗-๘ คน เขาเข้ามาหาบอกว่า อาจารย์ฉาบ เจ้าอาวาสวัดศรีสาครให้มานั่งกรรมฐานกับฉัน ฉันก็สอนให้เดินก่อน พอได้ครึ่งชั่วโมง ก็กำหนดนั่ง สอนพองหนอยุบหนอให้ ไม่ให้ลุกไปไหน เขาก็ตั้งใจปฏิบัติกันดี

กลับสู่ด้านบน

 

โยมอุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง โดย พระราชสุทธิญาณมงคล

ท่านสาธุชนทั้งหลาย โยมสุ่ม ทองยิ่ง นั้นมิใช่บำเพ็ญกุศลในชาตินี้เท่านั้น ได้บำเพ็ญมาแล้วหลายชาติหลายกัปป์หลายกัลป์ โยมเริ่มต้นเข้ามาปฏิบัติกรรมฐานในปลาย พ.ศ. ๒๔๙๔ ขณะที่มีอายุเพียง ๓๘ ปีเท่านั้น เมื่อถึงแก่กรรมในเวลาอันสมควรนี้ รวมอายุได้ ๘๔ ปี ๖ เดือน หลังจากบำเพ็ญกุศลฌาปนกิจศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้ความวังเวงใจเกิดขึ้นแก่พวกเราที่ได้เคยอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานาน

แต่ก่อนนี้ ผู้ที่จะสนใจปฏิบัติธรรมตั้งแต่อายุ ๓๘ ปีนั้นหายาก แม่สุ่มสนใจทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ ทุกวันพระไม่เคยขาด พาหนะที่มาก็คือพายเรือมากับแม่ช้อย แม่จัน ต่อมาก็มีแม่แต้มพ่วงมาด้วย บัดนี้คนเหล่านี้ก็ได้ร่วงโรยจากโลกไปสู่สัมปรายภพหมดแล้ว

แม่สุ่ม ทองยิ่ง เมื่ออยู่ในวัย ๓๘ ปีนั้น มีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ทำนา ต้องไปทำถึงคลองเม่า บางขาม หลายแห่ง ไกลแสนไกล ก็เดินทางไปอย่างอดทน เป็นหัวหน้าครอบครัว โยมฮงเป็นสามีแต่ก็ชอบอยู่หลัง เเม่สุ่มเป็นคนที่ไม่พูด แต่เป็นคนทำ ต้องออกเก็บผลหมากรากไม้ตั้งแต่ตีสี่ไปขายที่ตลาดสิงห์บุรี พ่อคือ พ่อทรัพย์ แม่คือ แม่ช้อย บรรจบราษฎร์ พ่อทรัพย์เป็นทายกวัดศรีสาคร ไม่ค่อยอยู่บ้าน กินข้าวแล้วก็ต้องไปวัด สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างวัดสร้างว่าจนชีวิตหาไม่ นั่น สร้างวัตถุ ส่วนแม่ช้อยชอบ สร้างธรรมะ ปฏิบัติธรรมะกับลูกสาว คือ แม่สุ่ม ทองยิ่ง เวลามาวัดก็พายเรือมาจากที่บ้านเตาปูน เหนือวัดศรีสาครใต้ปากคลองบางพุทรา อาตมาอยู่วัดพรหมบุรีตั้งแต่สมัยสร้างโบสถ์ จนกระทั่งโบสถ์เก่าไปหมดแล้ว แม่สุ่มแม่ช้อยมาสอบอารมณ์ เวลามาก็ลัดทุ่งมาบ้าง มีถ่อมาอันนึง แม่สุ่มก็ถ่อ แม่ช้อยก็พาย ขากลับถ้าออกทางทุ่ง ก็ลัดทุ่งไป ๗ - ๘ กิโล กว่าจะถึงบ้านก็มืดทุกวัน

บุตรคนหนึ่งของแม่สุ่มคือ นายเมือง ทองยิ่ง เคยเป็น ผอ.โรงเรียนประจำจังหวัด เป็นศึกษาธิการจังหวัด ตอนนี้ปลดเกษียณแล้ว ลูกของแม่สุ่มบัดนี้มีหลักฐานมีงานมีการที่ดีทำกันหมดแล้ว

แม่สุ่ม ทองยิ่ง นั่งกรรมฐานตลอดแจ้ง ใครว่านั่งแล้วเพลีย ไม่จริง แม่สุ่มทำกรรมฐานเสร็จก็มาทำกับข้าวเลี้ยงลูกหลานอีก แล้วก็เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ เสร็จแล้วเดินจงกรม แล้วเข้าไปนั่งในมุ้ง เพราะยุงมันชุม นั่งตลอดยันตีสี่เลยนะ พอตีสี่ออกจากกรรมฐาน ก็อาบน้ำ ลูบเนื้อลูบตัว หุงเข้า ต้มแกง แล้วไปไถนา ไปเกี่ยวข้าว กลับมาก็มืดค่ำ พ่อฮงก็ไล่วัวไล่ความเข้าบ้าน อาบน้ำแล้วนอนคนละที่ สามีภรรยาคู่นี้เขาไม่ได้นอนด้วยกัน นอนคนละมุ้ง นี่อาตมาต้องขออนุญาตกล่าว เรื่องในครอบครัวนะ แล้วแม่สุ่มก็นั่งกรรมฐาน ไม่ต้องนอนกับใคร ตลอดตีสี่ เข้าผลสมาบัติได้เลยนะ พอออกจากกรรมฐานก็หุงเข้าใส่บาตร วนเวียนเป็นกิจวัตรประจำอยู่เช่นนี้

ท่านสาธุชนทั้งหลายที่เคยอยู่ร่วมกันสมัครสมานสามัคคีสร้างความดีร่วมกันมาเป็นเวลานาน แม่สุ่มได้มาจากไปโดยกะทันหัน แต่เราก็ไม่ได้เศร้าโศกเสียใจแต่ประการใด เพราะไปตามกาลเวลา ตามบัญญัติของชีวิตนั่นเอง ไม่มีใครช่วยใครได้ แต่แม่สุ่มรู้ตัวว่าจะต้องจากโลกไปในเวลาไม่เกิน ๓ ชั่วโมงในวันนั้น อาตมาจึงได้เทศนาชี้แจงเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย บัญญัติชีวิตเป็นอย่างไร

แม่สุ่ม ทองยิ่ง น้ำได้รำลึกเหตุการณ์ในอดีตได้หลายเรื่อง อาตมาทราบเพราะเป็นคนสอบอารมณ์มา อดีตกาลที่ผ่านมา แม่สุ่มได้บำเพ็ญกุศลมาแล้ว เหมือนอย่างลูกของท่านจะเป็นลูกชายหรือลูกสาวก็ตามที่เรียนหนังสือเก่ง ก็ปรากฎชัดในชีวิตของเขาว่าในอดีตชาติเคยเรียนมาแล้ว มันจึงได้เรียนผ่านได้ไวมาก ท่านทั้งหลายที่มีนิสัยมาแต่ชาติปางก่อน เคยบำเพ็ญทาน ศีล และภาวนามาแล้ว ก็จะเข้าสูภาวะได้ไวมาก ถ้าไม่เคยมาก่อนต้องมาสร้างฐานะกันใหม่ มาปลูกนิสัยกันใหม่ ก็แสนจะยากลำบาก เพราะฉะนั้นคนเราที่จะมาปฏิบัติธรรมนี้แสนจะยาก เอารถไปลากเอาช้างไปฉุดก็ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อชาติก่อนนี้เขามิได้มีนิสัยแบบนี้ เขามีนิสัยห่างเหินจากความดี จึงไม่ได้สนใจมาสร้างความดีในชาตินี้

แม่สุ่ม ทองยิ่ง รำลึกเหตุการณ์ได้อย่างดี สามารถเจริญกุศลภาวนาจากวันพระกลับไปบ้านนั่งตลอดถึงตี ๔ ทุกคืนไม่เว้น อันนี้เป็นความจริงที่ขอยืนยัน ตี ๔ แล้วก็ออกจากกรรมฐานผลสมาบัติ ก็หุงข้าวหุงปลาให้แม่ช้อยใส่บาตร พ่อทรัพย์ใส่บาตร แล้วก็ออกนาไปถึงคลองเม่า บางขาม มหาศร คือบ้านหมี่ ทำนาไกลมาก แล้วก็ค่อยเลื่อนมาอยู่หลังบ้าน ทำน้อยลงไป ทำสวน ทำมะปราง มะม่วง ขนุน มากมายก่ายกอง แต่จะทำอะไรก็เป็นหัวหน้าหมด เป็นหัวหน้าครอบครัว โยมฮงเป็นสามีก็เดินหลังไม่ค่อยพูด ไม่พูดเลย แม่สุ่มว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน เราจะเป็นว่าถ้าคนใดมีวิสัยจะบวชเป็นพระภิกษุ จะเป็นอุบาสก อุบาสิกา มักจะมีความเป็นผู้นำ อยากจะทำอยากจะช่วย อยากจะหนุน อยากจะลอง ประคับประคองจิตใจของตนและบุคคลอื่นด้วย มีอัธยาศัย มีมนุษยสัมพันธ์อย่างดี คนที่ไร้นิสัยไม่มีติดมาแต่ชาติก่อนแล้ว มาในชาตินี้จะสร้างนิสัยให้ดีเหมือนคนอื่นต้องการความดีก็แสนจะยากมาก ไม่มีโอกาสจะดีได้

นิสัย แปลว่า แบบอย่าง บางคนมีนิสัยที่ดีติดพ่อติดแม่มา ทำอะไรก็เรียบร้อย เหมือนน้ำย้อย (กระ) บอกตาล คนเราขาดนิสัยปัจจัย จะเชิญชวนอย่างไรก็หมดโอกาสเสียแล้ว ไม่มีโอกาสแน่นอน ไม่ใช่ผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมนี้จะมาได้ง่าย หรือนึก ๆ ว่าจะมาก็มาตามเขา ก็คงไม่ใช่ ถ้าท่านขาดนิสัยปัจจัย จะเชิญชวนอย่างไรก็หมดโอกาสเสียแล้ว ไม่มีโอกาสแน่นอน ไม่ใช่ผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมนี้จะมาได้ง่าย หรือนึก ๆ ว่าจะมาก็มาตามเขา ก็คงไม่ใช่ ถ้าท่านขาดนิสัยจากชาติก่อน ท่านไม่ได้มีศรัทธามา ไม่มีความเชื่อขาดความเลื่อมใสในจิตใจแล้ว ท่านจะหาโอกาสได้ยาก เพราะผัดวันประกันพรุ่งกระทั่งตาย จะชวนมาอย่างไรก็ไม่มีทาง อาตมาจึงไม่เชิญชวนบางคนเลย จะไม่ขอชวน เพราะดูหน้ารู้ชาติก่อนไม่มีนิสัยมา ชวนอย่างไรก็เสียเวลาเปล่า เสียวาจาที่กล่าวสัตย์ไปแล้ว เขาก็จะผัดวันประกันพรุ่ง โดยเสียแค่นไม่ได้ โดยที่นับถือหลวงพ่อวัดอัมพวัน ก็ว่าโอกาสหน้าฉันจะมา จนบัดนี้ตายไปแล้ว โอกาสหน้าก็ยังไม่มา แต่มาเลยทีเดียวก็โดยเอาแตรแห่มา มาที่ไหน มาที่เมรุ

แม่สุ่มปฏิบัติกรรมฐานจนได้ผลสมาบัติ การนั่งผลสมาบัติได้นั้นคล้ายว่า ๓ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แต่ผ่านไปแล้ว ๒๐ ชั่วโมง หรือ ๑๐ ชั่วโมงนี้เหมือนนั่งชั่วโมงเดียว หมอชลอ ๘๔ ชั่วโมง สามารถรำลึกชาติ ชาติก่อนที่เป็นลูกมอญอยู่ราชบุรีขายโอ่ง ไปฆ่าเขาตายที่น้ำตกเขาเอราวัณ ต.ท่าพุทรา อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ตัวเองก็ต้องไปตายตรงนั้นเช่นเดียวกันที่ไปฆ่าเขามาเช่นนั้น

เมื่อแม่สุ่มเข้าผลสมาบัติได้ ๒๔ ชั่วโมง ก็ระลึกเหตุการณ์ในชีวิตเมื่อครั้งอดีตชาติได้ ตั้งแต่วัดศรีสาคร แล้วก็สมภารวัดศรีสาครเป็นอะไรมา คนโน้นเป็นอย่างโน้น คนนี้เป็นอย่างนี้ ต้องมารับกรรมตรงไหน ถูกต้องตามตำราทุกประการ

ผลแห่งการนั่งสมาธินี่ ออกแล้วมันมีกำลังเข้มแข็ง เรานอนไม่ได้เต็มตื่นเต็มตา ตื่นขึ้นมาก็เพลียละเหี่ยใจ แต่สมาธินี่ไม่มีการง่วงนอน และมีกำลังไปเกี่ยวข้าว มีกำลังไปไถนาได้

ปี ๒๕๒๖ ถึงวาระของแม่สุ่มจะต้องจากโลกมนุษย์ไป แต่แม่สุ่มก็ไม่ย่อท้อในความตาย เพราะรู้ตาย เรียนตายมาแล้ว เตรียมตัวก่อนตายมานานแล้ว มาขอกราบนมัสการลาในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ไปสู่สัมปรายภพ ถ้าสามารถจะไปสู่มรรคผลนิพพานได้ก็จะไป เริ่มต้นเป็นพระโสดาบันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตามลำดับ แม่สุ่มเป็นคนไม่พูดไม่จา ไม่ในใจกับเรื่องบ้าบอคอแตกของใครใด ๆ ทั้งสิ้น อาตมาจึงได้คิดว่าก็ควรจะอยู่กับเราได้ หลังจากอาตมาก็มรณภาพ วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ห่างจากแม่สุ่ม ๕ - ๖ ปี โดยรถชนคอหักตาย แม่สุ่มก็รู้เหมือนกัน อาตมาก็ขอลาญาติโยมไปสู่ภพใหม่ต่อไป

๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๑ เวลา ๑๒.๔๕ น. จึงได้ช่วยแม่เตียงและพวกผู้หญิงมานั่งกรรมฐาน อาตมาจะจากไปแล้ว พอใกล้วันที่ ๑๔ ก็ไล่พวกโยมผู้หญิงออกไป เรียกโยมผู้ชายเข้ามา เช่น โยม พ.ท.วิง รอดเฉย โยมธวัช ที่เราเรียกว่า ลุงบุญ ต้องการเอาโยมผู้ชายหามศพอาตมาเข้าวัด โยมผู้หญิงจะได้ไปเตรียมทำกับข้าวมาเลี้ยงในงานศพของอาตมา เตรียมแผนไว้ แต่แล้วก็ผิดแผนไป ขอถึง ๑๔ ตุลาคม ๑๒.๔๕ น. รถก็ชนคอพับไป โยมที่มาอยู่ที่วัดก็พากันไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ก็ออกจากกรรมฐานกันไปหมด หมอก็บอกให้กลับวัดเตรียมหาปี่พาทย์มอญได้ อันนี้ก็ขอไม่เล่าเพราะมันจะซ้ำซ้อนกัน

