|
ในวันนี้จะให้โอวาท คติกรรมฐาน โยมโปรดตั้งใจฟัง
ณ บัดนี้
ทุกข์ที่น่ากลัว ความทุกข์ในโลกมนุษย์นี้มีหลากหลาย
ท่านมีแต่ความทุกข์ มีเงินทองมากมายก็หาความสุขไม่ได้แต่ซื้อความสะดวกได้
อยากได้รถกี่คันไปซื้อมา แต่ความสุขมันอยู่ที่ซื้อรถแล่นไหม สามีภรรยาทะเลาะกันมีความสุขไหม
นี่แหละทุกข์ที่น่ากลัว จะอธิบายให้ฟัง
คนที่ไม่มีธรรมะชอบขี้เกียจ
ขี้โกง ขี้อิจฉาริษยา ชอบประทุษร้ายเขา จะมีแต่ความทุกข์ที่น่ากลัวมาก
ที่หาเรื่องประทุษร้ายใส่ความผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิดจนได้รับโทษทัณฑ์
ผู้นั้นต้องถึงความพินาศ 4 ประการ ทราบได้จากการเจริญพระกรรมฐาน |
|
1. เกิดความทุกขเวทนาเร่าร้อนอย่างแรงกล้า
ต้องพบข้อนี้ก่อน เกิดความทุกขเวทนาเร่าร้อนใจ ปวดอย่างทนไม่ไหว เกิดทุกข์กายเข้ามาหาทุกข์ใจ
นักกรรมฐานต้องกำหนดเวทนาว่า "ปวดหนอ ปวดหนอ"
ตายให้ตาย
อยากรู้ความจริงของชีวิต ต้องเข้าวัดปฏิบัติและน้อมถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา
ด้วยการปฏิบัติธรรม ขอยอมตายตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
"ปวดหนอ ปวดหนอ" นี่ทุกข์อย่างร้ายแรง ทุกข์นี้เกิดขึ้น
ตั้งอยู่ ดับไป จิตจะพบพระ ใจไม่กังวลต่อทุกขเวทนา เวทนาจะหายไป
ทุกข์ออกไปความสุขมาแทนที่ สร้างความดีกันต่อไป |
2. ถึงความเสื่อมความตาย ถ้าใครถวายชีวิตต่อพระรัตนตรัยได้
จะได้ผล คนที่ยังกลัวตายจะมีแต่ความทุกข์ระทมขมขื่นตลอดรายการ ต้องอดทนต่อสู้
ตายให้ตาย คนที่ไม่สู้จะถึงความเสื่อมความตายทันที ความเสื่อมคืออะไร
จิตใจของท่านเสื่อม ท่านจะตายด้วยความประมาท อันนี้กรรมฐานนะ
คนไหนไม่รักตัวยังกลัวลำบากอยู่
คนนั้นยากที่จะได้ธรรมะ รักตัวอย่ากลัวลำบาก ต้องทนทุกข์ผ่านความเสื่อมความตายให้ได้
ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กำหนดจิตใจ เมื่อใดเข้มแข็ง
จิตใจท่านจะไม่เสื่อมต่อพระรัตนตรัย ความตายจะเกิดขึ้นอย่างไร
อมตะจิตท่านจะไม่ตาย ถึงท่านจำเป็นต้องจากสังขาร แต่อมตะจิตท่านจะไปสู่ความดี
ท่านจะมีปัญญา ท่านจะไม่ปวดอย่างทรมาน โทษที่น่ากลัวคืออิจฉา
จะเกิดอาพาธเจ็บป่วยอย่างหนัก ต้องทนทุกข์ทรมาน สำหรับคนที่ใส่ร้ายป้ายสีเขา
จิตใจถึงธรรมะจะไม่อิจฉาใครจะไม่มีโทษที่น่ากลัวกับเราเลย |
 |
3. จิตฟุ้งซ่านกระวนกระวายเสมอ
คนที่อิจฉาริษยาเขานั้น จิตจะกระวนกระวายและฟุ้งซ่านตลอดชีวิต ถ้าท่านเจริญสติปัฏฐาน
4 กำหนด "ปวดหนอ ปวดหนอ" จิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน
จิตก็เป็นกุศล จะไม่ใส่ร้ายป้ายสีใคร ให้ทุกข์ทรมานถึงขนาดนี้เลย คนที่จิตฟุ้งซ่านกระวนกระวายใส่ร้ายป้ายสีเขาตลอดมา
และไม่ได้เจริญกรรมฐาน จะเข้าหลักว่าถูกผู้ใหญ่เพ่งโทษ ข้าราชการถูกผู้ใหญ่สอบสวน
ถูกไล่ออก และถูกใส่ความอย่างร้ายแรงที่เราไปใส่ความเขามา ถ้าท่านเจริญสติได้