๕ ปีให้หลังมา โยมสุ่มก็จะต้องตาย เป็นมะเร็งวาระสุดท้าย กินปอดหมดแล้ว อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด เราก็มานึกเหตุการณ์ของวาระจิต คือ บัญญัติของชีวิตนี้เป็นประการใด บางคนไปหาหมอดูว่าจะมีอายุยืนถึง ๙๐ อาจจะตายภายใน ๕๐ ปี ๒๐ ปีก็ได้ บางทีหมอดูบอกว่าต้องตายอายุแค่นี้ อาจจะอยู่ถึง ๙๐ ปีก็ได้ ไม่แน่นอน เพราะกรรมมาตัดรอนก็เป็นไปได้ บุญกุศลช่วยให้เราจากโลกไปไวก็ได้ ที่มีเวรกรรมอยู่ด้วยความลำบากกว่าจะตายก็มีมากหลาย นานอยู่ นานแก่ นานแย่ นานด้วยกฎแห่งกรรมก็ได้ บางคนมีบุญวาสนาอยู่ได้ไม่นาน ต้องจากไปในเวลาอันสมควรเหมือนกัน อาตมาจึงไปรับแม่สุ่มมาอยู่ที่นี่แล้วให้บำเพ็ญกุศลอย่างหนัก นั่งเจริญสมาธิผลสมาบัติเป็นประจำ โรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มหายเริ่มดีขึ้นมาตามลำดับ อยู่ได้ ๑๕ ปีพอดี ในปีนี้

ขอเจริญพรท่านสาธุชนทั้งหลาย เจริญกรรมฐานดีที่สุด ไม่มีอะไรดีกว่าการเจริญพระกรรมฐานแล้ว กรรมฐานแก้ปัญหาชีวิตได้ ระลึกชาติของชีวิตได้ รู้กฎแห่งกรรม มันก็ไม่ยากถ้าท่านทำได้ แต่ท่านมีนิสัยไหม เมื่อชาติก่อนท่านไม่มีก็ไม่เป็นไร สร้างนิสัยใหม่ได้ เมื่อชาติก่อนเราไม่เคยเรียนหนังสือมา เราก็เรียนช้าหน่อย เราก็มานะบากบั่น เพียรมาก อดทนเข้า ก็สามารถสำเร็จได้ จบได้เหมือนกัน แต่ก็อาจจะช้าไปถ้าเมื่อชาติก่อนเราไม่ได้เรียนสะสมเข้าไว้ เหมือนบุญนี้เราไม่ได้สะสมเข้าไว้ เรามาสะสมทีหลังก็ช้ากว่าเขา แต่ไม่เป็นไร สะสมทีละเล็กทีละน้อย ทีละหยดทีละหยาดก็สามารถเต็มกระจาดเต็มหาบเต็มไหเต็มกระบอกได้ ปัญหาคืออย่าให้กระบอกรั่ว อย่าให้ตุ่มมันรั่วไหล

แม่สุ่มได้จากไปแล้ว เราก็จะต้องจากกันไป ตามกันไปเป็นแถว ๆ เหมือนกัน อย่าไปแซงคิวกันนะ ไปตามคิวเข้าใจไหม บางคนไม่รู้จะรีบไปไหน แซงคิวกันไปเลย แต่ท่านทั้งหลายอย่าประมาท อย่าพลาดโอกาสสร้างความดีงาม เจริญกรรมฐานดีที่สุด ไม่มีอะไรดีกว่าการเจริญกรรมฐาน ก็ขอฝากข้อคิดไว้ด้วย...

กลับสู่ด้านบน

 

ประวัติคุณแม่สุ่ม ทองยิ่ง อาจารย์เมือง ทองยิ่ง

คุณแม่สุ่ม ทองยิ่ง หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในนาม แม่ใหญ่ นั้น เป็นบุตรของพ่อทรัพย์ แม่ช้อย บรรจบราษฎร์ เกิดเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่บ้าน ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี แม่สุ่ม สมรสกับ นายฮง ทองยิ่ง มีบุตรธิดารวม ๓ คน คือ

  • ๑. นางระเบียบ ผิวสะอาด ถึงแก่กรรม
  • ๒. นางละมัย รุ่งสว่าง
  • ๓. นายเมือง ทองยิ่ง
  • แม่สุ่ม เกิดในตระกูลผู้ใฝ่ในธรรมะ จึงใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนาตลอดมา มีความขยันขันแข็งในอาชีพเกษตรกรรม จนมีฐานะดีพอสมควร

    แม่สุ่ม เริ่มสนใจการปฏิบัติธรรมตั้งแต่อายุ ๓๘ ปี โดยการติดตามแม่ช้อย และญาติผู้ใหญ่หลายท่านมาปฏิบัติธรรมในแนววิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อจรัญ สมัยที่ท่านยังอยู่ที่วัดพรหมบุรี จนกระทั่งหลวงพ่อได้รับแต่งตั้งและย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ก็ติดตามมาปฏิบัติกัมมัฏฐานทุกวันพระมิได้ขาด ซึ่งสมัยนั้นต้องพายเรือมาวัดไกลจากบ้านถึง ๘ กิโลเมตร แม่สุ่ม ทุ่มเทกับการปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างจริงจัง มีความเพียรเป็นเลิศ เริ่มปฏิบัติตั้งแต่ ๒ ทุ่ม ถึง ตี ๔ ทุกคืน ตอนกลางวันต้องออกไปทำงานกลางทุ่ง ปฏิบัติเช่นนี้มิได้ขาดอยู่นานหลายปี จนสามารถนั่งสมาธิได้ก้าวหน้ากว่าทุกคน เมื่อฝึกสมาธิได้แก่กล้า เข้าฌานสมาบัติได้ สามารถนั่งสมาธิเข้าผละสมาบัติได้นาน ๓๐ ชั่วโมง หลวงพ่อบอกว่า แม่สุ่ม มิใช่จะเพิ่งปฏิบัติกัมมัฏฐานในชาตินี้เท่านั้น แต่ได้สร้างสมบารมีมาหลายชาติแล้ว ความเพียรพยายามของแม่สุ่ม นับเป็นอุทาหรณ์สำหรับนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายเป็นอย่างดียิ่ง

    เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ แม่สุ่ม ได้ป่วยเป็นน้ำท่วมปอด ไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก จ.นนทบุรี และที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า แม่สุ่ม เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย คือ มะเร็งได้ลุกลามจนถึงเยื่อหุ้มปอดข้างซ้ายแล้ว หมอบอกว่าถ้ารักษาโดยการฉีดยาจะอยู่ได้ถึง ๙ เดือน ถ้าไม่รักษาจะอยู่ได้ไม่เกิน ๕ เดือน เห็นว่าถ้ารักษาก็ไม่มีประโยชน์มากนัก หลวงพ่อจรัญ ท่านจึงบอกให้แม่สุ่มย้ายมาอยู่ที่วัดอัมพวันตลอดไป เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา และมอบหน้าที่ให้ช่วยสอนในฝ่ายปฏิบัติกัมมัฏฐานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    เนื่องด้วยแม่สุ่มได้ทุ่มเททั้งชีวิต ให้กับงานฝึกอบรมผู้ปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อจรัญอย่างจริงจัง จนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของหลวงพ่อ จึงได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าฝ่ายฝึกอบรมกัมมัฏฐานของพวกผู้ใหญ่ และได้รับชื่อใหม่ว่า แม่ใหญ่ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน

    แม่ใหญ่ ได้อุทิศชีวิตนี้เพื่องานเผยแผ่พระศาสนาของหลวงพ่อจรัญ อย่างจริงจัง ผู้ที่แม่ใหญ่ห่วงใยที่สุดคือ หลวงพ่อ จึงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสบายใจของหลวงพ่อเท่านั้นมีงานที่จะต้องดูแลฝ่ายปฏิบัติกัมมัฏฐานอยู่มาก จนแม่ใหญ่ลืมไปว่า หลวงพ่อช่วยต่ออายุมาให้นานเกือบ ๑๕ ปีแล้ว ในระยะหลัง ๆพละกำลังเริ่มลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ แต่แม่ใหญ่ก็ยังคงพาคณะปฏิบัติกัมมัฏฐานไปเข้าโบสถ์และขึ้นศาลาทุกวันมิได้ขาด จนกระทั่ง เมื่ออังคารที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑ซึ่งเป็นวันพระ แม่ใหญ่พาคณะกัมมัฏฐานเข้าสมาทานพระกัมมัฏฐานและฟังหลวงพ่อเทศน์ในตอนบ่ายที่ ศาลาหอประชุมภาวนา-กรศรีทิพา เหมือนทุก ๆ วันพระ ซึ่งในวันนั้นหลวงพ่อได้เทศน์เน้นเกี่ยวกับเรื่อง ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย และการหมดอายุ เหมือนกับจะบอกให้ แม่ใหญ่รู้เป็นนัย ๆ ซึ่งแม่ใหญ่ก็คงทราบความหมายเป็นอย่างดี เมื่อหลวงพ่อเทศน์จบ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. แม่ใหญ่รีบเดินกลับห้องพัก และทันทีที่ไปถึงห้องพักก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดจำนวนมาก ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่ช่วยกันดูแลอยู่นั้น แม่ใหญ่เข้าสมาธิแล้วแน่นิ่งไป และสิ้นลมหายใจในเวลาต่อมา รวมสิริอายุได้ ๘๔ ปี ๖ เดือน

    การจากไปของ แม่ใหญ่ อย่างกระทันหัน ยังความโศกเศร้าเสียใจ แก่บุตร หลาน และลูกศิษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อ ซึ่งเหมือนได้ขาดแขนขวาไปทีเดียว เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีของแม่ใหญ่ จึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะนำเงินที่ผู้มีเกียรติทุกท่านร่วมทำบุญในงานศพของแม่ใหญ่ทั้งหมด จัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐานของแม่ใหญ่ และในการนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล ได้เมตตารับเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ

    ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล ทาน ศีล และภาวนา ที่ คุณแม่สุ่ม ทองยิ่ง ได้สร้างสมบำเพ็ญบุญกุศลมาตลอดชีวิตแล้วนั้น จงบันดาลส่งผลให้ดวงวิญญาณของ คุณแม่สุ่ม ทองยิ่ง จงไปสู่สุคติภพ ด้วยเทอญ

    กลับสู่ด้านบน

     

    ความเสื่อม และ การหมดอายุขัย
    (ธรรมะจากหลวงพ่อที่แม่ใหญ่รับฟังเป็นครั้งสุดท้าย)
    พระราชสุทธิญาณมงคล
    ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑

    ในวันธรรมสวนะเช่นในวันนี้ ท่านพุทธศาสนิกและพุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกา ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ มาสร้างกำไรชีวิต มาบำเพ็ญกุศลในวันพระ แสวงหาความดีให้จิตใจของท่าน ให้เบิกบานหรรษา ได้ฟังธรรม เจริญพระกรรมฐาน บำเพ็ญทาน ศีล และภาวนา เป็นต้น เป็นนิยมกาลของท่านเองโดยเฉพาะ ท่านสาธุชนทั้งหลายจะหาโอกาสอย่างนี้ได้ยากมาก

    อะไรเอ่ย? มันไวเหลือเกิน ตามไม่ทัน ก็คือ เวลา นี่เอง มันไวมาก ถ้าท่านคิดทบทวนดู ท่านจะรู้ได้ว่า เวลาไวมาก หนุ่มสาวไวมาก เจริญวัยชันษาก็ไวมาก บัดนี้เข้าปฐมวัย บัดนี้เข้ามัชฌิมชัย บัดนี้ไปปัจฉิมวัยแล้ว เฒ่าชะแรแก่ชราไวมาก

    วัย ตัวนี้แปลว่าอะไร? แปลว่า ความเสื่อม ที่เราเรียกว่าเจริญวัยชันษา วัยตัวนี้เป็นภาษาบาลี แปลเป็นภาษาไทยว่า ความเสื่อมนั่นเอง แต่เราก็เสื่อมมาแล้ว ตั้งแต่ปฐมวัย คลอดออกจากคัพภาของมารดาร้องอุแว้ อุแว้ แบเบาะ กำมือแน่น นี่ของกู และนี่ก็ของกูตลอดรายการ ก็เข้าไปสู่ ๒๕ ปี เบญจเพศแล้ว เลย ๒๕ ปีย่างเข้า ๒๖ ปี วัยอีกแล้ว วัยเสื่อม เข้าสู่มัชฌิมวัย ตั้งแต่ ๒๖ ปี ถึง ๕๐ ปี เลข ๕ ขึ้นไปแล้วเป็นปัจฉิมวัย วัย ตัวนี้แปลว่า ความเสื่อมโทรมของร่างกายและสังขาร ไม่มีอะไรแน่นอนเลย ท่านสาธุชนทั้งหลาย อย่าละเลยเรื่องบำเพ็ญจิต อย่าละเลยเรื่องสติปัญญา อายุเลย ๕๐ ปีไปแล้ว ท่านจะเข้าสู่ปัจฉิมวัยไปจนกระทั่งวันตาย ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ขากลับไม่ใช่กลับมาทางเดิมแล้ว ต้องกลับซ้ายเวียนขวากลับซ้าย เวียนซ้ายกลับขวา เราจะเห็นได้ว่า เดินเข้าโบสถ์เวียนไปทางนี้ จะกลับบ้านก็ต้องเวียนที่เมรุนั่น เวียนกลับไปสู่บ้านของท่านตามเดิม ออกประตูเกิดแล้วต้องไปออกประตูตาย เสื่อมโทรมไปตามสภาพของสังขารและร่างกาย ท่านสาธุชนทั้งหลาย โปรดพิจารณาข้อนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อสักครู่นี้เอง ยังอยู่ตอนเช้าตี ๕ โยมนุ่งขาว อุบาสกอุบาสิกา ก็มาใส่บาตรกันเป็นแถว เดี๋ยว ๑๑ โมง พระสงฆ์องค์เจ้าต้องฉันเพลอีกแล้ว ชามยังไม่ทันแห้งเลย มันไวถึงขนาดนี้ วัย คือ เสื่อม ไม่ใช่วัยเจริญ โปรดจำไว้ข้อนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่น เพลเมื่อสักครู่นี้เอง เดี๋ยวพระอาทิตย์จะเลี้ยวลับ ชายมะพลับเข้าสู่เวลาพระอาทิตย์อัสดงแล้ว พี่น้องหญิงชายที่รักทั้งหลาย ท่านจะถอยกลับเสื่อมไปตามสภาพจากปฐมวัยของท่านเข้าไปสู่มัชฌิมวัยกลางคน ท่านก็จะเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ กระทั่งที่ปัจฉิมวัยแล้ว อายุขึ้นเลข ๖ เลข ๗ แล้ว แย่แน่เสื่อมวัยตายได้ทันที ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสื่อมแล้วก็ต้องตาย ไม่แน่นอน แล้วแต่กรรมมาตัดรอนบ่อนทำลายชีวิต อาจจะตายเมื่อเป็นเด็กในปฐมวัย อาจจะมาตายเมื่อมัชฌิมวัยก็ได้ อาจจะไปตายปัจฉิมวัยก็ได้ แก่ตายหมดเวลา หมดทั้งไส้หมดทั้งน้ำมัน คือ ตะเกียง ไส้ก็หมด น้ำมันก็หมด หมดทั้งเวรหมดทั้งกรรม กิจกรรมก็หมดไปเหลือแต่ดวงตะเกียง ไม่มีไส้ ไม่มีน้ำมันแล้ว ก็หมดไปตามสภาพของเขาด้วยอายุขัยเช่นนี้