ท่านจะแผ่เมตตา อโหสิกรรม ไม่ใส่ร้ายป้ายสีใคร ผู้ใหญ่ก็ไม่ใส่โทษให้แก่เราอย่างร้ายแรงเหมือนแต่ก่อนมา
4. ญาติมิตรทอดทิ้ง
เนื่องจากไปทอดทิ้งคนอื่น ไปใส่ร้ายเขาเอาแต่ตัวลอยลม ในอนาคตท่านจะถูกญาติมิตรทอดทิ้ง
ไปรับราชการผู้ใหญ่จะทอดทิ้ง ลูกของเราจะต้องถูกออกจากราชการ นี่เป็นกฎแห่งกรรมนะ
ถ้าคนไหนแผ่เมตตาในพระกรรมฐาน ญาติมิตรไม่ทอดทิ้ง กฎแห่งกรรมที่เราไปทิ้งเขามา
ไปใส่ร้ายป้ายสีเขา เมื่อแก่แล้วต้องถูกทอดทิ้ง ถึงจะมีสมบัติกี่พันล้านก็ต้องถูกทอดทิ้ง
ถ้าเราตายไปก่อน ลูกหลานก็ทอดทิ้งตัวเอง ทรัพย์สินที่มีอยู่จะพินาศตลอดไป
ลูกหลานจะแย่งกัน
ความทุกข์ในโลกมนุษย์เป็นแบบนี้เองหนอ ถ้าท่านเจริญกรรมฐานจะผ่านข้อนี้
ทรัพย์สินที่มีอยู่จะไม่พินาศมีแต่เงินไหลนองทองไหลมา จิตเป็นกุศล
แผ่เมตตา ไฟไม่ไหม้บ้านแน่ บางแห่งสร้างใหม่ๆ ไฟไหม้หมดแล้ว
จิตไม่ดีไฟก็มาไหม้บ้านโดยไม่น่าเชื่อ ถ้าท่านเจริญกรรมฐานจะผ่านคำว่า
ทุกข์ จะไม่มีใครมาใส่ร้ายป้ายสีแต่ประการใด ชนิดของทุกข์ |
ทุกข์จำแนกตามลักษณะการเกิดได้ 10 ประการดังนี้
1. สภาวทุกข์ เกิดก็เป็นทุกข์
แก่ก็เป็นทุกข์ ตายก็เป็นทุกข์
2. ปกิณณกทุกข์ ทุกข์จรเข้ามาในใจ
เศร้าโศกเสียใจแทนเขา เจ็บปวดร้าวทั่วสกลกาย เรากำหนดจิต จะหายไปได้
3. นิพัทธ
มีทั้งร้อน หนาว หิว กระหาย เป็นทุกข์เหลือเกิน ถ้ามีสติสัมปชัญญะดีมีปัญญา
ท่านจะไม่มีความหนาวร้อย หนาวก็สู้ ร้อนก็ต้องทน หิวก็ต้องทน
กระหายก็ต้องทน หมดทุกข์แน่ๆ |
|
4. พยาธิทุกข์ ทุกข์เกิดตามร่างกาย
พยาธิโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน โรคกายเกิดทั่วสกลกายไปหมด ปวดโน่นปวดนี่
เราเจริญกรรมฐานแก้ได้ กำหนด "ปวดหนอ ปวดหนอ"
ตายให้ตาย จะขาดใจตายแล้วเพื่อนเอ๋ยมาช่วยหน่อย เพื่อนตายก็คือกรรมฐาน
สติอันหนึ่ง สัมปชัญญะอันหนึ่งเป็นเพื่อนตายแน่ๆ เมื่อกำหนดได้จะได้จากพยาธิทุกข์
จะไม่มีทุกข์ทางร่างกาย
5. สันตาปทุกข์ ทุกข์เกิดจากกิเลสเผา
เกิดโลภะอยากได้ของเขา ไม่ได้ก็เป็นทุกข์ โทสะโกรธเขา แก้แค้นไม่ได้ก็มีแต่ความทุกข์
โมหะทุกข์เกิดจากกิเลสเผากายเผาใจ เราก็ตั้งสติปัฏฐาน 4 กำหนดจิตให้ได้
ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี จะเผาใจเราก็แก้ได้ นี่สิจะพ้นทุกข์
6. วิบากทุกข์ ทุกข์เกิดจากผลบาปกรรม
จากกฎแห่งกรรมที่ได้ทำมา เงาบุญ เงาบาป ของใครของมัน ถ้าเจริญสติปัฏฐาน
4 ท่านจะรู้ว่ากฎแห่งกรรมเป็นประการใด
อาตมาเคยพูดมานานว่า
ผลจากการเจริญสติปัฏฐาน 4 ในขั้นแรกคือ รำลึกชาติได้ รู้กฎแห่งกรรม
และแก้ปัญหาได้ ถ้าท่านเจริญสติปัฏฐาน 4 อโหสิกรรมต่อบาปกรรมแล้วไม่ปฏิเสธทุกข้อหา
รับรองรับใช้กรรม เหมือนอาตมารู้ล่วงหน้าว่าคอจะหัก รีบใช้กรรมนกเสีย
ที่เราไปหักคอมัน ผลบาปเกิดจากการกระทำของอาตมาเอง อาตมารับทุกข์แต่เพียงผู้เดียว
คอหัก แขนหัก ขาหัก ฟ้าผ่า ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หมดแล้วที่เคยไปรับจ้างต้มเต่า
เห็นชัดหรือไม่ |
 |
|