    พี่น้องที่เป็นปฐมวัยกำลังเข้าไปสู่วัยหนุ่มและสาว ๒๕, ๒๖ โปรดระวัง โปรดอย่าประมาท อย่าพลาดอย่าละเลยโอกาสอันดีของท่าน รีบสร้างความดีเสียบัดนี้ได้ไหม รีบเข้าวัด ๓ วัดให้จงได้ วัดอารมณ์ วัดจิต วัตถุธรรม ตั้งสติกรรมฐาน ดำรงมั่นเจริญจิตภาวนา ท่านจะได้มรรคได้ผล จะได้อานิสงส์สมความมุ่งมาดปรารถนาแน่นอน ท่านอย่าประมาทนะ คิดว่าเราจะไม่ตาย อาจจะตายคืนนี้ก็ได้ กรรมมาตัดรอนก็ได้ เราก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเวรกรรมตามสนอง สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมอย่างนี้แหละหนอ ไม่มีอะไรมาตัด เราตัดรอนด้วยกรรมจากการกระทำครั้งอดีตชาติ วิบากกรรม และกรรมที่ทำไว้ในปัจจุบัน สามารถจะบั่นทอนในอนาคตให้เราจากโลกไปโดยไม่ทราบ โดยไม่เข้าใจ โดยไม่รู้ตัวก็มากหลาย

    นี่แหละท่านสาธุชนทั้งหลาย โปรดได้พิจารณาข้อนี้ให้มากที่สุด และวันนี้เป็นกรณีพิเศษของวันพระที่คนไทย สัญชาติจีนได้ถือโอกาสขึ้นปีใหม่บูชาบรรพบุรุษในวันนี้ มีทั่วโลก ที่คนสัญชาติจีนอยู่ที่ไหน จะอยู่เอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา ก็ต้องไหว้ เป็นประเพณีนิยม ไหว้บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ไหว้กราบทุกโอกาสที่มีในวันนี้เวลานี้ ถึงหากว่าเราท่านทั้งหลายเป็นคนไทยสัญชาติจีน ก็ต้องไหว้ ถึงหากว่าท่านทั้งหลายมิใช่สัญชาติจีน แต่เป็นคนไทยแท้ พ่อไทย แม่ไทย ลูกก็ไทย ก็ต้องไหว้ ไม่มีใครพลาด กตัญญูกตเวทิตาธรรม ไม่ผิดแผกแตกต่างกันได้แต่ประการใด

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนยันและรับรอง ผู้ใดมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม ไม่ลืมพระคุณบุพการี คนนั้นจะมีทางเดินเจริญก้าวหน้าไม่เสื่อม จะรวยเป็นเศรษฐีมั่งมีศรีสุข คนที่ไม่มีกตัญญู ไม่มีบุพการี ชีวิตจะไม่มีแก่นสาร ในวันนี้ควรจะระลึกถึงกตัญญูกตเวทิตาธรรม นึกถึงบุพการี เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ได้สร้างสมบัติพัสถานให้เรามา ไม่จำเป็นต้องเป็นคนจีน คนไทยก็ระบึกทุกวันพระ วันโกน เตรียมการวันพระกัมมัฏฐาน รำลึกถึงบุพการีกตัญญูกตเวทิตาธรรม ไม่จำเป็นต้องเป็นวันตรุษจีน ทุกวันพระทำได้ทุกเวลา พระพุทธเจ้าสอนว่า สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง เป็นต้น ไม่จำต้องเฉพาะตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ หรือจำเพาะวันสารท แต่ประการใด วันโกน วันพระสำคัญมาก วันดีเราก็ไม่ละ วันพระเราก้อย่าเว้นความดี แต่เป็นที่น่าเสียดายเหลือเกิน ท่านสาธุชนทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงย้ำเติมเสริมให้เราเข้าใจอีก วันดีของเรานั้นมีทุกวันทุกเวลา อย่าพลาด อย่าประมาท อย่าละโอกาสอันดีงาม อย่าประมาทชีวิต ทุกเวลาเราก็ทำความดีได้ กตัญญูกตเวทีทุกหน้าที่และการงาน ทุกเวลาได้ แต่วันตรุษจีนนี้เป็นประเพณีวันข้นปีใหม่ของคนสัญชาติจีน จะขึ้นปีใหม่หรือไม่ก็ตาม เราก็เป็นคนเก่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปดีกว่านี้เลยหากท่านนึกถึงบุพการีที่ได้อุปการะแต่กาลก่อน นึกถึงคุณค่าของความดีอันนี้แล้ว ท่านจะเป็นคนดียิ่งในสังคม ท่านจะเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรแน่นอน จะมีประโยชน์แก่ท่านเองโดยเฉพาะ พระพุทธเจ้าให้ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ เลือดเนื้อเชื้อไขได้มาจากปู่กับย่า ตากับยาย ได้มาจากพ่อแม่ ทั้งสองประการนี้ ถ้าสำนึกชีวิตขึ้นมาว่าชีวิตเรามีค่า เวลามีประโยชน์แล้ว จะนึกถึงบุพการีได้ ท่านทั้งหลายทั้งหนุ่มลาว ท่านมานั่งเจริญกัมมัฏฐานท่านจะนึกอย่างนี้ จะนึกถึงมหาเมตตาใหญ่ นึกถึงบุพการี ท่านร้องไห้ น้ำตาท่านจะร่วง ว่าคิดถึงแม่ คิดถึงพ่อ คิดถึงแน่ ๆ คิดถึงปู่ ย่า ตา ยาย ชาติภูมิ มาตุภูมิของตน ที่มีอุปการะคุณมาแต่กาลก่อน จะคิดถึงสถานที่เป็นแหล่งเกิดความดี จะคิดถึงการประกอบอาชีพการงาน เช่น บริษัทไม่ควรทำลาย จะคิดถึงคุณงามความดีของอาชีพการงานที่เราขายข้าวขายของ ประกอบธุรกิจ ควรจะคิดถึงเขาด้วยที่อุปการะเรามาได้ดิบได้ดีเช่นนี้ จะมีประโยชน์ไม่น้อย เหมือนน้ำย้อยบ่อตาลทีละหยดทีละหยาดก็เต็มกระบอกได้ ฉันใดก็ฉันนั้น นี่แหละท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ถ้าท่านสนใจในเรื่องของตัวท่าน ท่านจะนึกถึงบุพการีได้เป็นอันดับแรก วันไหว้บรรพบุรุษต้องคิดนะ วันดีไม่ละวันพระไม่เว้น คือสร้างความชั่วอย่างนั้นหรือ ควรสร้างความดีโดยวันดีก็สร้างวันพระก็สร้าง วันดีไม่ต้องละวันพระอย่าเว้นความดี รีบมาวัดสดับพระธรรมเทศนาได้ไหม ไม่มีใครมาวันพระสดับพระธรรมเทศนา ไม่มีใครให้ทานในวันพระ ซึ่งปู่ ย่า ตา ยาย มาคอยรับส่วนบุญ เปรตวิสัย ก็มาอยู่ข้าง ๆ กันเยอะหมด แต่ไม่มีใครมาให้ทานกับเปรตวิสัยที่กำลังมาคอยรับส่วนบุญอยู่ สวรรค์เอ๋ย เทพเจ้าทุกชั้นฟ้ากำลังเปิดม่านฟ้าดูประชาชนชาวโลก ว่าวันนี้ใครจะทำบุญอะไรบ้าง โลกสวรรค์โลกนรกปิด หยุดการงานหน้าที่ ให้สร้างความดี เมืองนรกหยุดงาน มีหลักฐานที่ไหนยืนยัน มีหลักฐานที่ยายสอิ้ง กับตาปุ่น (ดูกฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติเล่ม ๑ หน้า ๖๖ - ๗๔) มาสร้างกุฏิกรรมฐาน ๘๐ บาท โดยโยมเล็ก สุกใสพงษ์ ทายกที่วัดนี้เป็นผู้สร้าง ราคา ๘๐ บาทเท่านั้น เป็นพยานว่าอยู่เมืองนรกมาวันโกนวันพระโดยเขาให้หยุดไม่ต้องทำโทษ วันดีมีปัญญาวันสวรรค์ก็ให้หยุด แต่เราเมืองมนุษย์มาหยุดวันเสาร์วันอาทิตย์ หลักฐานที่ยืนยันได้ที่วัดนี้ หญิงสองร่างนางสองชาติ เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้แน่ชัดมาก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ กาลครั้งนั้น อาตมาก็มาอยู่นี่ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นกุฏิหลังแรกที่วัดนี้ เรียกว่ากุฏิกรรมฐาน ไม่ขอกล่าวให้ยืดยาวในโอกาสนี้

    จะกล่าวเรื่องบุพการีกับความดีในกรรมฐาน ท่านจะนึกถึงบุพการีด้วยความซึ้งใจ น้ำตาท่านจะร่วง คิดถึงแม่คิดถึงพ่อ หรือปู่ ย่า ตา ยาย อย่างนี้เป็นต้น นับประสาอะไรกับเด็กตัวนิดเดียว ชื่อเด็กหญิงทัศนีย์ แม่เป็นโรคมะเร็ง มีศรัทธามั่น ไม่มีใครบอกไม่มีใครเชิญชวนแต่ประการใด เป็นเด็ก ม.๑ โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี มาปฏิบัติธรรมที่นี่ นักเรียน ม.๑ เท่านั้น มีความคิดสูง พอนั่งได้ ๓ วัน วันที่ ๔ จะกลับน้ำตาร่วง "เรียนให้หลวงพ่อทราบขออยู่ต่อสัก ๗ วันได้ไหม แม่หนูเป็นโรงมะเร็งวาระสุดท้ายต้องตายแน่นอน หนูยังไม่ได้แทนคุณแม่คุณพ่อเลย แม่ก็จะมาตาย หนูจะอยู่กับใครเล่า" เรานี่นะตื้นตันใจจริง ๆ หนูจะอยู่กับป้าก็ไม่เหมือนแม่ นี่แหละท่านฟังแล้วคิดหน่อย เด็กยังมีความคิด เดี๋ยวนี้คนโตไม่ค่อยคิด เด็กคนนี้พูดลึกซึ้งมาก "หลวงพ่อคะ จะอยู่กับใครก็ตามนะคะ สู้อยู่กับพ่อกับแม่ของเราไม่ได้เลย" คำนี้สิซึ้ง เป็นความคิดของเด็กในวัย ม.๑ ชัดเจนที่วัดอัมพวันเมื่อกาลครั้งนั้น ๕ - ๖ ปีมาแล้ว นี่แหละขอเจริญพรว่ากรรมฐานให้เกิดปัญญาได้ เด็ก ม.๑ เกิดปัญญาใช้ได้แล้ว เด็กโตไม่ค่อยเกิดปัญญา นั่งกรรมฐานมัวไปคุยกันสรวลเสเฮฮา ท่านจะไม่ได้ผล ท่านจะไม่ลึกซึ้งแต่ประการใด ต้องตัดปลิโพธคือความกังวล อย่าไปห่วงใยใครได้ไหม อย่าคิดหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน จงคิดแต่เรื่องเดียว เอาหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ท่านจะสับสนอลหม่าน จิดใจท่านจะไม่เป็นสมาธิ

    ความรักของพ่อแม่นี่ยุติธรรมบริสุทธิ์มากไม่หวังผลตอบแทนกับลูกแน่นอนที่สุด ลูกจะตอบแทนหรือไม่ พ่อแม่ไม่เคยว่าอะไร ถ้าท่านมีลูกท่านจะรู้ได้ ถ้าท่านไม่มีบุตรธิดาท่านจะไม่รู้เลย ถ้าท่านเป็นหนุ่มเป็นสาวจะไม่รู้เรื่องนี้แน่นอน อะไรหนอจะอบอุ่นเท่าตักแม่เรา อะไรหนอจะอบอุ่นเท่าวงแขนของพ่อเราไม่มีอีกแล้ว วงแขนของสามีภรรยาจะอบอุ่นเท่าวงแขนของแม่ไหม ท่านไม่ได้นั่งกรรมฐานท่านคิดไม่ได้ ท่านเคยว่าแม่ นินทาพ่อ ลองมานั่งกรรมฐานให้ได้ผลได้มรรค รับรองท่านจะร้องไห้ ว่าเราไม่น่าจะคิดกับแม่อย่างนี้ ไม่น่าจะคิดกับพ่ออย่างนี้เลย มันจะออกมาตามทำนองธรรม ท่านนึกถึงบุพการีคือกตัญญูกตเวทิตาธรรม ต้องได้เป็นข้อแรกของกรรมฐาน ถ้าไม่เกิดอย่างนี้ท่านนั่งกรรมฐานไม่ได้ผล มานั่งจะไปสวรรค์ นิพพาน ไปบวชชีพราหมณ์ตามวัดกันอย่างนั้นหรือ มีแต่วิทยากรเทศน์กันไม่พัก ติดกัณฑ์เทศน์ไม่พัก อาตมาไม่นิยม อย่างถวายซองก็ไม่นิยม นิยมให้สร้างธรรมะ สร้างพระไว้ในใจให้มากที่สุด แต่ปัจจัยที่ทำบุญเป็นประเภท ๒ ทาน ศีล ภาวนา อาจจะเป็นประเภท ๒ ได้ นี่แหละบุพการี

    พระพุทธเจ้าสอนกตัญญูกตเวที ในโลกนี้หายาก คนที่ระลึกถึงบุญคุณนี้ไม่ค่อยจะมี ท่านสอนไว้ชัดก็คือ บุพการีหมื่นพันคน จะมีสักคนที่ลึกซึ้งเข้าไปถึงเหตุการณ์เช่นนี้ รู้แต่ว่าชายเป็นพ่อหญิงก็เป็นแม่ แต่ไม่รู้เลยน้ำใจของพ่อน้ำใจของแม่เป็นประการใด ในบุพการี คนจีนเขาจึงขลังมากไหว้บรรพบุรุษ เช่นในตรุษจีนเช่นในวันนี้นั้น เขาจึงน้อมไหว้ เอาเครื่องเป็ด ไก่ ขนมเข่ง ขนมเทียน ตามประเพณีจีนมาไหว้กันมากมาย ถึงหากว่าจะผิดธรรมบางอย่าง เช่น พ่อแม่ชอบสุรายาเมา ก็สุรายาเมามาบูชาพระคุณ เป็นการกตัญญูเหมือนกันแต่ก็ไม่ผิดอะไรมากหลาย แต่เราอย่าไปกินเหล้าให้มันเมาก็แล้วกัน เอาเป็นประเพณีเป็นวัตถุ เป็นสมมติบัญญัติ เพื่อไม่เป็นการทำลายน้ำใจพ่อแม่ อย่าไปดื่มเหล้าเสียเองก็จะไม่เป็นบาป เป็นการบูชาอย่างลึกซึ้ง ถึงพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านชอบอย่าไปขัดคอท่าน เราหานโยบายอื่นให้ท่านทำบุญ ให้ท่านเลิกเหล้าจงได้ อย่าไปว่าพ่อว่าแม่ให้เสียน้ำใจ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า บัวอย่าช้ำน้ำอย่าขุ่น ขอให้ชีวิตเราอุ่นใจตลอดกาล

    วันนี้จะชี้แจงเรื่องกรรมฐานกตัญญูกตเวทิตาธรรม เหมือน ด.ญ. ทัศนีย์ ม.๑ นั้นเห็นชัด คิดถึงแม่แล้ว ถ้าเธอไม่มากับโรงเรียนสงวนหญิงมานั่งกรรมฐานแล้ว เธอจะไม่นึกคิดไม่ออกบอกไม่ได้เพราะยังเด็กยังเล็กนัก ยังไม่รู้ว่าคุณค่าแม่นั้นเป็นประการใด พอเจริญกรรมฐานเข้าซึ้งใจ ร้องไห้มาหาหลวงพ่อที่กุฏิ บอกว่าหลวงพ่อ ช่วยหนู พูดมีเหตุผล เราตื้นตันจนน้ำตาเราแทบจะไหล ตื้นตันกับเด็กเขาที่รักแม่ของเขาอย่างยอดชีวิตจิตใจ ไม่มีผู้อื่นที่จะรักแม่ที่จะเอาชีวิตแลกแม่ไว้ได้ หลวงพ่อคะหนูนั่งให้มันตายไปเลย เพื่อให้แม่หนูรอด ถ้าแม่หนูรอดได้หนูยอมตายก็ได้ หายากมาก ถึงกับชีวิตแลกกับแม่ได้ ไม่มีที่ไหนแล้ว ท่านบุพการีทั้งหลายเอ๋ย กตัญญูกตเวทิตาธรรมดังเช่นกล่าวแล้ว อาตมายังพูดอยู่เรื่อย เด็กคนนี้แม่ก็เป็นครูโรงเรียนด้วย

    บางคนมาถามหลวงพ่อคะแม่ป่วยอยู่ห้อง ไอซียู โรงพยาบาลศิริราช ข่าวเขาลือกันว่ามานั่งแล้วแม่จะหายหรือ ฉันจะลองดูสักวันหนึ่งได้ไหม บอกว่าขอเจริญพรกลับไปเถอะ บอกลองไม่ได้ ที่วัดนี้ลองไม่เป็น ศรัทธาไหม หนูไม่เคยไม่เข้าใจกลับดีกว่า แม่เธอตายหมื่นเปอร์เซ็นต์ มีอย่างนี้เยอะ ไม่ใช่แลกขนมเข่ง เอาสตางค์ไปแลกของในตลาดอย่างนี้หรือ ต้องสร้างความดีด้วยตนเองเช่นดังกล่าว สู้เด็กไม่ได้ บางคนมาพูดจู้จี้จัง บอกไม่เคยเชื่อ หลวงพ่อคะสวดมนต์กี่จบแม่ถึงจะฟื้น พ่อถึงจะหายจากโรค บอกไม่ได้ ไม่ทราบแล้วแต่ศรัทธา จะกี่จบเราไม่ทราบ แต่ให้สวดเกินกว่าอายุจะได้กำไรชีวิต ให้คนที่สวดนั้นเป็นกำไรของชีวิต เอากำไรไปแจกให้คนอื่น ลอกคิดดูค้าขายขาดทุนจะเอาทุนที่ไหนไปให้คนอื่น จะเอากำไรที่ไหนไปให้ใคร จะขาดทุนอย่างย่อยยับใช่หรือไม่ นี่แหละความศรัทธานั้นสำคัญ ทั้งพระสงฆ์องค์เจ้า ทั้งฆราวาส อย่าให้ขาดทุนได้ไหม ให้ได้กำไรทุกวันทุกนาทีได้ไหม มีแต่ขาดทุนทุกวันเสียใจด้วย ขาดทุนเวลา ขาดทุนชีวิตชีวา แล้ววัยก็เสื่อมไปตามสภาพ จะได้กำไรได้อย่างไร หมดเวลาตอนนั้นไม่ได้อะไรที่เป็นคุณค่าของชีวิตแต่ประการใด ก็ขอเจริญพรญาติโยมโปรดได้รับทราบข้อนี้ไว้

    วันนี้วันกตัญญูต่อบรรพบุรุษก็ต้องพูดให้เข้าใจ เผื่อท่านจะเป็นไทยสัญชาติจีน หรือจีนสัญชาติไทยก็ไม่ว่ากัน แต่อาตมาคิดว่าจะตรุษจีน สารทจีน หรือตรุษไทย สารทไทย ก็ไม่สำคัญ สำคัญทำทุกวันได้ไหม กตัญญูทุกวันได้ไหม เจริญบุพการี รำลึกถึงคุณของผู้มีพระคุณทุกวันทุกนาทีทุกลมหายใจได้ไหม รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าทุกนาทีทองได้ไหมที่มีพระคุณอันล้นเหลือ ถึงพระธรรมที่เราปฏิบัติธรรมตลอดทั้งวินาทีเดียวก็ต้องคิดได้ไหม ไม่จำเป็นต้องมาคิดในวันพระนี้ ได้หรือไม่ประการใด คิดถึงคุณค่าของพระสงฆ์ รัตนะแก้ว ๓ ประการทุกวินาที พาหุงมหากาฯ ทุกวินาที ท่านจะเจริญศรี เจริญหน้าที่การงาน เงินไหลนองทองไหลมา ท่านได้กำไรชีวิต ชีวิตท่านได้กำไร เพราะอารมณ์ท่านดีมีปัญญา ได้จากการเจริญพระกรรมฐานถูกต้องตามครรลองของชีวิตแล้ว

    ซึ่งแน่นอนที่สุด ไม่มีอะไรจะมั่นคงเท่าหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ตรงนี้น่าคิด พิจารณาตัวเองเถิด ไม่มีใครเขาทำให้ท่านได้หรอก อาตมาก็ช่วยโยมไม่ได้หรอก เพียงแต่แนะแนวตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเราไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด จะชี้บอกมรรคมรรคาว่านี่ไปสวรรค์ นี่ไปนรก บอกได้เท่านี้ นี่ไปเป็นเปรต อสุรกาย นี่สัตว์เดรัจฉาน ไปสู่อบายภูมิ นี่ไปทางสู่ทางเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าไปทางนี้ ก้าวเสื่อมไปทางนั้น บอกหนทางได้เท่านี้ แผนที่มรรคมรรคาแต่เราจะเดินไปทางไหน แล้วแต่โยมชอบ โยมไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ทางดีก็กลับเป็นทางชั่ว ทางชั่วก็กับร้ายกลายเป็นทางดี อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว อย่าเห็นความชั่วเป็นความดีเลย จงเห็นกงจักรเป็นกงจักร เห็นดอกบัวเป็นความดีมีปัญญา แสงสว่างก็คือปัญญาญาณ เห็นให้มันคงที่คงวา อย่าต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก

    ต่อหน้าส้มโอลับหลังส้มเช้ง ควรจะเป็นมะตูมแข็งนอกมะกอกแข็งใน แข็งทั้งนอกทั้งใน อดทนในอดทนนอกด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ท่านจะสร้างความดีทุกวิถีทาง สร้างความดีได้ทุกนาทีทอง ท่านจะประคองไว้ในใจอย่างมั่นคงและถาวร

    แต่ท่านจะทำได้แค่ไหนอาตมาไม่ทราบของท่าน ข้อได้ข้อเสียอยู่ที่โยมทุกคนที่มาวัด จะขาดทุนอย่างย่อยยับหรือบางคนมาก็ได้กำไรกลับไปชื่นอกชื่นใจ บางคนมาก็ขาดทุนกลับไปเสียใจเวลาที่หมดไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ ๗ วันแล้วก็เรียกคืนไม่ได้อีก ไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย ไม่มีเงินเราก็หาได้ ไม่มีทองเราก็ไปซื้อ ไม่มีบ้านปลูกเราก็ปลูกใหม่ กิจการไม่ดีเราก็เปลี่ยนแปลงมันใหม่อย่าเดินหมากรุกตาเดียว หมากรุก ๖๔ ตา อย่าเดินตาเดียว เปลี่ยนตาเดินเสียบาง มันจะดีขึ้นมาแน่นอน ถ้าเราไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงภาวะเช่นนี้แล้ว

    เราจะไปดีได้อย่างไรหรือ มีแต่จะขาดทุนเวลา ขาดทุนทรัพย์สินเงินทอง ขาดทุนทรัพย์สมบัติ ขาดทุนวิชาความรู้ แถมขาดทุนเวลาที่ผ่านไปแล้วอย่างน่าเสียดาย และเสียใจด้วย ไม่เกิดประโยชน์แต่ประการใด ตรงนี้เป็นเรื่องอจินไตยที่ควรจะคิดถึงกันต่อไป จะมีประโยชน์ของท่านเอง

    ท่านทั้งหลายวันนี้ ท่านคิดถึงตัวท่านเองบ้างไหม บรรพบุรุษเป็นคนสร้างเรามานะ น่าจะคิดถึงตัวท่าน มีหัวใจมาจากพ่อ น้ำเลือดน้ำเหลืองมาจากแม่ มาทั้งจากปู่ ย่า ตา ยาย ในตัวคนนั้น ท่านเจริญกรรมฐานได้ดังที่กล่าวแล้ว ท่านจะคิดถึงตรงนี้ นึกถึงบุพการี จะขยันหมั่นเพียรเรียนหนังสือ จะขยันหมั่นเพียรโดยถูกต้อง จะเริ่มต้นในชีวิตให้ดี ทำดีให้มากที่สุด มันจะเกิดอัตโนมัติแก่ตัวท่านเอง ไม่ใช่มานั่งกันจิ้ม ๆ จ้ำ ๆ มาแก้บนกันหรือ เห็นที่นี่เป็นศาลเจ้า ควรจะเป็นศาลเจ้าไคฟง ไม่รับบน โน่นไปหาศาลเจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อเสือ ศาลเจ้าแม่อะไรนั่น บนกันก้นกระดก ๆ ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องมานั่งกรรมฐาน บนกันไปสวรรค์นิพพาน แต่ที่นี่เป็นศาลไคฟง ท่านอย่ามาบนกันอย่างนั้น ท่านอยากจะบนให้เรียนหนังสือเก่งบนได้เลย ไปจุดธูปกับศาลไคฟง ว่าข้าพเจ้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ ไคฟงก็จะบอกว่าตื่นตี ๔ ตั้งใจดูหนังสือต่อไป พึ่งตัวเองให้ได้ ไคฟงเขาจะบอกอย่าไปพึ่งคนอื่นนะ เพราะศาลไคฟงไม่กินเครื่องสังเวย วัดนี้ไม่ใช่ศาลอย่างอื่นนะ เป็นศาลไคฟง ไม่ใช่บน ๗ วัน บน ๓ วัน หรือบน ๗ วัน มาอยู่ ๓ วันกลับไปแล้ว อย่ามาโอกาสาลไคฟงนะ เข้าใจไหม ก็ไม่เป็นไรนะ ศาลนี้ไม่กินเครื่องสังเวย อย่าให้เสียสัจจะนะ

    ถ้าท่านเสียสัจจะท่านจะลงนรกไปเลย ศาลนี้ไม่รับบน บนอย่างนี้ได้ ถ้าข้าพเจ้านั่งเจริญกรรมฐานอดทนตลอด ๗ วัน ๗ คืน ไม่นอนไม่พูดกับใคร บนก๋วยเตี๋ยว ๕ ชาม พอออกกรรมฐานกินให้มันอิ่มไปเลย นี่ศาลไคฟงไม่ใช่บนกับพระจะเอาจีวรดี ๆ มาถวาย ก็คงไม่ศาลไคฟงหรืออาจจะมีศาลอื่นแทรกอยู่ในศาลไคฟงเราก็ไม่รู้ กินสินบนตลอดรายการ วัดนี้ไม่รับบน โทรศัพท์มาตั้งแต่เช้า บอกจะบวชเป็นพระ สัก ๑๕ วัน บนไว้ บนแบบนี้ศาลไคฟงไม่รับ ไปศาลข้างบ้านคุณ วัดข้างบ้านคุณ ต้องเดือนหนึ่ง เขาโทร.ตอบว่าวัดเขาบวช ๗ วันยังได้ บวช ๓ วันยังได้ หน้าไฟก็ยังได้

    ก็ไปบวชซิ นี่ศาลไคฟงบวชต้อง ๑ เดือนได้ไหม ไม่ได้ไปบวชวัดอื่น จะมานั่งกรรมฐานสัก ๗ วันก่อน จะบวชให้เดือนกุมภาพันธ์นี้ ถ้านั่งกรรมฐานไม่ได้ ไปศาลเจ้าแม่กวนอิมนั้น ศาลไคฟงไม่รับนะ จำไว้ให้ได้ มาบนกันเยอะเลยที่วัดเรานี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกันยังทายไม่ออกว่า ว่าที่เขาทำกรรมฐานเป็นศาลอะไร ศาลไคฟง หรือศาลเจ้าแม่กวนอิม น่าจะมาสร้างความดีให้แก่ตัวเองเหมือนเด็กเอาความดีให้แม่ได้ไหม อย่าบน บนกับบ่นนี้มันใกล้กัน พอบนไม่ดีแล้วก็ไปบ่น ขอเจริญพรอย่างนั้น มีอย่างหรือจะบวช ๗ วัน เข้าวัด ๕ วันก็บวชอยู่แค่ ๒ วัน ขาดทุนอย่างย่อยยับเลย ที่วัดนี้จะต้องมาอยู่อย่างต่ำ ๗ วัน นี่โทร.มาติดต่อบวชทางโทรศัพท์ นี่อุปัชฌาย์อยู่ไหม กำลังฉันข้าว ให้หยุดฉันข้าวมารับโทรศัพท์ก่อน จะเอาลูกมาบวช นี่ตำราประวัติศาสตร์ต้องบันทึก

    ขนาดพระองค์นี้จะฉันข้าวบอกให้ท่านมารับสายก่อน จะเอาลูกมาบวช โอ้โฮ ขนาดนี้แล้วหรือ เสียใจด้วย เห็นเราเป็นอะไร อาตมากำลังเขียนหนังสืออยู่ บอกว่าจะเพลแล้วนะ บอกให้ท่านหยุดฉันก่อนมารับสายก่อนทางไกล ส่งลูกมาบวชทางโทรศัพท์ก็ได้ ส่งลูกมาบวชทางไปรษณีย์ก็ได้ EMS ก็ได้ เอาลูกใส่ EMS มาเลย อาตมาเสียใจด้วย คนไม่มีระเบียบมากขึ้นมันถึงได้ยุ่งเหยิง ขาดระบบไม่มีระเบียบไม่เพียบด้วยวินัย เป็นไปมากน่าเสียดายเหลือเกิน ทำให้อาตมาได้ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ เป็นวิทยานิพนธ์ชีวิต เราจะได้คิดต่อไปว่าประเทศชาติเป็นถึงขนาดนี้ ไม่มีความเกรงอกเกรงใจ ไม่เข้าทางตรอกออกทางประตูแล้วหรือ จะมากันบนอากาศเลย มนุษย์ต่างดาวหรือ ที่โทร.มานี่สงสัยเป็นมนุษย์ต่างดาว ถึงขนาดให้เราเลิกกินข้าว มีแปลก ๆ ท่านอยู่ไหมวันนี้ จะให้รับสังฆทานหน่อย จะรับตอนไหน สละเวลาให้เราหน่อยซิ แล้วจะพูดส่วนตัวสัก ๓๐ นาที ที่ไม่มีคน จะไปพูดในป่าช้าที่ไหน ถึงหากว่าไม่มีคนผีมันก็ได้ยินนะ เสียดายเวลาของคนเหล่านั้น ไม่ได้เคยศึกษาชีวิตที่มีประโยชน์ ไม่รู้จักเกรงใจเห็นเราเป็นอะไรไป เห็นเราเป็นเณรไปแล้ว ไม่ใช่พระ ก็ไม่เป็นไร ถ้าคนมีสติดีเขาไม่เป็นอย่างนี้แน่ นี่คนไร้สติ ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นการเจริญกรรมฐานจึงมีประโยชน์ต่อชีวิตของท่านเอง มีแก่นสารและไม่ไร้สาระอย่างเด็กนั้นเขานั่งปฏิบัติเข้า เขาพูดมีหลักฐาน ก็ขอโยมฟังแล้วคิด เด็กชอบความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ ไม่อยากอยู่กับคนอื่น

    ถ้าท่านมีบุตรธิดาเล็ก ๆ ถ้าจะให้ไปอยู่กับคนอื่นต้องคิดลึก ๆ เอาลูกไปฝากให้คนอื่นเลี้ยง หรือเอาไปขายเสีย คิดให้ลึก ๆ หน่อย ถ้าเราเป็นลูกบ้าง ถูกขายให้ไปอยู่กับคนอื่นบ่ะ เราจะรู้สึกเสียใจไหม แม่เกลียดเราหรืออย่างไรที่เอาเราไปขาย มีตัวอย่างที่วัดนี้ มีลูกหลายคนเอาลูกขาย คนนี้หน้าตาไม่ดีเอาขายออกไป เลยลูกที่เลี้ยงไว้ไม่ได้ดีสักคน ลูกที่ถูกขายไปร่ำรวยกันหมดจบปริญญาโท - เอก เพราะคนรับไปเขาส่งเรียน แต่ก็ไม่ได้รับความอบอุ่นเกิดปมด้อย คิดแล้วเสียใจ แม่ไม่ได้รักเขาเลย เขาก็รู้เพราะเขาโตแล้ว นี่แหละเป็นประวัติศาสตร์อันสำคัญ ท่านทั้งหลายมีลูกหลานอย่าขายนะ ยากดีมีจนเลี้ยงหน่อยได้ไหม ให้เขาได้รับความอบอุ่นในชีวิต ถ้าโยมนั่งกรรมฐานจะอ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็นแน่นอน ถ้าเราเป็นลูกรู้ใจความแล้วจะเสียใจมาก คิดว่าแม่ไม่รัก พ่อไม่รัก เอาเราขายไปเสียได้ น่าจะคิดอย่างนี้ได้ ถ้าโยมนั่งกรรมฐานได้จะรู้เหตุผลของชีวิตได้ดี ส่วนมากโยมเป็นผู้หญิงที่มาบนกันมาที่วัดนี้เป็นส่วนมาก อาตมารับโทรศัพท์จึงได้รู้ว่าเขาบนกันอย่างนี้หรือ ถ้าคนอื่นรับก็ไม่รู้ เรารับก็เลยรู้ บางทีจะบวช ๗ วัน บอกโยมไม่ได้หรอกที่นี่ ต้องมาอยู่วัด ๕ วัน ก็เป็นพระ ๒ วัน จะมาบวชทำไม นั่งปฏิบัติกรรมฐานดีที่สุด ไม่เอาหรอกนั่งแล้ว นั่งวัดโน้นบ้างวัดนี้บ้าง ไม่ได้อะไร ถ้าเชื่ออาตมานะบวช ๑ เดือนอย่าเอาเพื่อนมาคุยนะ พ่อแม่ก็อย่ามาวุ่นวายได้ไหม เดือนหนึ่งท่านจะได้ไปเยอะแยะมากมาย ก็ขอให้ทำตามที่ท่านมีศรัทธา ถ้าท่านไม่มีศรัทธาจริง ๒ เดือนท่านก็ไม่ได้อะไร บวชถึงปีก็ไม่ได้อะไรขาดทุนย่อยยับ เป็นหนี้สงฆ์ต่อไป หนี้บุญคุณของวัดมากหลาย จะเป็นหนี้บุญคุณนี้สำคัญ ก็ขอเจริญพรว่า หนี้สินเงินทองใช้ก็หมด แต่หนี้บุญคุณคนไม่รู้จักหมด หนี้พ่อแม่ หนี้ครูบาอาจารย์ หนี้ผู้มีอุปการะคุณ ไม่มีทางหมด ถึงจะเอาเงินเอาทองมาใช้ก็ไม่ได้ผล สนองพระเดชพระคุณมีทางเดียวคือกตัญญูกตเวทิตาธรรมจึงมีประโยชน์มากหลาย มีความหมายอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นในการที่เจริญกุศลภาวนาในวันพระ จงรำลึกถึงบรรพบุรุษให้มาก ดูตัวอย่างที่เด็กคนนั้น ด.ญ. ทัศนีย์ แม่หายจากโรคมะเร็งทันที ดีอกดีใจ บัดนี้อยู่ ม.๖ แล้ว เรียนหนังสือเก่งเร่งก้าวหน้า หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง เกิดเอง ช้างเผือกเกิดเอง ช้างเผือก ช้างนาเนียม ช้างคู่บ้านคู่เมือง คู่จิตคู่ใจคือปัญญา เป็นช้างเผือก ช้างเผือกเรียกว่าปัญญาอยู่ในป่าแห่งความสงบ ช้างเผือกจะมีได้ต้องอยู่ในป่า ป่าตัวนี้แปลว่าความสงบ นตฺถิ สนฺติ ปรมํ สุขํ - สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มีแล้ว ถ้าคนไหนอยู่ด้วยความสงบไม่วุ่นวาย คนนั้นมีช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองเขา ช้างคู่บ้านคู่เมืองนั้นคือตัวปัญญาญาณ รอบรู้ในกองการสังขารหาเหตุการณ์ได้ในชีวิต จะทำอะไรก็สำเร็จเพราะมีช้างเผือก ที่เราเรียกว่าอยู่ในป่า ป่าตัวนี้น่าจะแปลว่าป่าแห่งความสงบ ไม่ใช่ป่ารกรุงรัง สิงสาราสัตว์ก็ฆ่ามัน ต้นไม่ก็โค่นมัน ไม่ใช่ป่าแบบนั้น แต่เป็นป่าแห่งความสงบ ปรารภความเพียร ป่าแห่งความสงบ เรียนหนังสือเป็นดอกเตอร์ นั่นแหละช้างเผือกแน่นอน คู่บ้านคู่เมืองคู่จิตคู่ใจ อยู่ในตัวของเรานั่นคือกรรมฐาน ถ้าท่านเจริญกรรมฐานท่านจะรู้ว่าช้างเผือกคืออะไร ชีวิตของท่านมาเจริญกรรมฐานก็จะรำลึกได้หมด ท่านจะมีความเคารพน้อมนบและบูชาเกิดเอง เจริญสติปัฏฐาน ๔ ยืนหนอ ๕ ครั้งได้ ขอให้ท่านทำให้ได้ก่อนจะกลับ อย่านำความสงสัยกลับบ้าน เสียดายเวลาอันมีประโยชน์และมีค่า เดินจงกรมต้องดูที่เท้า อาตมาสังเกตดู ไปดูกันที่ไหน หลับตาเดินทำไม ดูที่ปลายเท้าให้เห็นชัด ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ให้ชัดเจนหน่อยได้ไหม อย่าเดินเหมือนคนจะตาย ต้องเดินให้ได้จังหวะปัจจุบัน ยืนหนอ ๕ ครั้งให้ได้ปัจจุบันสติอยู่กับจิตที่ยืนลงไปปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะมโนภาพหลับตา สติดีแล้วจะเกิดอัตโนมัติเห็นหนอ จากศีรษะลงปลายเท้า จากปลายเท้าขึ้นศีรษะ มันจะเป็นอัตโนมัติ ถ้าสติท่านสมบูรณ์ครบวงจรจะเป็นอย่างนี้จริง ๆ แต่ถ้าสติท่านไม่ครบวงจรจะไม่เป็นอย่างนั้นเลย จะอ่านไม่ออกบอกไม่ได้ เพราะสติไม่พอไม่ครบวงจรไม่บริบูรณ์ สติท่านไม่สมบูรณ์แบบจึงไม่ได้ผล ไม่ใช่ของว่ายนะ ท่านต้องทำบ่อย ๆ เสมอต้นเสมอปลายกลับไปบ้านแล้วต้องทำเรื่อยๆ อายตนะธาตุอินทรีย์ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กำหนดให้ได้ กายสัมผัสร้อนหนาว ก็ต้องกำหนด เสียใจดีใจที่ลิ้นปี่นั่น หายใจยาว ๆ กำหนดให้ลึก ๆ รับรองท่านจะหาย โกรธหรือผูกความโกรธเข้าไว้ในจิต กำหนดแล้วท่านจะหายไปเอง คิดอะไรไม่ออกหายใจยาว ๆ เอาไว้ อยู่ในรถหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม หายใจตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดคิดหนอ สี่คิด ห้าคิด ร้อยคิด พันคิด เดี๋ยวคิดออก คิดออกจดไว้นี่แหละของจริง แต่ผู้ปฏิบัติไม่ปฏิบัติตามนะ โยมจะไร้ความหมายจะไม่ได้อะไรเลยนะ ขอฝากๆ ไว้ เสียงหนอ ตั้งสติไว้ที่หูให้ได้ จะได้รู้เลยว่าเขาพูดนั้นโกหกหรือเปล่า มันมีประโยชน์จริง ๆ นะ เราจะได้รู้ว่าคนนี้คบไม่ได้ หน้าซื่อใจคดลดเลี้ยว ปากหวานก้นเปรี้ยวคบไม่ได้ ขืนคบไปก็มีแต่เสียหาย มีประโยชน์ในการคบค้าสมาคม มีประโยชน์ในทางธุรกิจ มีสติในการใช้งาน มีชีวิตชีวาอยู่ด้วยความราบรื่น อยู่ด้วยความชื่นบาน มีชีวิตอยู่ด้วยความไม่หลงไม่เซ็ง มีชีวิตอยู่ด้วยความสดชื่น อยู่ในจิตใจของตนตลอดกาล

    ท่านสาธุชนทั้งหลายกรรมฐานจึงเรียกว่าหน้าที่การงาน กรรมฐานแปลว่าเหตุและผล กรรมฐานตั้งต้นชีวิตให้ดีเหมือนออกแขกบอกเรื่องท่านจะแสดงดีตลอดรายการจนกระทั้งชีวิตหาไม่ มิฉะนั้นท่านจะไม่ได้อะไรติดตัวไปจะน่าเสียดายเวลาเป็นอย่างยิ่ง หนุ่มสามทั้งหลายโปรดได้ทราบอันนี้ ถ้าท่านมีสติดีครบวงจรท่านจะอ่อนน้อมถ่อมตน กิริยามารยาทดีไพเราะโดยอัตโนมัติ พบคนก็มีความอ่อนน้อม เจอพระก็อยากจะนมัสการยกมือไหว้ เป็นอัตโนมัติ เจอผู้สูงอายุอยากจะเลี่ยงทางให้ อยากไหว้อยากจะกราบผู้มีอายุ หรือผู้มีอาวุโส ถ้าเป็นคนที่ปากกล้าจิตใจไม่มีธรรมะ จะปากกล้าขาแข็งไม่มีสุภาพเรียบร้อยอ่อนโยน ออกมาเป็นลักษณะนี้ชัดเจนมาก ท่านสาธุชนท่านคิดดูอย่างนี้ท่านจะเห็นเอง จะเห็นที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวท่านเองโดยเฉพาะ เราเห็นเด็กถ้าปฏิบัติได้จะอยากสวดมนต์ไหว้พระ ยกตัวอย่างวันนี้ พ่อเป็นฝรั่งแท้ ๆ แม่เป็นคนไทย เด็ก ๓ ขวบ สวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ เจอพระสาธุจ้า เจอพระสาธุจ้า เจอคนแก่คนเฒ่าเลี่ยงทางให้ เหตุใดอ่านหนังสือไม่ออกจึงสวดพาหุงมหากาได้ แม่พ่อเขาสวด พ่อเป็นฝรั่งแท้ ๆ แม่สวดตลอด ลูกก็ว่าตามจนได้ เด็กกำลังจำ ควรรีบสอนลูกหลานของโยมทำความดีให้มาก ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่ง แต่ท่านไม่เอาไม่เป็นไรนะ ของดีไม่มีใครอยากได้ไม่เป็นไร ท่านจะเอาชั่วเต็มตัว เต็มเปา เต็มกระเป๋า ก็ไม่เป็นไรนะ ท่านจะสร้างความดีก็เอา จะไม่สร้างความดีก็ได้ ไม่มีใครบังคับท่านหรอก จิตใจของท่านใครจะไปบังคับได้ แต่ท่านมีจิตใจดี ท่านจะรู้ได้ว่าด้วย ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นประการใด สร้างความดีไม่ต้องบังคับบัญชา จะเกิดขึ้นเองด้วยความศรัทธาความเชื่อมั่นของท่านเอง ถ้าท่านไม่ศรัทธาไม่เชื่อมั่นไม่ต้องทำบุญ ไม่ต้องเจริญกรรมฐาน มันไม่ได้ผลแน่นอน ไม่ได้อะไรจริง อย่าทำให้เสียเวลากลับบ้านเถอะ กลับไปแล้วไปเที่ยวช็อปปิ้งที่โน่นที่นี่ ยังมีประโยชน์กว่า ดีกว่ามานั่งให้เสียเวลาให้เมื่อยเปล่า ๆ บางคนมานั่งวันเดียวยังไม่หายเมื่อยกลับไปแล้ว บางคนก็บ่นว่ารู้อย่างนี้ไม่มาเสียดีกว่า อยู่บ้านยังได้ผล พูดอย่างนี้ก็มี ก็ขอเจริญพรว่าคนไม่เหมือนกัน คนดีเขาก็อยากได้ของดี คนไม่ดีเขาก็ไม่ต้องการของดีนะ ต้องการของชั่วตรงกันข้ามดังที่กล่าวแล้ว ไม่ได้หมายความว่าต้องการดีด้วยกันทุกคน แต่จุดมุ่งหมายต้องการรวยต้องการสวย ต้องการดี แต่วิธีปฏิบัติไม่ดำเนินงานตามนั้น จึงไม่ได้ดีเท่าทีควร คนเราจึงมีฐานะไม่เหมือนกัน มีสมองไม่เหมือนกัน มีปัญญาไม่เท่ากัน มีความดีไม่เท่ากัน จะเป็นพระหรือฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา ก็ไม่เท่ากัน มีดีไม่เหมือนกัน

    เพราะฉะนั้นการเจริญกรรมฐานนี้ จะนึกถึงบุพการีเหมือนตรุษจีนเช่นในวันนี้ ไหว้บรรพบุรุษ คือ ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ บูชาผู้มีบุญคุณนั้นเป็นมหามงคลชีวิตแน่นอน เกิดได้จากการเจริญกรรมฐาน ถ้าใครเจริญกรรมฐานจะระลึกถึงบุพการีได้ ๑. จะมีการสักการะ ๒. เคารพ ๓. บูชา ๔. นับถือ ๕. เชื่อฟัง มันจะออกมาอย่างนี้ สักการะ แปลว่า เอาใจใส่พ่อแม่ เอาใจใส่สามีภรรยา ปู่ย่าตายาย ถึงตายจากโลกไปแล้วก็เอาใจใส่ติดตามบูชาพระคุณ เคารพ แปลว่า มั่นใจ ถ้านั่งกรรมฐานได้จะตีความหมายได้ชัด มั่นใจต่อบิดามารดาของเรา มั่นใจต่อปู่กับย่า ตากับยายของเรา ต่อสามีภรรยา มั่นใจต่อลูกต่อหลาน ไม่เสแสร้างแกล้งกล่าว บูชา แปลว่า บูชาพระคุณด้วยบูชาอามิสบูชา ปฏิบัติบูชา อามิสบูชา คือให้ผ้าผ่อนท่อนสไบ อาหารการบริโภค ยารักษาโรคแก่ท่านทุกประการ ปฏิบัติบูชาหมายความว่า ท่านไม่มีทานให้ท่านบำเพ็ญทาน ไม่มีศีลให้บำเพ็ญศีล ไม่มีภาวนาให้ท่านสวดมนต์ไหว้พระ รักษาอุโบสถ เป็นต้น และไม่ทำลายน้ำใจพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้มีพระคุณทั้งหลาย ออกมาอย่างนี้ชัดเรียกว่าบูชา นับถือ แปลว่า ยึดขึ้นมา คนนี้เป็นพี่เป็นน้อง สามีภรรยา ต้องยึดถือขึ้นมาให้มั่นคงในจิตใจของเรา เชื่อฟังข้อที่ ๕ ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ เชื่อฟังซึ่งกันและกัน จะไม่มีผันแปรแปลกปลอมแต่ประการใด เรียกว่าบูชาในบุพการี การสักการะ การเคารพ การบูชา การนับถือ และการเชื่อฟัง ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมํคลมุมฺตมํ บูชาในผู้มีพระคุณทั้งหลายจะได้รับการสรรเสริญเจริญพร ทั้งต่อหน้าและลับหลังเหมือนในวันตรุษจีนเช่นในวันนี้ ท่านทั้งหลายอย่าเข้าใจผิดเผากระดาษเงินกระดาษทอง แล้วจุดประทัดเท่านั้นหรือ น่าจะตีความหมายถึงธรรมะว่า บุพการีคืออะไร กตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษของท่านเพื่อประโยชน์อันใด รำลึกถึงพระคุณอันอุ่นใจทำใจให้สบาย ค้าขายก็จะรวย วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันไหว้พระ วันนี้เป็นวันไหว้ผีบรรพบุรุษ ไปไหว้พระตามวัดวาอารามต่าง ๆ เดี๋ยววัดอัมพวันต้องมีมากันเยอะแยะ นึกคงจะไม่ผิด มาแต่เช้า เขาออกไหว้พระ วันที่สองก็ออกไหว้พระเรียกว่าวันชิวยิก ชิวยี่ ชิวซากลับบ้าน อย่าไปถึงชิวห้า ชิวหกเลย มันจะเสียเวลาการค้าขายทำงานต่อไป นี่แหละวันนี้วันกรรมฐาน ขอให้ท่านพี่น้องชาวไทยสัญชาติจีน และคนไทยเหมือนกันทำเหมือนกันได้หมดเช่นในวันบุพการีเช่นในวันนี้ วันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน เมืองไทยก็มีแต่จีนเต็มเมืองไปหมดแล้ว ไม่จำต้องว่าคนนั้นแยกเป็นไทยเป็นมอญ เป็นรามัญ ไม่ต้องแยกมนุษยชาติ ศักยภาพของบุคคลผู้มีบุญคุณซึ่งกันและกันเรียกว่า บุพการี โยมนั่งเจริญกรรมฐานจะเห็นได้ชัด แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลเป็นต้น โยมจะได้หลักการปฏิบัติธรรมเอามาไว้ในจิตใจของโยม สามารถจะปกป้องการไปสู่อบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะได้ไม่ไปในภูมินั้นต่อไป

    สุดท้ายนี้ที่ได้ชี้แจงแสดงถึงบรรพบุรุษ บูชาบรรพบุรุษ กตัญญูต่อเหตุผลของบรรพบุรุษในวันนี้ ซึ่งเป็นวันแสดงความกตัญญูกตเวทีในโอกาสวันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของท่าน เราก็มาเจริญกรรมฐาน ก็ต้องการตรงนี้ ต้องการรู้บุพการี รู้คุณค่าของชีวิต กตัญญูต่อบิดามารดา บ้านเกิดเมืองนอนของตน ที่จะได้มีโอกาสบริจาคทาน ศีล และ ภาวนา ถวายภัตตาหารเป็นต้น วันนี้มีท่านที่มีศรัทธามาถวายภัตตาหารเป็นจำนวนมาก และบางท่านนำข้าวสุกข้าวสารมาถวาย เครื่องสัปปริวารัง เครื่องสังฆทานมาถวายกันเป็นต้น มาถวายไว้ท่ามกลางสงฆ์เพื่อสงฆ์จะได้ร่วมอนุโมทนา สาธุการ ทักษิณาทาน การกุศลให้ถึงบรรพบุรุษของท่านต่อไปแล้วนั้น ก็ขอบุญกุศลที่ท่านได้บำเพ็ญมาในวันนี้ ทั้งญาติโยมทั้งหลาย ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ทั้งอุบาสกอุบาสิกา อาตมาภาพ ประธานสงฆ์ขออนุโมทนาแก่ท่านทั้งหลาย

    ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย อำนาจบุญกุศลทั้งหลาย โปรดประทานพรให้ญาติโยมทั้งหลาย ที่มาเจริญพระกรรมฐาน เจริญกุศลภาวนาโดยทั่วหน้ากัน จงประสบแต่ความสุข ความเจริญ จงเจริญไปด้วย อายุ วัณณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติ คิดสิ่งหนึ่งประการใดก็ขอให้สมความมุ่งมาดปรารถนาด้วยกันทุกรูปทุกนามเทอญ

    กลับสู่ด้านบน

     

    ๕ กุมภาพันธ์ ทำบุญโยมย่า

    กำหนดการ

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อบำเพ็ญกุศลอุทิศให้โยมมารดาของท่าน เนื่องในวาระครบรอบวันมรณะกรรม เป็นพิธีกรรมที่เรียบง่าย ให้มวลศิษย์ได้ดูเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ควรจดจำนำไปปฏิบัติตาม

    คุณแม่เจิม จรรยารักษ์ โยมมารดาพระราชสุทธิญาณมงคล

    เมื่อคุณย่าเจิม จรรยารักษ์ ถึงแก่กรรมนั้น ท่านมีอายุถึง ๑๐๑ ปี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดชนะสงคราม กล่าวถึงคุณย่าเจิมว่า "...คนที่จะมีอายุได้ถึง ๑๐๐ ปีนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า เป็นผู้มีเมตตากรุณามาในชาติก่อนภพก่อน และให้ทานชีวิตแก่สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีมือเปื้อนด้วยโลหิตคิดพยาบาท ไม่คิดที่จะทำลายผู้อื่นสัตว์อื่น มีน้ำใจเป็นบุญเป็นกุศล คุณย่าเจิมมีอายุยืนถึง ๑๐๑ ปี เป็นเพราะกุศลของท่านที่ทำไว้..."

    ในภพหน้าชาติหน้า ท่านก็คงจะมีอายุยืนเป็นร้อยปีด้วยบุญกุศลที่ท่านบำเพ็ญไว้ในชาตินี้ คุณย่าเจิม จรรยารักษ์ ได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ พร้อมไตรพระราชทาน เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพวงมาลัยและผ้าไตร และได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานพวงมาลาวางหน้าหีบศพ

    อนุสรณ์พจน์ แด่ คุณแม่เจิม จรรยารักษ์ อายุ ๑๐๐ ปี ๖ เดือน

    แม่ท่านได้บอกว่า "...จะอยู่ครบ ๑๐๐ ปีแล้วจะขอลา..." ซึ่งการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของแม่ เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔ เวลา ๒๑.๐๐ น. และถึงแก่กรรมอย่างสงบ สติสัมปชัญญะครบบริบูรณ์ ยังความเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุดจะพรรณนา

    แม่ คือ ผู้ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูก แม้ว่าจะต้องลำบากขนาดไหน เพียงใด แม่ไม่เคยบ่น แม่มีแต่จะคอยตักเตือนทุกครั้งเมื่อลูกทำผิด

    แม่ใช้ความเมตตา กรุณา และความโอบอ้อมอารี เป็นเครื่องมือในการสั่งสอนลูกอย่างได้ผลดีที่สุด

    พระคุณแม่มากล้นคณานับ ลูกขอกราบเท้าขอบพระคุณแม่จากเบื้องลึกของหัวใจ สำหรับทุก ๆ สิ่งที่แม่มอบให้ ลูกระลึกอยู่เสมอว่า แม่คือ "แม่พระ...ผู้รักลูกเป็นที่สุด"

    การจากไปของแม่ คือ การสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของลูก ตลอดชีวิตของแม่ทั้ง ๓ วัย คือ วัยต้น วัยกลาง และวัยปลาย แม่มีศรัทธาความเชื่อถือ มีปสาทะความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จัดเป็น "อุบาสิกาผู้นั่งใกล้ เข้าถึงพระรัตนตรัย" ได้อุปถัมภ์ขวนขวายให้ลูกได้บรรพชาอุปสมบท อีกทั้งแม่ยังมีใจศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำบุญด้วยการถวายทาน รักษาศีล เจริญจิตภาวนา ตามโอกาสที่ถึงทำได้ประพฤติได้เสมอมา

    จากประวัติของแม่เจิม จรรยารักษ์ ประกอบด้วยจริยาอันงดงาม ซึ่งมีไว้เป็นต้นทุน กับทั้งบุญกุศลที่ลูกและผู้ที่มีความเคารพนับถือได้รั่วมกันกระทำบำเพ็ญอุทิศเฉพาะจักเป็นบุญนำให้เกิดผลดี มีกมลปราโมทย์แด่คุณแม่เจิม จรรยารักษ์ ในสัมปรายภพสมตามเจตนาปรารถนาทุกประการ

    จากใจลูก
    พระราชสุทธิญาณมงคล
    (จรัญ ฐิตธมฺโม)

    ประวัติโดยย่อ คุณย่าเจิม จรรยารักษ์

    คุณย่าเจิม เป็นบุตรคุณตาเหล็ง - คุณยายอิ่ม สุขประเสริฐ แต่งงานกับคุณปู่แพ จรรยารักษ์ มีบุตรธิดา ๑๐ คน ได้แก่

    • ๑. นางจรัส จรรยารักษ์ (ถึงแก่กรรม)
    • ๒. ด.ช. จำรูญ จรรยารักษ์ (ถึงแก่กรรม)
    • ๓. นายจำลอง จรรยารักษ์ (ถึงแก่กรรม)
    • ๔. นายจำเริญ จรรยารักษ์ (ถึงแก่กรรม)
    • ๕. พระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
    • ๖. นายฉลวย จรรยารักษ์ (ถึงแก่กรรม)
    • ๗. นางเฉลียว บัวสรวง อายุ ๖๘ ปี
    • ๘. นางเฉลิม ตั้งสมพงษ์ อายุ ๖๓ ปี
    • ๙. นางแฉล้ม พิมพ์สุวรรณ อายุ ๖๒ ปี
    • ๑๐.นางสุชาติ ชั้นเฟื้องฟู อายุ ๕๘ ปี

    รวมบุตรธิดา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ๕ คน

    คุณย่าเจิม จรรยารักษ์ นามสกุลเดิม สุขประเสริฐ มีอาชีพค้าขาย ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านเกาะ-บางประทุน ปัจจุบันคือ ตำบลม่วงหมู่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

    คุณปู่แพ จรรยารักษ์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านโพธิ์ศรี อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี มีอาชีพเดิมคือค้าข้าว นำข้าวส่งกรุงเทพฯ และอาชีพดนตรีไทย คุณปู่แพ จรรยารักษ์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ และได้มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ มีอายุได้ ๖๓ ปี ณ วัดพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

    คุณย่าเจิม จรรยารักษ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ณ บ้านเหนือตลาดปากบาง ต.พรหมบุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ด้วยโรคชรา รวมอายุได้ ๑๐๑ ปี และได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้จัดงานบำเพ็ญกุศลศพ และงานพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ให้กับคุณย่าเจิม จรรยารักษ์ อย่างสมเกียรติ โดยได้จัดงานบำเพ็ญกุศล เมื่อวันที่ ๖, ๗, ๙, ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ได้จัดคณะสงฆ์สวดมาติกา บังสุกุล และประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันอาทิตย์ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔

    นอกจากนั้นได้จัดทำบุญครบ ๕๐ วัน ในวันที่ ๒๘ มีนาคม และทำบุญครบ ๑๐๐ วัน ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๔

    สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือวัดปากน้ำ
    แสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง เทวธรรม
    ในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ คุณแม่เจิม จรรยารักษ์
    ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔

    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเรฯ

    ณ บัดนี้อาตมภาพจักได้แสดงพระธรรมเทศนาโดยอนุรูป แก่กุศลจริยาสัมมาปฏิบัติ เนื่องในงานบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศกัลปนาผล ส่งผลให้แด่ท่านผู้ล่วงลับ คือ คุณแม่เจิม จรรยารักษ์ ในวันนี้ การบำเพ็ญกุศลนั้น ได้มีโดยลำดับมาตั้งแต่วันที่คุณแม่ได้ถึงมรณกรรม สำหรับวันนี้ มีท่านทานบดีมากด้วยกัน เห็นจะต้องขอโอกาสทูลถวายแด่เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งพระองค์ได้ทราบข่าวการมรณกรรมของคุณแม่เจิม จรรยารักษ์ และได้โปรดประทาน เรื่องกองการบำเพ็ญกุศลในวันนี้ โดยมอบหมายให้หม่อมราชวงศ์รัชนี เกษมสันต์ พร้อมด้วยคณะศิษย์วัดบวรฯ ให้นำมาบำเพ็ญกองการกุศลในพระนามของพระองค์

    ท่านทั้งหลายได้มาพร้อมกันในการบำเพ็ญกองการกุศลทุก ๆ คืน และคืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้าย ซึ่งในวันพรุ่งนี้ คุณแม่เจิม จรรยารักษ์ ก็จะได้รับพระราชทานเพลิง ในวันนี้ก็เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งซึ่งคณะสงฆ์ และญาติโยม ศรัทธาสาธุชนเป็นจำนวนมาก พร้อมกันทั้งฝ่ายวัด และฝ่ายบ้าน ทางฝ่ายวัดก็คือ พระสงฆ์ สามเณร ณ ที่นี้มีท่านเจ้าคุณพระบรมราชานุวัตร แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เจ้าคณะภาค ๓ เป็นประธาน ในฝ่ายญาติโยมประชาชน ท่านทั้งหลายก็มีหม่อมราชวังศ์รัชนี เกษมสันต์ เป็นประธาน เพราะเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

    ท่านทั้งหลาย เห็นความพร้อมทั้งฝ่ายคณะสงฆ์และญาติโยม ประชาชน เนื่องในงานบำเพ็ญกองการกุศลนี้ที่มาพร้อมเช่นนี้เพราะอะไร เพราะความดีของคน ๒ คน คือ คนเป็นหนึ่ง คนตายหนึ่ง คนทั้งสองนี้เป็นผู้มีคุณงามความดี เป็นที่เคารพนอบนบบูชาทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

    คนเป็นก็หมายถึง ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งท่านทั้งหลายเรียกว่า หลวงพ่อจรัญ ท่านเป็นมหาเถระผู้ทรงคุณงามความดี เป็นที่เคารพนอบนบบูชาของเราท่านทั้งหลาย ทั้งสงฆ์และญาติโยมทั่วไป เรียกว่า คนเป็น

    ส่วนคนตายก็คือ คุณแม่เจิม จรรยารักษ์ เป็นคนดีอีกคนหนึ่ง คุณแม่เจิม จรรยารักษ์ เจริญอยู่ในโลกนี้หนึ่งร้อยกับหนึ่งปี ซึ่งไม่ใช่น้อย ใครต้องการอะไรขอแม่เจิมก็แล้วกัน ท่านทั้งหลาย แม่เจิมเป็นคนดี เป็นที่เคารพนับถือบูชาของเราท่านทั้งหลายทุกท่าน แม่เจิมเป็นโยมมารดาท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล หรือ หลวงพ่อจรัญ บางท่านอาจจะไม่เคยเห็นแม่เจิม บางท่านอาจไม่รู้จัก บางท่านอาจไม่รู้ ไม่เห็นว่าแม่เจิมมีปฏิปทา มีคุณงามความดีอย่างไร ดูพระลูกชายของแม่เจิมก็แล้วกัน ท่านทั้งหลายเคารพนอบนบบูชาหลวงพ่อจรัญ ก็เพราะหลวงพ่อจรัญทำความดีด้วยประการทั้งปวง ชื่อเสียงปรากฎไปทั่วสารทิศ ทั้งในประเทศและนานาประเทศ ชาวต่างประเทศที่เข้ามาสู่ประเทศไทยก็ยังเข้ามาสู่วัดอัมพวันนี้ หลวงพ่อจรัญเป็นผู้มีปกติยิ้มแย้มแจ่มใส เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูล ใจเย็น เป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยกตัญญูกตเวทิตาธรรม อาตมากับหลวงพ่อจรัญนั้นชอบพอกันมานาน อาตมาชอบท่าน แต่ท่านจะชอบอาตมาหรือเปล่าไม่รู้ คงต้องชอบ เพราะอาตมาชอบท่านท่านต้องชอบอาตมา อาตมาเคยเป็นเจ้าคณะภาค ๓ อยู่ ๒ สมัย ๘ ปี ปกครองจังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัย หลวงพ่อจรัญอยู่ที่วัดอัมพวัน อาตมาเคยไปเคยมา เคยฉัน เคยนอนที่นี่ อาตมาจะพูดว่าเป็นเพื่อนกัน หลวงพ่อจรัญคงไม่ว่า เพราะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พรรษาก็รุ่นราวคราวเดียวกัน เคยกินเคยนอนด้วยกัน อาตมาเคยมาตรวจภาคบ้าง มางานบ้าง ก็อยู่ด้วยกัน อีกองค์หนึ่งก็คือพระครูสังฆราชาวาสที่ไปมาอยู่ด้วยกัน

    ท่านทั้งหลาย ถ้าใครไม่เคยเห็นแม่เจิม ก็ดูพระลูกชายของท่าน คือหลวงพ่อจรัญนี้ อาตมาพูดได้ว่าแม่เจิมนั้นมีจิตใจแจ่มใส เยือกเย็น สุขุมคัมภีรภาพ โดยที่สุดว่า ผู้ใดใครผู้หนึ่งจะมาด่า มาว่า มาพูดเสียดสี เสียดแทง ด้วยประการใดก็ตาม แม่เจิมยิ้มรับ แทนที่จะหน้าบึ้ง ขึงตึง ขุ่นเคือง ขุ่นแค้น แม่เจิมเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายที่รู้จักแม่เจิม ก็เห็นอยู่รู้อยู่ ไม่เคยมีใครเห็นแม่เจิมโกรธ เรียกว่าแม่เจิมเป็นคนมีจิตใจสูงส่ง ที่แม่เจิมเป็นคนที่มีจิตใจสูงส่งนี้ ก็เพราะแม่เจิมประพฤติมั่นปฏิบัติมั่นอยู่ด้วยเทวธรรม แม่เจิมมีคุณธรรม เพราะมีเทวธรรมอยู่ในน้ำจิตน้ำใจของแม่เจิม จึงมีจิตใจเหมือนเทวดา เทวธรรมก็คือ ธรรมของเทพ หรือธรรมของเทวดา อาตมาจึงจะนำคุณธรรมที่แม่เจิมปฏิบัติอยู่มาแสดงแก่ท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ พอสมควรแก่เวลา

    อาตมาได้ยกเทวธรรมเป็นบทอุเทศไว้ว่า

    หิริโอตฺตปฺสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเรฯ

    แปลเป็นภาษาไทยว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะ ผู้ตั้งมั่นอยู่ในสุกกธรรม ผู้เป็นสันตบุคคล ผู้เป็นสัปปุริสชนในโลก เราเรียกผู้เป็นเช่นนั้นว่า ผู้ทรงเทวธรรม ดังนี้ พระบาลีพุทธภาษิตนี้ องค์สมเด็จพระมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดประทานแสดงเทวธรรมว่า เทวธรรมนั้นคือ ธรรมของเทพ หรือของเทวดา ดังที่ว่าแล้ว เทพมี ๓ ชั้น

    • ๑. สมมติเทพ
    • ๒. อุปปัตติเทพ
    • ๓. วิสุทธิเทพ

    สมมติเทพ หมายถึง พระราชา พระราชินี ราชกุมารา ราชกุมารี เป็นต้น พระองค์ทั้งหลาย โลกสมมติเป็นเทพ เรียกว่า สมมติเทพ
    อุปปัติเทพ หมายถึง ท่านผู้ไปอุบัติเป็นเทวดา โดยกำเนิด
    วิสุทธิเทพ หมายถึง ท่านผู้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง คือ ท่านอรหันตขีณาสพทั้งหลาย

     

    กลับสู่ด้านบน

     

    ๑๕ เมษายน วันกตัญญู

    วันกตัญญู เป็นกิจกรรมหนึ่งในหลายๆกิจกรรม ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อปฏิบัติเป็นประจำทุกปี ถือเป็นการสอนภาคปฏิบัติให้เห็นจริง

    กำหนดการ

    ๐๗.๐๐ - ๐๙.๐๐ น. พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขึ้นไปรับรองญาติโยมบนศาลาสุธรรมภาวนา
    คณะศิษย์ที่มาช่วงเช้าเข้าถวายเครื่องสักการะ
    ๑๐.๐๐ น. เมื่อพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ที่ได้รับนิมนตร์มาเจริญพระพุทธมนตร์
    ให้ศีลและประชาชนรับศีลแล้ว
    บังสุกุลกระดูกโยมมารดาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
    เสร็จแล้วพระสงฆ์ก็เจริญพระพุทธมนตร์ จนเสร็จสิ้นพิธีการ
    ๑๓.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ถวายน้ำสรงหลวงพ่อเพชร
    คณะสงฆ์เข้าไปถวายน้ำสรงพระพุทธ ตามด้วยผู้ปฏิบัติกรรมฐานและประชาชนทั่วไป
    ตัวแทนสงฆ์ในวัดอัมพวัน นำโดยท่านพระครูปัญญาประสิทธิคุณ และพระเถระ ถวายน้ำสรงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
    ส่วนด้านนอกศาลาประชาชนก็ทยอยกันเข้าแถวถวายน้ำสรงหลวงพ่อเพชร คณะศิษย์ที่มาช่วงเช้าเข้าถวายเครื่องสักการะ

    บรรยากาศในวันนั้น

    คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพบรรยากาศในวันนั้น

    วันที่ ๑๓ – ๑๔ เมษายน ที่ผ่านมา ทราบแต่เพียงว่ามีประชาชนไปกราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อมากมาย และวันนี้ (๑๕ เม.ย.) พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะเรียกว่าวันกตัญญู พระเดชพระคุณหลวงพ่อขึ้นไปรับรองญาติโยมบนศาลาสุธรรมภาวนา ตั้งแต่ ๐๗๐๐ น. และกลับมาที่กุฏิ เมื่อเวลา ๑๕๓๖ น.

    มีผู้เข้าปฏิบัติกรรมฐานทั้งสิ้นกว่า ๑,๘๐๐ คนเป็น ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเหมือนเช่นทุกครั้งไป และช่วงนี้ มีเณรและเด็กหญิง ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพฯ มาปฏิบัติกรรมฐาน เป็นประจำทุกปี และมีเณรของยุวพุทธจำนวนหนึ่ง (ปีนี้ของยุวพุทธมีน้อยมาก ทราบว่ามีการแบ่งไปวัดหรือสำนักอื่น?) ตั้งแต่เช้าก็มีประชาชนทยอยมากราบนมัสการและทำบุญด้วยการถวายปัจจัยบ้าง สังฆทานบ้าง จนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. เมื่อพระสงฆ์จากวัดต่างๆที่ได้รับนิมนตร์มาเจริญพระพุทธมนตร์พร้อมแล้ว ก็เริ่มพิธีการ จนพระให้ศีลและประชาชนรับศีลแล้ว ก็มีการบังสุกุลกระดูกโยมมารดาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เสร็จแล้วพระสงฆ์ก็เจริญพระพุทธมนตร์ จนเสร็จสิ้นพิธีการ

    สิ่งที่อยากจะเรียนให้ญาติธรรมที่ไม่มีโอกาสไปร่วมทำบุญหรืออนุโมทนาบุญได้ทราบก็คือ ภาพที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจุดธูปเทียนบูชาโกศบรรจุอัฐิโยมมารดาของท่าน พร้อมกับบรรจงกราบลง ๓ ครั้ง เหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพร่ำสอนกุลบุตรกุลธิดาว่า พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ก่อนไปโรงเรียนให้กราบพ่อแม่ สามครั้ง และในระหว่างที่พระสงฆ์กำลังฉันภัตตาหาร พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ให้สิ่งของและปัจจัยแก่ ผู้สูงอายุที่เป็นชาวบ้านอยู่รอบวัด ตลอดจนผู้สูงอายุที่ทำหน้าที่ในวัด เป็นประจำทุกปี จากผู้สูงอายุจำนวนมาก ก็ร่อยหรอลงเหลือไม่กี่สิบคน เพราะท่านเหล่านั้นก็ล่วงลับไปตามกาลเวลา

    เมื่อถึงเวลาบ่ายโมง พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ถวายน้ำสรงหลวงพ่อเพชร (พระพุทธรูป ที่เห็นอยู่ด้านหลัง ปกหลังหนังสืออนุสาสนีปาฏิหาริย์) การถวายน้ำสรงพระพุทธรูป พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็กระทำเพียงรดน้ำไปที่พระหัตถ์ของพระพุทธรูป เท่านั้น ซึ่งพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่เวลาถวายน้ำสรงพระพุทธรูป จะรดหรือราดไปที่องค์พระ บางคนก็รดไปที่พระเศียรพระพุทธรูป ไม่เป็นการบังควร ในทำนองเดียวกัน เมื่อจะถวายน้ำสรงแด่พระสงฆ์ ก็กระทำอย่างเดียวกัน

    ต่อจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็เป็นคณะสงฆ์เข้าไปถวายน้ำสรงพระพุทธ ตามด้วยผู้ปฏิบัติกรรมฐานและประชาชนทั่วไป

    เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อกลับมานั่ง ตัวแทนสงฆ์ในวัดอัมพวัน นำโดยท่านพระครูปัญญาประสิทธิคุณ และพระเถระ ถวายน้ำสรงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ส่วนด้านนอกศาลาประชาชนก็ทยอยกันเข้าแถวถวายน้ำสรงหลวงพ่อเพชร จนถึงบ่ายสามโมงเศษ ในส่วนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ญาติโยมก็ทยอยถวายปัจจัยเป็นปกติ แล้วก็นั่งเฝ้าชมบารมี จนได้เวลา พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงกลับกุฏิ ( ๑๕.๓๖ น.)

    เทศกาลอย่างนี้ ก็เหมือนเช่นเคย ท่านที่เคารพและศรัทธา ในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็มาตั้งร้านนำอาหารและ เครื่องดื่ม มาบริการฟรี ปีนี้ก็มีคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามมาปฏิบัติกรรมฐานด้วย และท่านพระครูใบฏีกา ชูเกียรติ ได้ว่าจ้างพ่อค้าโรตี นำโรตีมาเลี้ยงญาติโยม จำนวน ๒,๐๐๐ แผ่น และพ่อค้าโรตีก็ถวายเพิ่มมาอีก ๒๐๐ แผ่น พ่อค้าโรตี เป็นมุสลิมครับ แต่เป็นมุสลิมที่เข้าวัดพุทธและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ เรื่องคนต่างชาติ หรือต่างศาสนา มาเข้าวัดปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน มีมานานแล้ว และมีมาตลอด แม้ท่านทูตอิหร่านก็เคยเข้ามาสนทนากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านที่อ่านหนังสือกฎแห่งกรรมธรรมปฏิบัติ คงจะผ่านตา

    นอกเหนือจากการปฏิบัติกรรมฐาน และการสวดมนตร์ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะเน้นให้พุทธศาสนิกชนควรกระทำสม่ำเสมอ ก็มีกิจกรรมดังกล่าว ตลอดจนวัตรปฏิบัติ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อลงมือกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างอยู่เป็นประจำ ซึ่งจะยังประโยชน์กับทุกคน และมีผลกับสังคมโดยรวม

    โดย คุณชินวัฒก์ รัตนเสถียร
    ๑๕ เมษายน ๒๕๔๘

    คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพบรรยากาศในวันนั้น

     

    กลับสู่ด้านบน

     

    ๑๕ สิงหาคม วันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ

    กำหนดการ

    ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. คณะศิษย์ที่มาช่วงเช้าเข้าถวายเครื่องสักการะ
    ๑๐.๐๐ - ๑๑.๐๐ น. พระธรรมสิงหบุราจารย์ จุดเทียนธูป บูชาพระรัตนตรัย
    พิธีกรกล่าวนำบูชาพระ กราบพระอาราธนาศีล
    พิธีกรอาราธนาพระปริตร
    พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
    ๑๑.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. ถวายภัตตาหาร แด่พระสงฆ์
    ๑๒.๐๐ - ๑๒.๓๐ น. พระธรรมสิงหบุราจารย์ ถวายเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา
    ๑๒.๓๐ - ๑๕.๐๐ น. คณะศิษย์ที่มาช่วงหลังเข้าถวาย เครื่องสักการะ

    บรรยากาศในวันนั้น

    คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพบรรยากาศในวันนั้น

    ขอเชิญศิษยานุศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ร่วมแสดงมุทิตาสักการะ ในงานวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ ๗๖ ปี แด่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อโดยพร้อมเพรียงกัน

    ทุกปีที่ผ่านมา เช้าวันที่ ๑๔ ส.ค. เวลา ๐๖.๒๕ น. พระเดชพระคุณหลวงพ่อตักบาตรพระสงฆ์วัดอัมพวันทั้งวัด ด้วยข้าวสวยอย่างดีพูนทัพพีทุกรูป พร้อมทั้งกับข้าว ของหวานและดอกไม้กำใหญ่

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อปฏิบัติเช่นนี้มาตลอด ท่านอาจเห็นรูปพระเดชพระคุณหลวงพ่อไหว้ทุกครั้งที่ท่านตักบาตร ท่านมิได้ไหว้พระลูกวัดแต่อย่างใด แต่ที่ท่านปฏิบัติให้ดูนั้น เป็นการไหว้ "ทาน" ที่ท่านได้กระทำแล้ว เป็นภาพที่ประทับใจ เป็นการสอนญาติโยมด้วยการปฏิบัติให้ดูเป็นประจำ

    อีกสิ่งหนึ่งที่ญาติโยมจะได้เห็นคือ ความคล่องตัวของเจ้าหน้าที่หรือบุคคลากรในวัด ในการจัดเตรียมสถานที่ ที่เรียบร้อยสวยงาม การลำเลียงขันข้าว ถุงอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ลื่นไหลต่อเนื่องไม่ติดขัด ซึ่งการเตรียมงานนี้ลูกศิษย์เตรียมการกันมาตลอด พร้อมทันทีเมื่อถึงเวลา

    วันนี้มีผู้ที่เคารพศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อนำอาหารมาออกร้านเลี้ยงญาติโยม ๓ ร้าน และเวลา ๑๐.๐๐ น. กับ ๑๔.๐๐ น. พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ออกมารับศรัทธาญาติโยมตามปกติ

    ช่วยบ่ายและเย็น มีคณะสงฆ์ในจังหวัดสิงห์บุรี นำโดยท่านเจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรศรี ฯ เข้ามากราบถวายมุทิตาสักการะ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้กล่าวกับคณะสงฆ์ว่า .... ทุกท่านก็ทราบว่าเรา (พระเดชพระคุณท่านหลวงพ่อ) ไม่เคยไขว่คว้าเรียกหาตำแหน่ง แต่เราทำงานเพื่อประเทศชาติ ประชาชน สอนกัมมัฏฐาน ทำให้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ .... ท่านที่เคยไปวัดอัมพวันมากกว่าหนึ่งครั้งจะทราบดีว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านไป พระเดชพระคุณหลวงพ่อ มีแต่ให้กับช่วย ไม่เคยบอกบุญเรี่ยราย หรือป่าวประกาศเชิญชวนให้ใครมาทำบุญ (อาจกล่าวได้ว่า ถ้าท่านผู้ใดพบเห็นซองผ้าป่า ซองกฐิน ลงชื่อวัดอัมพวัน นั่นคือของปลอม) แต่ท่านจะเอาบุญไปใส่ใจโยม ด้วยการสอนปฏิบัติกรรมฐาน สอนสวดมนตร์ และสอนธรรมประยุกติ์ใช้กับชีวิต ดังเราท่านทั้งหลายจะพบเห็บผู้แต่งชุดขาวจำนวนมากทุกวัน ทั้งในส่วนที่ต่างคนต่างมา และในส่วนแจ้งมาเป็นคณะบุคคล ตลอดจนสาธุชนที่แวะเวียนมากราบนมัสการไม่เคยขาดในแต่ละวัน มีอาหารเลี้ยงดูอย่างอุดมสมบูรณ์ มีหนังสือสวดมนตร์ หนังสือธัมมะ แจกฟรีอีกต่างหาก ห้องน้ำสะดวก สะอาด สิ่งปลูกสร้างก็พอเหมาะกับจำนวนญาติโยมที่เข้าวัด

    เกือบๆ ห้าโมงเย็น พระราชปริยัติกวี ปธ. ๙ เจ้าอาวาสวัดจุกเฌอ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา มาถวายมุทิตาสักการะ ท่านเดินเข้ามาที่กุฏิ ด้วยอาการสำรวม สง่างาม และเมื่อท่านนั่งคอยพระเดชพระคูณหลวงพ่อ ท่านก็นั่งหลับตาสงบ ตัวตรง เป็นภาพที่ประทับใจ น่าเลื่อมใสมากครับ ดังนั้นเราต้องเรียนรู้นิสัยครูอาจารย์ของเรา เหมือนกับคุณผู้ชายบวชเรียนต้องอยู่วัดให้ได้ห้าปี เพื่อให้อุปัชฌาย์ได้อบรมสั่งสอนก่อนจะขอย้ายวัด

    ก่อนมืดก็มีพระสงฆ์อาคันตุกะอีกรูปหนึ่งมากราบแสดงมุทิตาเช่นกัน ท่านถวายปัจจัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อไป ๑ พระเดชพระคุณถวายกลับไป ๑๐ เพื่อร่วมสร้างวัดพุทธในประเทศ New Zealand

    เกือบลืมไป วันนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อขึ้นศาลาให้กรรมฐานกับผู้ที่มาปฏิบัติธรรม ๗ วัน ตามปกติท่านจะให้วันพระ แต่วันพระนี้ตรงกับงานพอดี เกรงจะไม่สะดวกเพราะคนแน่นวัด ก็เลยเลื่อนมาวันนี้

    เช้าวันที่ ๑๕ สิงหาคม ผู้คนมากันตั้งแต่เช้ามืด ร้านอาหารก็เปิดบริการแต่เช้า ญาติโยมก็ทะยอยมากันไม่ขาดสายจนแน่นวัด ลานจอดรถขนาสนามฟุตบอลเต็ม ถนนทุกสายรอบวัดรถจอดเต็มหมดด้านเหนือก็จอดเรียงรายไปจนสุดตา ด้านใต้ก็เช่นกัน ด้านหน้าก็ออกมาถึงถนนสายเอเซีย ริมถนนสายเอเซียก็จอดกันเต็มไปหมด ก็เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ขับขี่มอเตอไซค์รับจ้าง แต่ที่ผิดคาดก็คือวันอาทิตย์นี้รถล่องมาจากเหนือน้อย ทำให้การเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯสะดวก

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อขึ้นศาลาสุธรรมภาวนา เพื่อรับมุทิตาสักการะจากทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ เวลา ๐๘๓๐ น. ประชาชนแน่นจนล้นศาลา แล้วก็เริ่มแจกหนังสือกฎแห่งกรรมธรรมปฏิบัติ กับหนังสือแสงธรรมของศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ขอนแก่น จนถึงเวลา ๑๐.๓๐ น.ก็หยุดเพื่อเริ่มพิธีสงฆ์ โดยพระเถระผู้ใหญ่ ๑๐ รูป พระเดชพระคุณหลวงพ่อจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และมาจุดธูปเทียนบูชาอัฐิบุพการี พระสงฆ์ชักผ้าบังสุกุลที่พระเดชพระคุณทอดเตรียมไว้แล้ว ซึ่งผมได้เรียนไว้แล้วในหัวข้ออื่นว่า ผ้าไตรจีวรที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อนำมานั้นมีโทนสีตรงตามจีวรที่พระเถระแต่ละรูปครองอยู่ นี่คือความละเอียดรอบคอบ พิถีพิถัน มีใครบ้างเล่าจะคิดถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ !!!

    ผมมีความรู้สึกว่า ช่วงเจริญพุทธมนตร์มงคล ๓๘ ประการ (เพื่อความเป็นมงคล) กับบทโพชฌงค์ (เพื่อให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ) เสียงสวดมนตร์ไพเราะมาก บรรยากาศบนศาลาเงียบสงบ อากาศไม่ร้อน ลมริมแม่น้ำเจ้าพระยาเย็นสบาย ทุกอาคาร ทุกบริเวณก็ได้ยินเสียงทั่วถึงกันหมด บ้างก็นั่งฟังพระสวด พระก็หาอาหารรองท้อง บ้างก็ทานไปฟังไป

    เพิ่งทราบจากพิธีกร พ.อ.เลื่อน อดีตอนุศาสนาจารย์กองทัพบกประกาศว่า เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์รับสั่งผ่าน พ.อ.เลื่อนว่า ให้ไปบอกท่านเจ้าคุณให้พักผ่อนมากๆ ไม่ต้องรับนิมนต์ที่ไหน นอกจากในวัง แล้วก็ให้รับรองญาติโยม สอนญาติโยมในวัดก็พอ

    ระหว่างที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหาร พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็แจกหนังสือกฎแห่งกรรมธรรมปฏิบัติ แก่ญาติโยมต่อ แล้วมาหยุดตอนถวายเครื่องไทยทาน พระสงฆ์อนุโมทนา แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อส่งพระเถระ จากนั้นก็แจกหนังสือต่อจนถึงบ่ายสามโมงกว่า

    บรรยากาศทั่วไปในงาน ที่คราคร่ำไปด้วยประชาชน บนศาลาสุธรรมภาวนา คนแน่นจนล้นเพื่อเข้าคิวรอรับหนังสือจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ บนศาลากรศรีทิพาญาติโยมพักผ่อนคลายเมื่อยเต็มไปหมด ศาลาเสาวณีย์ญาติโยมก็ถืออาหารมานั่งทานเต็มไปหมด ใต้ร่มไม้ก็ปูเสื่อนั่ง ถ้ามีม้าหินก็นั่งกันเต็มหมด ในโบสถ์ญาติโยมก็เยอะ บ้างก็สวดมนตร์ บ้างก็นั่งสมาธิ บ้างก็กราบพระแล้วก็นั่งพัก ในเขตภาวนา ญาติโยมก็เข้าไปบูชาพระพระพุทธรูป พระสิวลี พระแม่ธรณี ส่วนที่กุฏิหลวงพ่อคนแน่นตลอดมารับหนังสือแจกตามปกติ หนังสือสวดมนตร์ หนังสือธัมมะ ซึ่งทางวัดแจกไม่อั้นอยู่แล้ว คนมากจนท่านพระครูต้องนิมนต์พระนวกะมาช่วยตั้งหลายรูป

    ร้านอาหารเริ่มมาตั้งแต่โรงทานที่เปิดเป็นปกติอยู่แล้วคนใช้บริการแน่นตลอด เรื่อยมาตามทางที่มีร้านอาหารหลากชนิดมากอย่างให้บริการฟรี ผู้คนแน่นจนแทบเดินไม่ได้ ลานจอดรถหน้าศาลา ร.๕ คนมาเลือกหาอาหารเต็มเช่นกัน ตามทางเดินทั้งภายในวัดบางส่วน ก็มีชาวบ้านนำสินค้ามาวางจำหน่าย เลยออกไปหน้าวัด จนกระทั้งในลานจอดรถด้านหน้า เรียกว่าทุกพื้นที่ประชาชนเต็มไปหมด

    ผมคงจะบรรยายได้ไม่หมด แต่ภาพที่ webmaster จะนำมาเผยแพร่จะช่วยให้ญาติธรรมที่อยู่ห่างไกลได้เห็นบรรยากาศเกือบทั้งหมด อาจารย์ซูง้อ ผู้เป็นกำลังสำคัญต่อจากแม่ใหญ่ ก็เดินทางมาจากสิงคโปร์มาแสดงมุทิตาสักการะพระเดชพระคุณหลวงพ่อเช่นกัน น่าเสียดายที่เธอจะไม่กลับมาสอนอีกแล้ว

    งานนี้ เป็นงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังเป็นพระบ้านนอกธรรมดา ก็เพียงแค่พิธีสงฆ์และเลี้ยงอาหารญาติโยมนิดหน่อย แล้วก็ขยายใหญ่ขึ้นตามบารมีที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อสร้างสมมาตลอด โดยไม่มีการประกาศลงโฆษณา บังเอิญปีนี้ตรงกับช่วงเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์พอดี

    ตลอดระยะเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ทุกครั้ง พระเดชพระคูณหลวงพ่อไม่เคยจัดงานฉลอง .... เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อเข้าไปรับพระราชทานพัดยศ เสร็จพิธีการนั้นๆแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็กลับวัด ทันทีที่ลงจากรถ ญาติโยมก็จะมาคอยแสดงความยินดี แสดงมุทิตาจิตสองข้างทางเดิน พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะเดินตรงเข้าไปกราบนมัสการพระพุทธเจ้าในพระอุโบสถ แล้วเจริญพุทธมนตร์ สวดชยันโต พร้อมพระสงฆ์ในวัด เท่านั้น เรียบง่ายครบถ้วน

    ส่วนร้านอาหาร ก็เป็นความตั้งใจของท่านที่มีความเคารพเลื่อมใสและศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ จัดหามาเลี้ยงดูกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่อาหารดีๆ มีคุณภาพทั้งสิ้น และปีนี้และทุกปี ร้านอาหารที่ปิดบริการเป็นร้านสุดท้ายคือร้านกาแฟสด ความจริงน่าจะเรียกกาแฟคั่วนะ ให้บริการจนคนสุดท้ายที่มาต่อคิวเมื่อเกือบห้าโมงเย็น

    โดย คุณชินวัฒก์ รัตนเสถียร
    ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘

    คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพบรรยากาศในวันนั้น

     

    กลับสู่ด้านบน

     

    ๑๔ ตุลาคม วันคล้ายวันพระเดชพระคุณหลวงพ่อประสบอุบัติเหตุ(คอหัก)

    กำหนดการ